บารัค โอบามา  บนถนนสู่ทำเนียบขาว

28 สิงหาคม ค.ศ.1963  ณ บริเวณขั้นบันไดของอนุสรณ์สถานลินคอล์น กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.  ภายหลังการเดินขบวนอย่างอหิงสาเพื่อรณรงค์เรียกร้องสิทธิพลเมืองของคนผิวดำครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในยุคสมัยแห่งการแบ่งแยก กีดกัน และคุกคามคนผิวสี

วันนั้น มาร์ติน ลูเทอร์ คิง จูเนียร์ กล่าวสุนทรพจน์ ”ความฝันของข้าพเจ้า“ (I have a dream) เป็นการปิดท้ายการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมทางเชื้อชาติและสีผิว ต่อหน้าผู้ร่วมเดินขบวนกว่า 2 แสนคน ณ สถานที่แห่งนั้น และต่อหน้าผู้ชมหลายล้านคนทั่วประเทศที่ชมการถ่ายทอดทางโทรทัศน์

 

“…แม้ว่าพวกเราจะต้องเผชิญความยากลำบากในวันนี้และวันพรุ่ง แต่ข้าพเจ้าก็ยังมีความฝัน ความฝันที่หยั่งรากลึกลงไปในความฝันแบบอเมริกัน 

“ข้าพเจ้ามีความฝันว่า วันหนึ่ง ประเทศนี้จะยืนหยัดสู้และใช้ชีวิตตามความหมายแท้จริงของหลักการแห่งประเทศนี้ที่ว่า ‘พวกเรายึดถือว่า ‘ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน’ เป็นความจริงชัดแจ้งอันไม่ต้องพิสูจน์อีก’

“ข้าพเจ้ามีความฝันว่า วันหนึ่ง บนเนินเขาแดงแห่งจอร์เจีย ลูกของอดีตทาสจะสามารถนั่งร่วมโต๊ะแห่งภราดรภาพกับลูกของอดีตนายทาสได้

“ข้าพเจ้ามีความฝันว่า วันหนึ่ง ในมลรัฐมิสซิสซิปปี มลรัฐที่ถูกแผดเผาด้วยแรงร้อนแห่งความอยุติธรรม และอำนาจกดขี่อันโหดร้าย จะแปรสภาพเป็นต้นธารแห่งเสรีภาพและความยุติธรรม

“ข้าพเจ้ามีความฝันว่า วันหนึ่ง ลูกน้อยทั้งสี่ของข้าพเจ้า จะอาศัยอยู่ในประเทศซึ่งพวกเขาจะไม่ถูกพิพากษาตัดสินด้วยสีผิว แต่ด้วยแก่นสารของพวกเขา…”

 

28 สิงหาคม ค.ศ. 2008  ณ เวทีกลางสนามฟุตบอลอินเวสโก ฟิลด์ เมืองเดนเวอร์  ภายหลังการเลือกตั้งขั้นต้นเพื่อคัดเลือกตัวแทนพรรคเดโมแครตลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ

วันนี้ บารัค โอบามา วุฒิสมาชิกมลรัฐอิลลินอยส์ กล่าวสุนทรพจน์ ”การเปลี่ยนแปลงที่คุณเชื่อมั่นได้“ (Change You can Believe in) เพื่อตอบรับเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตลงสมัครรับเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ต่อหน้าสมาชิกพรรคและประชาชนร่วม 9 หมื่นคน ณ สถานที่แห่งนั้น และต่อหน้าผู้ชม 40 ล้านคนทั่วประเทศที่ชมการการถ่ายทอดทางโทรทัศน์

จากปี 1963 ถึง 2008

45 ปี ผ่านไป  “ความฝัน” ซึ่ง มาร์ติน ลูเทอร์ คิง จูเนียร์ ได้เริ่มจุดประกายวาดหวังไว้ มีแววว่าจะไปได้ไกลสุดปลายฝัน เมื่อชายหนุ่มผิวดำ วัย 47 ปี นักการเมืองหน้าใหม่ซึ่งเพิ่งเริ่มเข้าสู่เวทีการเมืองระดับชาติได้ไม่ถึง 5 ปี สามารถพลิกประวัติศาสตร์เป็นคนผิวดำคนแรกที่ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนพรรคการเมืองใหญ่ลงชิงตำแหน่งผู้นำสูงสุด และมีโอกาสสูงที่จะก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีผิวดำคนแรกแห่งสหรัฐอเมริกา–ประเทศซึ่งคนผิวดำตกเป็นผู้ถูกกดขี่ในฐานะทาสและพลเมืองชั้นสามส่วนห้า[1]มายาวนานนับศตวรรษ

 

คนดำกลางครอบครัวขาว

โอบามาเกิดเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ค.ศ.1961 ที่เมืองฮอนโนลูลู มลรัฐฮาวาย  ชื่อเต็มคือ บารัค ฮุสเซน โอบามา ที่สอง  เขาเป็นลูกครึ่งเคนยา-สหรัฐอเมริกา  คุณพ่อ บารัค โอบามา ซีเนียร์ เป็นชาวเคนยาโดยกำเนิด ข้ามน้ำข้ามทะเลมาศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา  ส่วนคุณแม่ สแตนลีย์ แอน ดันแฮม เป็นชาวอเมริกันผิวขาวจากมลรัฐแคนซัส ย้ายตามครอบครัวมาตั้งรกรากใหม่ที่ฮาวาย พ่อและแม่ของโอบามาพบรักกันตอนเป็นนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮาวายแห่งมานัว  โอบามา ซีเนียร์ เป็นนักศึกษาเศรษฐศาสตร์ และเป็นนักศึกษาผิวดำคนแรกของมหาวิทยาลัย ส่วนแอนเป็นนักศึกษามานุษยวิทยา

ทั้งคู่แต่งงานกันในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1961 หลังพบว่าแอนตั้งท้อง  เวลานั้นฝ่ายชายอายุได้ 25 ปี ส่วนฝ่ายหญิงอายุย่าง 19 ปี  แต่งงานได้เพียง 2 ปี โอบามา ซีเนียร์ ก็ทิ้งครอบครัวไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเพียงลำพัง หลังจากนั้นไม่นานทั้งสองจึงหย่าขาดจากกัน  เมื่อเรียนจบ โอบามา ซีเนียร์ ก็เดินทางกลับไปทำงานที่ประเทศเคนยา โดยเขามีโอกาสพบบุตรชายตอนรู้ความเพียงครั้งเดียวในชีวิต คือตอนโอบามาอายุได้ 10 ปี  ต่อมาเขาเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่ออายุ 46 ปี

ในปี 1967แอนแต่งงานใหม่กับ โลโล โซโตโร นักศึกษาภูมิศาสตร์ชาวอินโดนีเซีย และย้ายตามโซโตโรไปยังกรุงจาการ์ตาพร้อมกับลูกชาย จนกระทั่งปี 1971 เมื่อโอบามาอายุได้ 10 ปี แอนจึงส่งโอบามากลับไปเรียนหนังสือที่ฮาวาย ด้วยประสงค์ให้ลูกชายได้รับการศึกษาคุณภาพสูง โดยให้พักอาศัยอยู่กับคุณตาและคุณยายซึ่งเป็นคนผิวขาว โดยเธอมาเยี่ยมเป็นครั้งคราว

แม้โอบามาเป็นคนเชื้อสายแอฟริกันอเมริกัน แต่ก็เติบโตขึ้นในครอบครัวคนผิวขาวมาตลอด โดยมีแม่ ตา และยาย อยู่เคียงข้าง  เมื่อเข้าเรียนหนังสือชั้นมัธยมศึกษาก็ศึกษาอยู่ในโรงเรียนเอกชนที่มีชื่อเสียงและมีราคาแพง ซึ่งเพื่อนร่วมชั้นส่วนใหญ่เป็นคนขาว ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะครอบครัวของโอบามามีฐานะร่ำรวย แต่เพราะให้คุณค่ากับการลงทุนเพื่อการศึกษามากกว่า  นอกจากนั้นเขายังเคยใช้ชีวิตวัยเด็กอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นเสมือนอีกโลกหนึ่งอันแตกต่างจากสังคมอเมริกัน ยาวนานถึง 4 ปี  โอบามาจึงเติบโตมาท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงในชีวิต ต้องเผชิญหน้ากับสิ่งแวดล้อมแปลกใหม่อย่างต่อเนื่อง และต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความหลากหลายทางวัฒนธรรม

เงื่อนไขในชีวิตวัยเด็กเหล่านี้ช่วยหล่อหลอมให้โอบามามองเห็นความแตกต่างด้านเชื้อชาติ สีผิว และวัฒนธรรม เป็นเรื่องปกติธรรมดา  สอนให้เขามีทักษะในการปรับตัวเข้ากับผู้คนและสิ่งแวดล้อมที่แปลกใหม่และแตกต่าง  เรียนรู้ที่จะรักษาตัวตนพร้อมไปกับการประนีประนอมเพื่อให้ได้สิ่งที่ตนต้องการ  และช่วยฝึกฝนให้โอบามารู้จักพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความยอมรับในหมู่เพื่อนฝูง ทั้งคนหน้าใหม่และคนต่างสีผิวและต่างวัฒนธรรม

โอบามายังได้แบบอย่างจากแม่ในหลายเรื่อง เช่น ความเป็นนักแสวงหา การกล้าคิดกล้าทำนอกกรอบค่านิยมของสังคม จิตใจสาธารณะ ความรู้สึกเป็นทุกข์เมื่อเห็นคนทุกข์ยาก การเปิดใจกว้าง ยอมรับ และพยายามที่จะเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของผู้คนรอบตัวโดยเฉพาะคนคิดต่างและคนต่างวัฒนธรรม เป็นต้น  โอบามาเคยเขียนไว้ว่า เขาเป็นหนี้บุญคุณแม่ที่ได้สร้างสิ่งดีที่สุดในตัวเขาขึ้นมา

ด้วยเหตุที่โอบามาและครอบครัวแทบจะไม่มีประสบการณ์ร่วมในการต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิพลเมืองของคนผิวดำเลย นอกจากที่คุณแม่อ่านหนังสือให้ฟังตอนเด็ก  โอบามาจึงเป็นนักการเมืองผิวดำที่เติบโตมาอย่าง “แตกต่าง” จากนักการเมืองผิวดำ หรือนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนผิวดำทั่วไป

ภายหลังเมื่อเข้าสู่วงการเมือง โอบามาจึงเป็นนักการเมืองผิวดำที่ทำงานการเมืองแบบข้ามพ้นเรื่องเชื้อชาติและสีผิว  เขาไม่แสดงตัวเป็นตัวแทน “ของ” คนผิวดำ “โดย” คนผิวดำ “เพื่อ” คนผิวดำ  แต่รักษาภาพลักษณ์ของการเป็นตัวแทน “ของ” คนอเมริกัน  “โดย” คนอเมริกัน “เพื่อ” คนอเมริกันมาโดยตลอด จนเคยถูกผู้นำกลุ่มการเมืองผิวดำวิจารณ์ว่าโอบามา “ไม่ดำพอ”  แต่นั่นก็ทำให้การเมืองของโอบามาไปไกลกว่าการเมืองเฉพาะกลุ่มและการเมืองเรื่องเชื้อชาติแบบดั้งเดิม  แตกต่างจากนักการเมืองผิวดำที่เคยลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในอดีต ซึ่งมักถูกมองว่าไม่ได้ลงสมัครด้วยหวังตำแหน่งประธานาธิบดี แต่หวังสถานะของความเป็นผู้นำมวลชนผิวดำมากกว่า

 

จากฮาวายสู่หลายมลรัฐ

จากโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในฮาวาย โอบามาไปเรียนต่อระดับปริญญาตรีที่ออกซิเดนทัลคอลเลจ ในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ในปี 1979  ร่ำเรียนได้ 2 ปี เขาก็ย้ายไปศึกษาด้านรัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย มลรัฐนิวยอร์ก

เมื่อเรียนจบในปี 1983 เขาเข้าทำงานในภาคธุรกิจเอกชน สถาบันวิจัยสาธารณะ และงานพัฒนาชุมชนในนิวยอร์กตามลำดับ ก่อนจะตัดสินใจย้ายไปทำงานด้านการพัฒนาชุมชนภายใต้โบสถ์คริสต์ที่เมืองชิคาโก มลรัฐอิลลินอยส์ ในปี 1985

ในปี 1988 โอบามาหันกลับมาศึกษาต่อด้านนิติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และต่อมาได้รับเลือกตั้งเป็นประธานวารสารกฎหมายปริทัศน์ของฮาร์วาร์ด (Harvard Law Review) ซึ่งเป็นตำแหน่งอันทรงเกียรติของนักศึกษากฎหมายฮาร์วาร์ด อันเป็นบันไดไต่สู่อนาคตอันสดใสในวิชาชีพกฎหมายและการเมืองภายภาคหน้า  เขาเป็นประธานผิวดำคนแรกในประวัติศาสตร์นับร้อยปี

เมื่อจบการศึกษาปริญญาโทในปี 1991 แทนที่โอบามาจะพกดีกรีประธานวารสารกฎหมายปริทัศน์ของฮาร์วาร์ดเดินเข้าสู่บริษัทที่ปรึกษากฎหมายขนาดใหญ่ หรือมุ่งหน้าสู่เส้นทางผู้พิพากษา เขากลับเลือกไปทำงานด้านการพัฒนาชุมชนต่อที่ชิคาโก

ช่วงต้นแห่งชีวิตของโอบามาจึงเป็นเรื่องราวว่าด้วยการย้ายถิ่น  ความปรารถนาพื้นฐานในใจส่วนลึกของเขาคือการแสวงหา “บ้าน” และลงหลักปักฐานอย่างมีเสถียรภาพและมีความหมาย  ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยเรียนเข้าวัยทำงานช่วงต้น เขาแทบไม่เคยรู้สึกเหมือนได้อยู่ “บ้าน” อย่างสุขใจ  และถูกหลอกหลอนมาโดยตลอดด้วยความหวาดเกรงว่าจะไม่ได้รับการยอมรับจากผู้คนในสภาพแวดล้อมใหม่

ท้ายที่สุด โอบามาเลยหันหา “ศรัทธา” เพื่อยุติความหวาดกลัวในจิตใจ  เขาใช้ชีวิตโดยยึดถือ “ศรัทธา” ในตัวของคนอื่นเป็นเสมือน “บ้าน” อันสุขใจของเขา  โอบามาเป็นคนที่เชื่อมั่นใน “พลัง” ของปัจเจกชน เชื่อมั่นว่าทุกคนเป็นคนดีโดยพื้นฐาน และยังเชื่อมั่นว่าเมื่อคนธรรมดาแต่ละคนมารวมตัวกัน จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ที่ไม่ธรรมดาได้  เขาเชื่อมั่นใน “พลัง” ของความร่วมมือ ความไว้เนื้อเชื่อใจ และความสมานฉันท์  การระดมผู้คนในชุมชนมาร่วมเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงชุมชนและสังคมให้ดีขึ้น จึงเป็นแกนหลักในชีวิตการทำงานของเขา และเป็นความสามารถพิเศษเฉพาะตัวของเขาด้วย

โอบามาจึงเลือกที่จะทำงานด้านพัฒนาชุมชนและบริการสาธารณะ  และเขาในวัย 30 ปี ตัดสินใจแน่วแน่ที่จะเลือกให้ชิคาโกเป็น “บ้าน” หลังสุดท้ายของเขา โดยมี มิเชล โอบามา เป็นคู่ชีวิต

 

“บ้าน” ที่ชิคาโก

ย้อนกลับไปเมื่อครั้งโอบามาเรียนกฎหมายอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เขากลับมาที่ชิคาโกเพื่อฝึกงานช่วงฤดูร้อนที่บริษัทกฎหมายชั้นแนวหน้า ซิดเลย์ ออสติน ในปี 1989  โอบามาได้พบกับ มิเชล โรบินสัน นักกฎหมายสาวผิวดำคนเดียวของบริษัท ซึ่งได้รับมอบหมายให้มาช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้เขา  ทั้งคู่ต้องใจกันและคบหากันเรื่อยมา จนแต่งงานกันในปี 1992 หลังจากโอบามาเรียนจบและย้ายกลับมาทำงานที่ชิคาโก  ทั้งคู่มีลูกสาว 2 คน คือ มาเลีย แอน วัย 10 ปี และนาตาชา หรือ ซาชา วัย 7 ปี

มิเชล โอบามา เกิดในครอบครัวคนทำงานทางตอนใต้ของชิคาโก  เธอจบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน และปริญญาโทด้านกฎหมายที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

หลังแต่งงานกับโอบามาไม่นาน เธอทิ้งเงินเดือนสูงในบริษัทกฎหมาย เข้าทำงานเป็นผู้ช่วยนายกเทศมนตรีเมืองชิคาโก ต่อมาในองค์กรพัฒนาเอกชนด้านการพัฒนาชุมชนและบริการสาธารณะ จากนั้นเธอเข้าทำงานบริหารในมหาวิทยาลัยชิคาโก จนท้ายที่สุดได้รับตำแหน่งรองประธานคณะกรรมการบริหารด้านชุมชนและวิเทศสัมพันธ์ (Vice President for Community and External Affairs) ของมหาวิทยาลัย แต่ยังทำกิจกรรมอาสาสมัครด้านการพัฒนาชุมชนนอกมหาวิทยาลัยไปด้วยพร้อมกัน

มิเชล โอบามา เป็นทั้งผู้หญิงทำงาน นักบริหารการศึกษา และนักพัฒนา อยู่ในตัวคนเดียว  หากได้เป็นสตรีหมายเลขหนึ่งในอนาคต คงจะสร้างมิติใหม่ให้แก่ตำแหน่งดังกล่าวไม่น้อย เพราะเธอเป็นมากกว่า “แม่บ้าน” และ “นักการกุศล” ตามธรรมเนียมของการเป็นสตรีหมายเลขหนึ่ง

ในที่สุด ชีวิตของ บารัค โอบามา ก็หยุดการเคลื่อนย้าย  เขามี “บ้าน” เป็นของตัวเองกับครอบครัวที่อบอุ่น โดยทำงานด้านการพัฒนาชุมชนเป็นหลักอย่างประสบความสำเร็จจนเป็นที่ยอมรับอย่างสูงในชิคาโก  ในปี 1993 เขาเข้าร่วมทำงานในบริษัทที่ปรึกษากฎหมายซึ่งมุ่งเน้นทำคดีปกป้องสิทธิมนุษยชน ให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่ผู้ด้อยโอกาส คนดำ และแรงงานรายได้ต่ำ พร้อมกับเป็นอาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัยชิคาโก โดยสอนวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ

 

เริ่มต้นชีวิตการเมืองท้องถิ่น

โอบามาเริ่มต้นชีวิตทางการเมืองด้วยการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นวุฒิสมาชิกสภามลรัฐในปี 1996 และได้รับเลือกตั้งอีก 2 สมัยในปี 1998 และ 2002  เขาสนับสนุนนโยบายให้ความช่วยเหลือด้านสวัสดิการและภาษีแก่ผู้มีรายได้ต่ำ รวมทั้งผลักดันกฎหมายหลายฉบับที่มุ่งปกป้องสิทธิมนุษยชน เช่น กฎหมายกำหนดให้เจ้าพนักงานต้องถ่ายวีดิทัศน์ประกอบการสอบปากคำผู้ต้องหา เป็นต้น

ในปี 2000 โอบามาเริ่มลิ้มลองการทำงานการเมืองระดับชาติ  เขาพยายามที่จะสมัครเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตลงชิงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มลรัฐอิลลินอยส์ แต่ประสบความล้มเหลว โดยพ่ายแพ้การเลือกตั้งขั้นต้นชิงตำแหน่งตัวแทนพรรคเดโมแครตต่อ บ็อบบี รัช เจ้าของเก้าอี้เดิม ซึ่งรัชได้คะแนนเสียงทิ้งห่างโอบามาถึง 2 ต่อ 1 จนดูราวกับว่า อนาคตทางการเมืองระดับชาติของเขาแลดูมืดมน ต้องหันกลับไปหาการเมืองระดับมลรัฐอีกครั้ง โดยลงสมัครรับเลือกตั้งวุฒิสมาชิกในสภามลรัฐในปี 2002 เพื่อเฝ้ารอวันเวลาของเขาในอนาคต  ระหว่างนั้นเขาได้รับเลือกให้เป็นประธานคณะกรรมาธิการสาธารณสุขและบริการประชาชนของวุฒิสภามลรัฐ ในปี 2003

การเริ่มต้นชีวิตการเมืองระดับชาติด้วยความพ่ายแพ้ไม่ได้ทำให้โอบามาย่อท้อ เขายังคงมุ่งมั่นเดินหน้าสู่การเมืองสนามใหญ่ต่อไป โดยกลับมาประเมินจุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเองอย่างจริงจัง เสริมทัพด้วยทีมงานการเมืองมืออาชีพ และเตรียมจัดวางเครือข่ายทางการเมืองให้เข้มแข็งขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมสู้ศึกเลือกตั้งใหญ่ครั้งต่อไป แต่คราวนี้ ตำแหน่งที่เขาต้องการมิใช่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกต่อไปแล้ว หากเป็นเก้าอี้วุฒิสมาชิกแห่งมลรัฐอิลลินอยส์

 

วุฒิสมาชิกแห่งมลรัฐอิลลินอยส์

ในการเลือกตั้งเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.2004 ตำแหน่งวุฒิสมาชิกแห่งมลรัฐอิลลินอยส์จะว่างลงตามวาระ 1 ตำแหน่ง  ปีเตอร์ ฟิตซ์เจอรัลด์ แห่งพรรครีพับลิกัน เจ้าของเก้าอี้เดิมประกาศไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งอีก ในขณะที่อดีตผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตที่ลงสู้ศึกครั้งก่อนก็ไม่ยอมลงแข่งขัน  ศึกเลือกตั้งชิงเก้าอี้วุฒิสมาชิกมลรัฐอิลลินอยส์ในปีนั้นจึงกลายเป็นสนามเปิดกว้างสำหรับผู้สมัครทั้งสองพรรค

โอบามาเริ่มคิดจริงจังที่จะลงรับเลือกตั้งชิงตำแหน่งวุฒิสมาชิกตั้งแต่ปี 2002  เขาประกาศตัวลงแข่งขันอย่างเป็นทางการต้นปีถัดไป  ในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนั้น โอบามามี “คนเบื้องหลัง” มากประสบการณ์ 2 คนมาช่วยเป็น “หัวใจ” และ “สมอง” ของการหาเสียงเลือกตั้ง นั่นคือ เดวิด เอกเซลร็อด และ เดวิด พลัฟ แห่งบริษัทที่ปรึกษาด้านการเมืองและการหาเสียงชื่อว่า AKP&D Message and Media ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองชิคาโก  เดวิดแรกเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท สนิทสนมกับโอบามา และเชื่อมั่นในศักยภาพทางการเมืองของเขา  ส่วนเดวิดหลังเป็นพาร์ตเนอร์คนสำคัญของบริษัท ซึ่งถูกดึงตัวมาร่วมทีมงานหาเสียง

การทำงานการเมืองในสหรัฐอเมริกามิได้เป็นเรื่องเฉพาะตัวผู้สมัครเพียงคนเดียว แต่ต้องมีทีมงานการเมืองที่เข้มแข็งคอยจัดการงานเบื้องหลังมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดทำนโยบาย การวางแผนยุทธศาสตร์หาเสียง การระดมทุน การร่างคำปราศรัยและสุนทรพจน์ และการสื่อสารสาธารณะ

ความสำเร็จทางการเมืองจึงผูกติดอยู่กับคุณภาพของทีมงานและกุนซือ ไม่น้อยไปกว่าความสามารถและความเป็นที่ยอมรับในหมู่ประชาชนของตัวผู้สมัครเอง

สองเดวิดร่วมมือกันส่งโอบามาเข้าสู่การเมืองระดับชาติในปี 2004 ได้สำเร็จอย่างงดงาม  โอบามาชนะการเลือกตั้งขั้นต้นตอนต้นปีเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตชิงตำแหน่งวุฒิสมาชิกด้วยคะแนนเสียงถล่มทลาย โดยได้คะแนนเสียงสูงถึงร้อยละ 52 เหนือคู่แข่งอีก 6 คน คนถัดมาได้คะแนนเสียงเพียงร้อยละ 29 เท่านั้น

ต่อมาในการเลือกตั้งชิงตำแหน่งวุฒิสมาชิก โชคก็ยังเข้าข้างโอบามา เนื่องจาก แจ็ก ไรอัน ผู้ชนะการเลือกตั้งขั้นต้นเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกัน ประกาศถอนตัวจากการแข่งขัน เนื่องจากโดนสื่อมวลชนขุดคุ้ยเปิดเผยเรื่องราวชีวิตรักส่วนตัวอันอื้อฉาวจากหลักฐานคำให้การของอดีตภรรยาในคดีฟ้องหย่า ทำให้โอบามาหาเสียงอย่างไม่มีคู่แข่งอยู่นานถึง 6 สัปดาห์ก่อนที่พรรครีพับลิกันจะส่ง อลัน คีส์ มาลงสนาม  ท้ายที่สุด โอบามาเอาชนะคีส์ได้อย่างขาดลอยด้วยคะแนนเสียงร้อยละ 70 ต่อ 27 ซึ่งเป็นชัยชนะที่ทิ้งห่างมากที่สุดเป็นประวัติการณ์

ปัจจุบัน ทั้งสองเดวิดยังคงทำหน้าที่เป็น “สมอง” และ “หัวใจ” ของทีมงานหาเสียงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของโอบามา โดยพลัฟ วัย 41 ปี เป็นหัวหน้าทีมงานหาเสียง (Campaign Manager) ซึ่งเป็นคล้ายผู้กำกับเนื้อหา จังหวะ และทิศทางการหาเสียง รวมทั้งการประสานงานระหว่างฝ่ายต่างๆ  ส่วนเอกเซลร็อด วัย 53 ปี เป็นหัวหน้าทีมยุทธศาสตร์หาเสียง (Chief Strategist) และที่ปรึกษาด้านสื่อสารมวลชน

 

ความยิ่งใหญ่ของสหรัฐอเมริกา

นอกจากมีทีมหาเสียงที่มีประสิทธิภาพ การวางแผนเตรียมการเป็นอย่างดี และการวางเครือข่ายสนับสนุนในระดับรากหญ้าอย่างประสบความสำเร็จตามประสาอดีตนักพัฒนาชุมชนแล้ว ความสามารถทางการเมืองที่โดดเด่นของโอบามาคือ “วาทศิลป์”

โอบามาเป็นนักปราศรัยที่ยอดเยี่ยม เขามีน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยพลัง และมีความสามารถในการเลือกใช้คำที่สร้างแรงบันดาลใจ งดงาม กระตุ้นต่อมคิด และให้ปัญญา รวมถึงความสามารถในการจูงใจผู้คน ให้ผู้ฟังรู้สึกมีส่วนร่วมไปกับเขา  คำปราศรัยหาเสียงทางการเมืองของโอบามามีลักษณะเหนือกว่าคำปราศรัยหาเสียงทั่วไป เขาเป็นส่วนผสมที่ลงตัวของนักการเมือง นักกฎหมาย นักพัฒนาชุมชน และนักวิชาการ

เมื่อ จอห์น แคร์รี ตัวแทนพรรคเดโมแครตชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2004 มาหาเสียงเลือกตั้งที่ชิคาโก เขาได้พบกับโอบามาซึ่งมาช่วยหาเสียง และรู้สึกประทับใจใน “พลัง” ทางการเมือง และความสามารถด้าน “วาทศิลป์” ของเขา  แคร์รีจึงเชิญชวนให้โอบามามาเป็นปาฐกในการกล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุมใหญ่ระดับชาติของพรรคเดโมแครต

ในเวลานั้น โอบามากำลังหาเสียงเลือกตั้งชิงตำแหน่งวุฒิสมาชิกอยู่ และยังไม่เป็นที่รู้จักในระดับชาติ แม้แต่สมาชิกพรรคเดโมแครตที่มาร่วมประชุมก็ยังไม่รู้จักเขา  โอบามาไม่ปล่อยให้โอกาสทองหลุดลอย เขาแสดงความสามารถด้านวาทศิลป์ระดับสุดยอดในสุนทรพจน์แห่งชีวิต “ความยิ่งใหญ่ของสหรัฐอเมริกา” (Greatness of America) ในการประชุมใหญ่วันที่ 27 กรกฎาคม 2004 ซึ่งมีการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ไปทั่วประเทศ  จากนั้น ชีวิตทางการเมืองของโอบามาก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เขากลายเป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศ

 

“… ไม่มีอเมริกาเสรีนิยม ไม่มีอเมริกาอนุรักษ์นิยม มีแต่สหรัฐอเมริกา  ไม่มีอเมริกาผิวดำ ไม่มีอเมริกาผิวขาว ไม่มีอเมริกาละติน ไม่มีอเมริกาเอเชีย มีแต่สหรัฐอเมริกา

“นักวิเคราะห์การเมืองชอบแบ่งแยกประเทศของเราออกเป็นมลรัฐสีแดงและมลรัฐสีน้ำเงิน  มลรัฐสีแดงสำหรับพรรครีพับลิกัน มลรัฐสีน้ำเงินสำหรับพรรคเดโมแครต  ผมมีข่าวจะบอกพวกเขาเหมือนกัน พวกเราบูชาพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ในมลรัฐสีน้ำเงิน และพวกเราไม่ชอบให้เจ้าหน้าที่รัฐมาวุ่นวายกับห้องสมุดของเราในมลรัฐสีแดง  พวกเราเป็นโค้ชลีกสำหรับเด็กในมลรัฐสีน้ำเงิน และ…ใช่… พวกเรามีเพื่อนเกย์ในมลรัฐสีแดง

“คนรักชาติจำนวนมากคัดค้านสงครามในอิรัก และคนรักชาติจำนวนมากสนับสนุนสงครามในอิรัก  พวกเราเป็นหนึ่งเดียวกัน พวกเราทุกคนสาบานตนว่าจะจงรักภักดีต่อหน้าธงชาติ พวกเราทุกคนต้องการปกป้องสหรัฐอเมริกา…”

 

ด้วยเนื้อหาสุนทรพจน์ที่จับใจ ปลุกเร้าผู้ฟัง และให้ “ความหมายใหม่” แก่ความยิ่งใหญ่ของสหรัฐอเมริกาที่ข้ามพ้นการเมืองสองพรรคแบบแตกแยกแบ่งขั้ว ซึ่งครอบงำสังคมการเมืองอเมริกันอยู่ในขณะนั้น (และในขณะนี้) โอบามาจึง “แจ้งเกิด” ในเวทีการเมืองระดับชาติอย่างงดงาม  ผู้คนทั่วสหรัฐอเมริกาที่ชมการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ได้รู้จักนักการเมืองหน้าใหม่ ซึ่งพกพาความคิดใหม่ แรงบันดาลใจใหม่ และความหวังใหม่ เพื่อเปลี่ยนแปลงสหรัฐอเมริกาเข้าสู่ยุคการเมืองใหม่ ที่พยายามหลอมรวมความแตกต่างทางการเมืองของทั้งสองพรรคเพื่อก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยกัน

บารัค โอบามา กลายเป็น “ดาวจรัสแสง” ดวงใหม่แห่งพรรคเดโมแครต  นักวิเคราะห์การเมืองทุกสำนักต่างชี้ว่า อนาคตทางการเมืองอันสดใสรอเขาอยู่เบื้องหน้า  ไม่ใช่แค่ตำแหน่งวุฒิสมาชิก แต่ไกลกว่านั้น  วันข้างหน้า โอบามามีโอกาสที่จะก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีผิวดำคนแรกของสหรัฐอเมริกา

เพียงแต่ในเวลานั้น ไม่มีใครคาดคิดว่า วันข้างหน้าของเขาจะมาเร็วถึงเพียงนี้

 

จากวุฒิสภาสู่ทำเนียบขาว

โอบามาสาบานตนเข้ารับตำแหน่งวุฒิสมาชิกแห่งมลรัฐอิลลินอยส์เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2005  เป็นวุฒิสมาชิกผิวดำคนเดียวในสภา และเป็นคนที่สามหลังสงครามกลางเมือง  เขาทำหน้าที่ได้เพียง 2 ปีเต็ม มีประวัติการลงคะแนนไปในทางเสรีนิยมสูงที่สุดคนหนึ่งในวุฒิสภา แต่ยังไม่มีผลงานด้านนิติบัญญัติที่โดดเด่น นอกจากชื่อเสียงจากคัดค้านปฏิบัติการทางการทหารในประเทศอิรักอย่างคงเส้นคงวามาตั้งแต่เริ่มต้น และความพยายามก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างพรรคการเมือง โดยร่วมมือกับวุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันในการเสนอร่างกฎหมายสำคัญหลายฉบับ  แต่แล้วในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2007 โอบามาประกาศตัวลงชิงตำแหน่งตัวแทนพรรคเดโมแครตสู้ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2008 หน้าอาคารที่ทำการมลรัฐอิลลินอยส์หลังเก่า  แม้รู้ตัวว่าจะต้องแข่งขันกับนางฮิลลารี คลินตัน วุฒิสมาชิกแห่งมลรัฐนิวยอร์ก อดีตสตรีหมายเลขหนึ่งของอดีตประธานาธิบดี บิล คลินตัน ก็ตาม

การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนี้เป็นการแข่งขันที่เปิดกว้างมากที่สุดสำหรับทั้งผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครต เพราะนอกจาก จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ประธานาธิบดีคนปัจจุบันจะไม่ได้ลงสมัคร เนื่องจากดำรงตำแหน่งครบ 2 วาระแล้ว  ดิก เชนีย์ รองประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ก็ไม่ได้ลงสมัครอีกด้วย  นอกจากนั้นผู้ที่เคยเป็นตัวแทนพรรคลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีมาก่อนก็ไม่ได้ลงสมัครเช่นกัน

แม้สนามการเมืองจะแลดูเปิดกว้าง แต่โอกาสทางการเมืองของโอบามาแลดูตีบตันในสายตาของคอการเมืองทั่วไป เพราะแทบจะมองไม่เห็นหนทางว่าโอบามาจะเอาชนะ “เซียนการเมือง” ระดับครอบครัวคลินตันได้อย่างไร อย่างมากก็คงเป็นสีสันชั้นดีในการเลือกตั้งครั้งนี้เท่านั้น

เมื่อ ฮิลลารี คลินตัน ประกาศตัวชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในเดือนมกราคม 2007 นักวิเคราะห์การเมืองต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สหรัฐอเมริกากำลังจะมีประธานาธิบดีหญิงคนแรก  ไม่เฉพาะ บิล คลินตัน ยังมีบารมีกล้าแกร่งในพรรคเดโมแครต และยังเป็นที่รักใคร่ในหมู่ชาวอเมริกัน  ตัวฮิลลารีเองในฐานะวุฒิสมาชิกหญิงแห่งมลรัฐนิวยอร์กก็มีบทบาททางการเมืองโดดเด่นขึ้นตามลำดับ สวนทางกับความตกต่ำของประธานาธิบดีบุชและพรรครีพับลิกัน

ในเดือนพฤศจิกายน 2007 สองเดือนก่อนหน้าการเลือกตั้งขั้นต้น[2] สนามแรกจะเปิดฉาก ผลสำรวจความนิยมของผู้สมัครโดย AP-Yahoo News Poll ชี้ว่า คะแนนนิยมของคลินตันนำหน้าโอบามาถึงร้อยละ 63 ต่อ 14  ต่อมาในเดือนธันวาคม 2007 ช่องว่างลดลงเหลือร้อยละ 59 ต่อ 21  แม้กระทั่งเดือนมกราคม 2008 เมื่อเริ่มต้นเทศกาลหาเสียงเลือกตั้งขั้นต้นอย่างเป็นทางการ คลินตันก็ยังนำโอบามาอยู่ถึงร้อยละ 56 ต่อ 33 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคลินตันนำห่างเป็น “เต็งหนึ่ง” ในการแข่งขันครั้งนี้มาโดยตลอด โอบามาเป็นเพียงแค่ “มวยรอง” เท่านั้น

แต่โอบามาก็กล้าหวังและท้าฝัน ด้วยการทุ่มหาเสียงในสนามเลือกตั้งขั้นต้นสนามแรกที่มลรัฐไอโอวา ในวันที่ 3 มกราคม 2008 อย่างเต็มที่  เป้าหมายเดียวของเขาคือ “ต้องชนะ” เพื่อช่วยยกระดับตัวเองจาก “ม้านอกสายตา” ให้กลายเป็น “ผู้สมัครตัวจริงเสียงจริง” ซึ่งสามารถชนะการเลือกตั้งในบั้นปลายได้จริง  นอกจากนี้ชัยชนะในสนามแรกจะช่วยสร้างแรงหนุนส่งหรือโมเมนตัมให้แก่ตัวเขาในสนามเลือกตั้งขั้นต้นสนามอื่นที่จะตามติดมา และจะส่งผลทางจิตวิทยาต่อผู้ลงคะแนนในมลรัฐอื่นให้หันมาลงคะแนนให้

สนามเลือกตั้งที่มลรัฐไอโอวาเป็นสนามที่เปิดกว้างให้ผู้สมัครแข่งขันกันบนพื้นฐานที่ค่อนข้างเท่าเทียม เพราะมีขนาดเล็ก ผู้สมัครสามารถลงพื้นที่หาเสียงได้อย่างทั่วถึง ไม่ต้องใช้เงินทุนมาก และที่นี่มีวัฒนธรรมการหาเสียงแบบถึงลูกถึงคนตามประสาสังคมเกษตรกรรม หากผู้สมัครอยากได้คะแนนต้องลงไปพูดคุยหาเสียงกับชาวบ้านแบบถึงตัวตามแหล่งชุมนุมชน

ผู้สมัครซึ่งไม่เป็นที่รู้จักในระดับประเทศ มีเงินทุนต่ำ และมีสถานภาพเป็นมวยรอง จึงสามารถพิสูจน์ตัวเองและสร้างชื่อให้ตัวเองได้ด้วยชัยชนะในสนามแห่งนี้  ซึ่งจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา สนามแห่งนี้เกิดปรากฏการณ์ “ล้มยักษ์” มานักต่อนักแล้ว  ผู้สมัครมวยรองหลายคนอาศัยไอโอวาเป็นบันไดส่งถึงทำเนียบขาวในบั้นปลาย

และแล้วโอบามาก็ทำได้สำเร็จ เขาได้คะแนนเสียงนำมาเป็นอันดับ 1 ร้อยละ 38 ขณะที่คลินตันโดนหักหน้าเข้าป้ายเพียงอันดับ 3 เท่านั้น โดยได้คะแนนเสียงเพียงร้อยละ 29

แม้คลินตันจะพลิกกลับมารักษาสถานะเต็งหนึ่งไว้ได้ด้วยชัยชนะในมลรัฐนิวแฮมป์เชียร์ในวันที่ 8 มกราคม 2008 แต่โอบามาก็แสดงความเป็นของจริงด้วยการพลิกสถานการณ์กลับมาชนะขาดลอยที่มลรัฐเซาท์แคโรไลนา ในวันที่ 26 มกราคม2008 อันเป็นสนามหลักแห่งสุดท้ายก่อนหน้า “วันมหาอังคาร” หรือ Super Tuesday

Super Tuesday เป็นวันเลือกตั้งขั้นต้นพร้อมกันครั้งใหญ่ที่สุดในหลายมลรัฐ ปีนี้ตรงกับวันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์   สำหรับพรรคเดโมแครตมีการเลือกตั้งขั้นต้นใน 22 มลรัฐ มีรางวัลเป็นจำนวน “ตัวแทนผู้ลงคะแนน” (Delegates) สูงถึงร้อยละ 52 ของทั้งหมด  นับเป็นวันเลือกตั้งขั้นต้นที่สำคัญที่สุด ซึ่งในอดีตแต่ละพรรคมักจะรู้ผลการคัดเลือกตัวแทนพรรคอย่างไม่เป็นทางการภายหลังการเลือกตั้งในวันมหาอังคารนี้

แต่แล้วพรรคเดโมแครตก็ไม่สามารถชี้ขาดตำแหน่งตัวแทนพรรคได้ในวันนั้น เพราะคะแนนเสียงของโอบามาและคลินตันสูสีกันมาก  ทั้งคู่แบ่งคะแนนเสียงรวมทั่วประเทศ (Popular Votes) ไปเกือบคนละครึ่ง โดยคลินตันเฉือนเอาชนะโอบามาได้แค่ปลายจมูก ร้อยละ 50.2 ต่อ 49.8 เท่านั้น

การเลือกตั้งในวันมหาอังคาร โอบามาเก็บชัยชนะได้ใน 13 มลรัฐทั่วประเทศ ได้คะแนน Delegates ทั้งหมด 767 เสียง  ส่วนฝ่ายคลินตันเก็บชัยชนะได้ 9 มลรัฐ แต่ได้จำนวน Delegates มากกว่าคือ 790 เสียง  รวม Delegates ทั้งหมดที่ได้จากการเลือกตั้งขั้นต้นตั้งแต่ต้นเดือนมกราคมจนถึงสิ้นสุดวันมหาอังคาร คลินตันนำโอบามาอยู่ 840 ต่อ 831 เสียง ต่างกันเพียงแค่ 9 เสียงเท่านั้น  การเลือกตั้งชิงตำแหน่งตัวแทนพรรคครั้งนี้จึงเป็นการเลือกตั้งครั้งที่สูสีที่สุดในประวัติศาสตร์ และกว่าจะได้ตัวผู้ชนะอย่างเป็นทางการ ต้องลากยาวไปถึงสนามเลือกตั้งขั้นต้นแห่งสุดท้ายเลยทีเดียว

คล้อยหลัง Super Tuesday สถานการณ์แรกเริ่มดูเหมือนว่าคลินตันจะได้เปรียบโอบามาเล็กน้อย เนื่องจากเธอได้คะแนนเสียงทั่วประเทศสูงกว่า ได้ Delegates มากกว่า และสามารถเอาชนะในมลรัฐที่มีความสำคัญมากกว่า เช่น แคลิฟอร์เนีย นิวยอร์ก นิวเจอร์ซี แมสซาชูเซตส์ เป็นต้น แม้โอบามาจะเอาชนะได้มากมลรัฐกว่าก็ตาม  แต่หลังจากนั้นไม่นาน โอบามาก็พลิกสถานการณ์จากเป็นรองกลับมาเป็นต่อได้อย่างน่าทึ่ง โดยโอบามาตะลุยหาเสียงจนเอาชนะคลินตันในการเลือกตั้งขั้นต้นหลัง Super Tuesday ติดกันถึง 9 มลรัฐรวดตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์จนถึงต้นเดือนมีนาคม  และไม่ได้แค่ชนะสูสีดังเช่นที่ผ่านมาเท่านั้น แต่เอาชนะได้อย่างถล่มทลายด้วยคะแนนทิ้งขาดเป็นเท่าตัว จนทำให้คลินตันตกเป็นฝ่ายมี Delegates ตามหลังโอบามาในที่สุด อีกทั้งคะแนนนิยมของโอบามาก็สูงขึ้นในอัตราที่เพิ่มขึ้นจนแซงหน้าคลินตันได้สำเร็จตั้งแต่เดือนมีนาคมเรื่อยมา

แม้คลินตันจะต่อลมหายใจเฮือกสุดท้ายด้วยชัยชนะใน 3 มลรัฐสำคัญ ได้แก่ เทกซัสและโอไฮโอ ในวันที่ 5 มีนาคม และเพนซิลเวเนีย ในวันที่ 22 เมษายน แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะไล่กวดโอบามาได้ทันในท้ายที่สุด

เมื่อสิ้นสุดการเลือกตั้งขั้นต้นในวันสุดท้ายที่มลรัฐเซาท์ดาโคตาและมลรัฐมอนแทนาในวันที่ 3 มิถุนายน โอบามาจึงได้คะแนนเสียงจาก Delegates เกินครึ่งหนึ่งของทั้งหมด และเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตชิงตำแหน่งประธานาธิบดี  นับเป็นคนผิวดำคนแรกในประวัติศาสตร์ของอเมริกา ที่ได้รับคัดเลือกจากพรรคการเมืองใหญ่ลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดี หลังผ่านพ้นศึกชิงตำแหน่งตัวแทนพรรคที่สูสีและสนุกตื่นเต้นที่สุดตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุด

 

แจ็กผู้ฆ่ายักษ์

แม้สมาชิกพรรคและสื่อมวลชนจำนวนมากจะเห็นว่า การต่อสู้แย่งชิงตำแหน่งตัวแทนพรรคเดโมแครตที่ยืดเยื้อยาวนานและรุนแรง จะเป็นการทำลายผู้สมัครของพรรคในระยะยาว จนทำให้พรรครีพับลิกันได้ประโยชน์ในบั้นปลาย แต่ มาร์ก ลิโบวิช เคยเขียนบทวิเคราะห์ในหนังสือพิมพ์ นิวยอร์กไทมส์ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2008 ว่า การที่โอบามาโดนคลินตันกระหน่ำอัดอย่างรุนแรงในการเลือกตั้งขั้นต้น มีแง่งามอยู่ไม่น้อย

ประการแรก ทำให้โอบามาเป็นผู้สมัครที่แข็งแกร่งขึ้น (สมัยก่อนโอบามาโดนวิจารณ์ว่านุ่มนวลชวนฝันเกินไป จนมีฉายาว่า Obambi) มีประสบการณ์การเมืองมากขึ้น  ทั้งนี้ประสบการณ์การต่อสู้อย่างหนักหน่วงในสนามเลือกตั้งจะช่วย “นิยาม” และ “สร้าง” ตัวตนของผู้สมัคร  บารมีและเครดิตทางการเมืองมักได้มาจากการต่อสู้อย่างรากเลือด ประมาณว่า “กลองดียิ่งตียิ่งดัง” แบบนั้น

ในอดีต มีผู้สมัครหลายคนที่เจองานง่ายในสนามเลือกตั้งขั้นต้น เช่น ไมเคิล ดูคาคิส ในปี 1988 และ จอห์น แคร์รี ในปี 2004 แต่ก็พ่ายแพ้ในสนามใหญ่แบบหมดลุ้น  การเลือกตั้งขั้นต้นที่หนักหน่วงรุนแรงจะช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน ให้แก่ผู้สมัคร  ถึงตอนนี้โอบามาผ่านการโต้วาทีกับคลินตันมาแล้วมากกว่า 20 ครั้งในหลายเวทีทั่วประเทศ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการเตรียมตัวสู้ศึกชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในฤดูใบไม้ร่วง

ประการที่สอง การต่อสู้กับคลินตันอย่างหนักหน่วงและยาวนาน ทำให้โอบามามองเห็น “จุดอ่อน” ของตัวเองได้เร็ว จนสามารถแก้ไขได้ทันท่วงทีก่อนหน้าการเลือกตั้งใหญ่ เช่น จุดอ่อนใน “มลรัฐสนามรบ” หรือ Swing State[3]  จุดอ่อนในฐานเสียงกลุ่มแรงงานผิวขาวรายได้ต่ำการศึกษาต่ำ  ทำให้เวลานี้ โอบามาเสริมการปราศรัยที่ตนทำได้ดีอยู่แล้ว ด้วยการเน้นหาเสียงในระดับตัวต่อตัว ลงไปพูดคุยกับกลุ่มแรงงาน ชาวบ้านกลุ่มเล็กๆ และเล่าความยากลำบากทางเศรษฐกิจในวัยเด็กของตน  ทั้งหมดนี้เพื่อลบภาพความเป็นผู้สมัครชนชั้นนำที่ชาวบ้านเข้าไม่ถึงและเข้าไม่ถึงชาวบ้าน

และประการสุดท้าย หากท้ายที่สุด โอบามาเอาชนะคลินตัน ได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนพรรคในบั้นปลาย เขาจะมีสถานะแจ๊กผู้ฆ่ายักษ์ติดตัว คนทั่วโลกจะจดจำเขาในฐานะนักการเมืองผู้เอาชนะตระกูลคลินตันได้ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ยังไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน เพราะตั้งแต่ บิล คลินตัน พ่ายแพ้การเลือกตั้งผู้ว่าการมลรัฐอาร์คันซอสมัยที่สองในปี 1980 เขาก็กลับมาทวงตำแหน่งคืนได้ในอีก 2 ปีให้หลัง นับจากนั้น ครอบครัวคลินตันก็ไม่เคยพ่ายแพ้ทางการเมืองให้แก่นักการเมืองผู้ใดอีกเลยร่วม 30 ปี

 

เราทำได้!

ป้ายคุ้นตาและคำคุ้นหูในการหาเสียงของโอบามาก็คือ “เราทำได้!” (Yes! We Can) และ “การเปลี่ยนแปลง” (Change) ซึ่งเป็น “แก่นเนื้อแท้” ของ “สาร” ที่โอบามาต้องการสื่อถึงสาธารณะ

ความล้มเหลวในการบริหารงานของประธานาธิบดีบุชและพรรครีพับลิกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และความล้มเหลวของปฏิบัติการทางการทหารในประเทศอิรัก รวมถึงโลกทัศน์การทำงานการเมืองแบบเก่าที่แบ่งขั้วแยกข้างสองฝักฝ่าย ทำให้ประชาชนเบื่อหน่ายการเมืองแบบเก่าและนักการเมืองหน้าเก่าที่ครองอำนาจอย่างยาวนานในกรุงวอชิงตัน ดีซี หรือที่เรียกกันว่าพวกวอชิงตัน ซึ่งตามไม่ทันและแก้ปัญหาใหม่ของสังคมอเมริกันไม่ได้

“ปรากฏการณ์โอบามา” สะท้อนว่า ประชาชนต้องการ “การเปลี่ยนแปลง” มากกว่า “ประสบการณ์”  ต้องการนักการเมืองหน้าใหม่ที่มีบุคลิกและวัตรปฏิบัติแตกต่างจากนักการเมืองอาชีพหน้าเก่าทั่วไป  โอบามาไม่เพียงชูธง “การเปลี่ยนแปลง” เท่านั้น แต่เบื้องหลัง “การเปลี่ยนแปลง” ของเขาคือ “ความหวัง” หรือความเชื่อมั่นในอนาคตที่ดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่งร่วมกันสร้างได้ด้วยพลังของพลเมืองในสังคม

“ความหวัง” จึงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้โอบามาดูแตกต่างและโดดเด่น เป็นเหมือนแสงสว่างที่ผุดขึ้นมาท่ามกลางอารมณ์ของสังคมอเมริกันที่เต็มไปด้วยความรู้สึกโกรธแค้นเกลียดชังรัฐบาล และความรู้สึกแตกแยกเกลียดชังกันในสังคม

 

“…ผมเชื่อว่าชาวอเมริกัน ไม่ว่าจะมีความคิดทางการเมืองเช่นใด กระหายการเมืองใหม่ การเมืองที่ไม่ได้มุ่งสนใจเพียงแค่จะเอาชนะได้อย่างไร แต่สนใจว่าเราชนะไปเพื่ออะไร การเมืองที่มุ่งสนใจในคุณค่าและอุดมคติที่พวกเรายึดถือร่วมกันในฐานะคนอเมริกัน การเมืองที่ให้คุณค่าสามัญสำนึกเหนืออุดมการณ์ การเมืองที่ให้คุณค่าการพูดจาอย่างตรงไปตรงมาเหนือการโกหกหลอกลวง  เหนือสิ่งอื่นใด ผมเชื่อมั่นในพลังของคนอเมริกันในฐานะผู้นำตัวจริงที่จะนำพาการเปลี่ยนแปลงมาสู่ประเทศนี้…

 “…ความหวังมิใช่การมองโลกในแง่ดีอย่างไม่ลืมตา ความหวังมิใช่การมองข้ามภารกิจสำคัญที่เราต้องทำ หรือการมองข้ามอุปสรรคขวากหนามที่กั้นขวางทางเดินของเรา  ใช่ ล็อบบียิสต์จะต่อสู้กับพวกเรา  ใช่ เหล่าหัวหมู่ทะลวงฟันของพรรครีพับลิกันจะโจมตีเราในการเลือกตั้ง  ใช่ ปัญหาความยากจน โลกร้อน และความล้มเหลวของระบบการศึกษา จะไม่ยอมให้เราแก้ไขได้อย่างง่ายดาย…

…แต่ความหวังก็ยังคงเป็นพลังนำทาง และอยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงอันเหลือเชื่อที่สุดที่ประเทศนี้เคยทำได้ ในยุคสมัยแห่งทรราช  ความหวังคือสิ่งที่นำพาชาวอาณานิคมให้ลุกขึ้นสู้กับเจ้าอาณานิคม  ในยุคสมัยแห่งระบบทาส ความหวังคือเชื้อเพลิงในการต่อสู้ของเหล่าทาสและผู้สนับสนุนการเลิกทาส…ในยุคสมัยแห่งสงครามและความตกต่ำทางเศรษฐกิจ ความหวังคือธงนำของเหล่าผู้ยิ่งใหญ่ในการปลดปล่อยทวีปทั้งทวีป และเยียวยาประเทศทั้งประเทศ…

…นั่นคือ ‘การเปลี่ยนแปลง’ ที่เราแสวงหา และนั่นคือ ‘การเปลี่ยนแปลง’ ที่คุณยืนหยัดเพื่อมัน”   

บารัค โอบามา, 27 ธันวาคม ค.ศ.2007

 

โอบามาดำเนินการหาเสียงเลือกตั้งโดยมีใจกลางอยู่ที่ “ความหวัง” “การเปลี่ยนแปลง” “การเมืองเชิงนโยบาย” “การฟื้นฟูอเมริกา” และ “การเมืองที่ข้ามพ้นความแตกแยกของสองพรรค”  ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงที่โอบามาเชื่อมั่นมิใช่การเปลี่ยนแปลงจากบนลงล่าง หากเป็นการเปลี่ยนแปลงจากล่างสู่บน คือการเปลี่ยนแปลงที่เริ่มจากคนธรรมดาสามัญร่วมมือกันผลักดันสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ธรรมดา  ไม่ใช่ประชาชนมุ่งแต่ฝากความหวังไว้ที่รัฐบาล แต่การแก้ปัญหาเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งรัฐบาลและประชาชน

 

โอบามา โนดรามา

เมื่อตัดสินใจลงเลือกตั้ง โอบามาประกาศกับทีมงานหาเสียงของเขาให้ยึดหลัก 3 ประการในการรณรงค์หาเสียงครั้งนี้ นั่นคือ หาเสียงอย่างน่าเคารพ สร้างเสียงสนับสนุนจากล่างสู่บน และโนดรามาคือมุ่งสนใจเนื้อหาสาระเป็นหลัก ไม่ฟูมฟาย ไม่ใช้อารมณ์เหนือเหตุผล ไม่โจมตีเรื่องส่วนตัวด้านลบของคู่แข่ง และเน้นการนำเสนอนโยบายเป็นสำคัญ

ความสำเร็จของทีมหาเสียงของโอบามาคือ การสร้างเครือข่ายผู้สนับสนุนทางการเมืองระดับรากหญ้าในมลรัฐต่างๆ อย่างเข้มแข็ง โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือสำคัญ  ปรัชญาเบื้องหลังในการระดมเสียงสนับสนุนคือ ใช้วิธีแบบปลูกต้นไม้ (Farming) ไม่ใช้การไล่ล่าหาคะแนนเสียง (Hunting)  การปลูกต้นไม้ต้องใช้เวลา แต่ยั่งยืน ได้ผลมากในท้ายที่สุด แถมยังแตกหน่อต่อยอดต่อไปได้อีก  โอบามาใช้กระบวนวิธีแบบนักพัฒนาชุมชน ทำงานมวลชนฐานล่าง ให้ทุกคนมีส่วนร่วม ทำงานแบบช่วยกันคนละไม้คนละมือ และกระจายกันสร้างเครือข่ายต่อไป  ในแต่ละมลรัฐ ทีมงานของเขาจะมุ่งสร้างอาสาสมัครท้องถิ่นเป็นกำลังหลักในการรณรงค์หาเสียง แทนที่จะยกทีมงานต่างถิ่นเข้ามา

จุดเด่นสำคัญอีกประการหนึ่งของทีมโอบามาคือ ความสามารถในการดึงดูดกลุ่มพลังวัยรุ่นและนักศึกษาเข้ามาช่วยเป็นอาสาสมัครในการรณรงค์หาเสียงอย่างคึกคัก รวมถึงดึงดูดกลุ่มคนที่ไม่เคยสนใจการเมืองมาก่อนให้เข้ามาเคลื่อนไหวทางการเมืองและลงทะเบียนเป็นผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งเป็นงานที่โอบามาถนัดอย่างยิ่ง เพราะทำมาจนเชี่ยวชาญตั้งแต่ครั้งทำงานพัฒนาชุมชนที่ชิคาโก  ความสำเร็จในการนำคนหน้าใหม่เข้ามาเป็นผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งหน้าใหม่ส่งผลในการเปลี่ยนแปลงเกมการเลือกตั้งจากผลลัพธ์เดิมอย่างมีนัยสำคัญ

โอบามาให้ความสำคัญกับผู้สนับสนุนฐานล่างอย่างสูง เช่น จัดหาทีมงานคอยรับโทรศัพท์ในศูนย์บริการประชาชน  ทุกครั้งที่มีคนโทรศัพท์มาจะต้องเจอกับเสียงคนจริง ไม่ใช่ได้ยินเสียงจากเครื่องตอบรับอัตโนมัติ  หรือหลังปราศรัยหาเสียงเสร็จ โอบามาจะให้เวลาพบปะประชาชน และแจกลายเซ็นให้แก่ผู้สนับสนุนต่อเป็นเวลานาน

นอกจากนั้น ทีมหาเสียงของโอบามายังติดต่อกับกลุ่มผู้สนับสนุนและประชาชนโดยตรง โดยใช้พลังของเทคโนโลยีสารสนเทศ  ทีมงานจะรายงานความเคลื่อนไหวต่อผู้สนับสนุนทางอีเมลเป็นประจำ มีการจัดทำวีดิทัศน์ให้โอบามาได้พูดคุยกับผู้สนับสนุนโดยตรงทางเว็บไซต์  และใช้เว็บไซต์เป็นเครื่องมือสำคัญในการแจ้งข่าวสาร แถลงนโยบาย และการระดมทุน  ในการประกาศชื่อคู่ร่วมสมัครชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดี โอบามาประกาศด้วยการส่งข้อความทางโทรศัพท์มือถือและทางอีเมลไปยังกลุ่มผู้สนับสนุน เพื่อให้กลุ่มผู้สนับสนุนได้รับรู้จากตัวโอบามาเอง แทนที่จะได้รับรู้จากสื่อมวลชนเหมือนในอดีต

สารสำคัญที่โอบามาเน้นย้ำต่อสาธารณะมาตลอดก็คือ การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่การเลือกตั้งของเขา แต่เป็นการเลือกตั้งของทุกคน  การเมืองส่งผลกระทบต่อชีวิตของทุกคน และคนธรรมดาสามัญทุกคนมีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงการเมืองให้ดีขึ้นได้  แต่ละคนควรเชื่อมั่นในพลังของตนเองว่าสามารถสร้างความแตกต่างได้  โอบามาพยายามสร้างความรู้สึกมีส่วนร่วมทางการเมืองในหมู่ประชาชนทั่วไป  หากทำได้สำเร็จ กลุ่มพลังรากหญ้าเหล่านี้จะเป็นฐานการเมืองที่ยั่งยืนของเขาต่อไป

บ่อยครั้งบนเวทีประกาศชัยชนะ โอบามาเรียกการรณรงค์หาเสียงของเขา โดยใช้คำว่า “Movement” แทนคำว่า “Campaign”  เขาพยายามจะส่งสารว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงแค่การหาเสียงเพื่อเอาชนะการเลือกตั้ง แต่คือการรวมตัวเคลื่อนไหวของกลุ่มคนหลากหลายกลุ่มที่ขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ เพื่อสร้างสหรัฐอเมริกาใหม่จากฐานล่าง ด้วยเนื้อหาใหม่ ด้วยความคิดใหม่ และด้วยแรงบันดาลใจใหม่

 

การเมืองเรื่องเงิน

ในการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดี นอกจากผู้สมัครแข่งขันกันหาเสียงแล้ว ยังต้องแข่งขันกันหาเงินอีกด้วย  ใครหาเงินสนับสนุนได้มาก ย่อมได้เปรียบทางการเมือง เพราะสามารถซื้อโฆษณาหาเสียงทางโทรทัศน์ ซึ่งมีราคาแพง แต่เข้าถึงคนวงกว้างได้ถี่และกว้างมากขึ้น  อีกทั้งสามารถจ้างทีมงานชั้นดีและทุ่มเทเดินสายหาเสียงได้อย่างเต็มที่

ถ้าพิจารณาเฉพาะการแข่งขันหาเงินระหว่างผู้สมัครแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดี โอบามาสามารถเอาชนะผู้สมัครรายอื่นได้อย่างขาดลอยตั้งแต่เริ่มต้น  ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ นิวยอร์กไทมส์ ชี้ว่า กระทั่งถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม 2008 โอบามาได้รับเงินสนับสนุนทั้งสิ้น 401.3 ล้านเหรียญสหรัฐ (ในจำนวนนั้นมีเงินบริจาคต่ำกว่า 200 เหรียญจำนวน 190.7 ล้านเหรียญ)  รองลงมาได้แก่ คลินตัน 245.2 ล้านเหรียญ (ในจำนวนนั้นมีเงินบริจาคต่ำกว่า 200 เหรียญ จำนวน 71.7 ล้านเหรียญ)  ในขณะที่ จอห์น แม็คเคน ตัวแทนพรรครีพับลิกันได้รับเงิน 171.1 ล้านเหรียญ (ในจำนวนนั้นมีเงินบริจาคต่ำกว่า 200 เหรียญ จำนวน 52.8 ล้านเหรียญ)

ความสำเร็จในการหาเงินของโอบามา ไม่ใช่แค่จำนวนเงินที่หาได้มากกว่าผู้สมัครรายอื่นเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่ฐานสนับสนุนทางการเงินที่กว้างขวางกว่า และมีสัดส่วนของเงินบริจาครายเล็กรายน้อยสูงกว่าผู้สมัครรายอื่น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสามัญชนคนธรรมดาที่ไม่ได้ร่ำรวยมากมายช่วยกันควักเงินให้การรณรงค์หาเสียงของเขา  ประเมินว่าจนถึงเดือนสิงหาคม  มีคนร่วมบริจาคเงินให้แก่โอบามาแล้วถึง 2.5 ล้านคนเลยทีเดียว

ข้อมูลชี้ว่า ยอดรวมของเงินบริจาคขนาดน้อยกว่า 200 เหรียญ เทียบกับยอดเงินบริจาคทั้งหมดที่โอบามาได้รับจนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม สูงถึงร้อยละ 47.5  ขณะที่ของคลินตันและแม็คเคนอยู่ที่ร้อยละ 29.2 และร้อยละ 30.8 ตามลำดับ

ในเดือนสิงหาคม 2008 เพียงเดือนเดียว โอบามาหาเงินได้สูงถึง 66 ล้านเหรียญ แซงหน้าสถิติสูงสุดที่เคยทำได้ 55 ล้านเหรียญในเดือนกุมภาพันธ์

และหากเจาะลึกถึง 55 ล้านเหรียญที่โอบามาเคยได้รับในเดือนกุมภาพันธ์ พบว่ามาจากเงินบริจาคของประชาชน 730,000 ราย โดย 390,000 รายในนั้นเพิ่งบริจาคเงินเป็นครั้งแรก  และเงิน 45 ล้านเหรียญใน 55 ล้านเหรียญ มาจากเงินบริจาคทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งร้อยละ 90 บริจาคต่ำกว่า 100 เหรียญ และครึ่งหนึ่งของกลุ่มคนที่บริจาคเงินต่ำกว่า 100 เหรียญนี้ บริจาคต่ำกว่า 25 เหรียญ

ถึงวันนี้ โอบามายังไม่ได้ใช้เงินของตัวเองในการหาเสียงเลือกตั้งเลย

เห็นการเมืองสหรัฐอเมริกา หันมามองการเมืองไทยแล้วอดคิดไม่ได้ว่า หากการเมืองไทยเข้าสู่ยุคที่ประชาชนช่วยกันบริจาคเงินให้แก่ผู้สมัครที่ตนชื่นชอบคนละเล็กละน้อย และมีกฎกติกาเกี่ยวกับการรับเงินและการใช้เงินในการหาเสียงที่เปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับสภาพความจริง คงมีส่วนสำคัญในการยกระดับการเมืองไทยให้พ้นไปจากการพึ่งพิงเงินตราจากมหาเศรษฐี กลุ่มทุนใหญ่ หัวหน้ามุ้ง และผู้นำพรรค  อีกทั้งคงสามารถดึงดูดคนธรรมดาที่ไม่มีเงิน แต่มีพลัง ความรู้ และความสามารถ ให้เข้ามาเล่นการเมือง โดยยังคงรักษา “ตัวตน” และความเป็นอิสระของตัวเองไว้ได้

แต่โปรดอย่าถามว่า การเมืองไทยจะเดินไปสู่วันนั้นได้เมื่อไรและอย่างไร

 

การเมืองเรื่องเศรษฐกิจ

ผลสำรวจความคิดเห็นของชาวอเมริกันตั้งแต่เริ่มต้นเทศกาลเลือกตั้งขั้นต้นเรื่อยมา ชี้ชัดว่า ผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งให้ความสำคัญกับประเด็นปัญหาด้านเศรษฐกิจเป็นลำดับแรก

รัฐบาลของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช และพรรครีพับลิกัน ถูกพรรคเดโมแครตโจมตีว่า ไม่มีความสามารถในการจัดการปัญหาเศรษฐกิจที่รุนแรงอยู่ในเวลานี้ ทั้งราคาน้ำมันแพง ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนตัว อัตราเงินเฟ้อสูง ขณะเดียวกันอัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้น ตำแหน่งงานหายไปประมาณ 600,000 ตำแหน่งในช่วง 8 เดือนแรกของปี (เฉพาะเดือนสิงหาคม 84,000 ตำแหน่ง) ค่าจ้างแรงงานต่ำจนก่อปัญหาค่าครองชีพ ประชาชนจำนวนมากต้องสูญเสียบ้านอันเนื่องมาจากปัญหาซับไพรม์  ระดับความต้องการใช้จ่าย (เช่น การบริโภค การลงทุน) ของระบบเศรษฐกิจลดต่ำลงจนทำให้เศรษฐกิจไม่สามารถเติบโตได้ดี ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจที่หดหาย อีกส่วนหนึ่งมาจากปัญหาในระบบสถาบันการเงิน ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนสินเชื่อ

เศรษฐกิจอเมริกาเผชิญปัญหา 2 ด้าน ด้านหนึ่งคือ ปัญหาค่าครองชีพสูงจากแรงกดดันด้านต้นทุน อีกด้านหนึ่งคือ ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ  การบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคจึงเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะความพยายามแก้ไขปัญหาหนึ่งส่งผลให้อีกปัญหาหนึ่งหนักข้อขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะสั้น  นอกจากนั้นยังมีปัญหาความอ่อนแอของสถาบันการเงิน โดยเฉพาะสถาบันการเงินที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ซับไพรม์

ในขณะที่ปัญหาเศรษฐกิจเป็นประเด็นที่สาธารณชนให้ความสำคัญมากที่สุดในการเลือกตั้ง ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีทั้งสองพรรคกลับขาดความโดดเด่นด้านเศรษฐกิจมาตั้งแต่การเลือกตั้งขั้นต้นแล้ว

หากสำรวจนโยบายเศรษฐกิจของทั้งโอบามา ตัวแทนพรรคเดโมแครต และจอห์น แม็คเคน ตัวแทนพรรครีพับลิกัน เป้าหมายนโยบายเศรษฐกิจของทั้งคู่เหมือนกันคือ การกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน

หลักการกระตุ้นเศรษฐกิจของโอบามาแห่งพรรคเดโมแครตคือ การเพิ่มบทบาทของภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเพิ่มรายจ่ายภาครัฐในการลงทุน และมุ่งเน้นให้ประโยชน์จากโครงการลงทุนของรัฐตกแก่กลุ่มเป้าหมายเฉพาะ นั่นคือ ครอบครัวคนทำงานรายได้ต่ำและปานกลาง ผู้สูงอายุ คนตกงาน และเจ้าของบ้านที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาซับไพรม์

ในส่วนของนโยบายภาษี โอบามาเสนอนโยบายขึ้นภาษีกับกลุ่มผู้มีรายได้สูง ด้วยการทบทวนมาตรการลดภาษีของบุชในปี 2001 และ 2003  นโยบายของโอบามาจะทำให้กลุ่มคนที่มีรายได้สูงเกิน 200,000 เหรียญสหรัฐต่อปี และคู่สามีภรรยาที่มีรายได้สูงเกิน 250,000 เหรียญสหรัฐต่อปี ต้องจ่ายอัตราภาษีเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน  อีกทั้งมีนโยบายขึ้นภาษีกำไรหุ้นและภาษีเงินปันผลจากร้อยละ 15 เป็นร้อยละ 20 รวมถึงเก็บภาษีกำไรของบริษัทน้ำมันเพื่อนำมาลงทุนในโครงการวิจัยพื้นฐานเกี่ยวกับพลังงานทางเลือก เพื่อลดระดับการพึ่งพิงน้ำมันในอนาคต

ขณะที่ด้านหนึ่งมีนโยบายขึ้นภาษีคนรวย อีกด้านหนึ่งก็มีนโยบายลดภาษีคนจนและคนชั้นกลาง เพื่อให้มีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้นมาใช้จ่ายเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเลี้ยงตัวเองในภาวะข้าวยากน้ำมันแพงได้  โดยมีมาตรการคืนภาษีให้คนทำงานทันที รวมถึงคืนเงินประกันสังคมให้ผู้สูงอายุทันที คนละ 250 เหรียญสหรัฐ  มีมาตรการลดภาษีให้คนทำงานคนละ 500 เหรียญสหรัฐ หรือครอบครัวละ 1,000 เหรียญสหรัฐ  ยกเลิกการเก็บภาษีแรงงานสูงอายุที่มีรายได้ไม่เกิน 50,000 เหรียญสหรัฐต่อปี เป็นต้น

นอกจากนั้น โอบามายังเสนอให้มีการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ โดยมีเป้าหมายให้ค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้นจาก 7.25 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมง เป็น 9.5 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมง ภายในปี 2011 และให้มีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อในอนาคต

ส่วนหลักการกระตุ้นเศรษฐกิจของแม็คเคนแห่งพรรครีพับลิกันมีแกนกลางอยู่ที่การลดภาษี โดยแม็คเคนมีนโยบายให้มาตรการลดภาษีของบุชในปี 2001 และ 2003 ที่กำลังจะครบกำหนดในปี 2009 กลายเป็นมาตรการถาวรต่อเนื่องไป  นอกจากนั้นเขาเสนอให้กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลดภาษีเงินได้ของบริษัทลงจากร้อยละ 35 เหลือร้อยละ 25  มีนโยบายคงอัตราภาษีกำไรหุ้นและภาษีเงินปันผลให้เท่าเดิม รวมถึงการให้เครดิตภาษีเงินลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนาเป็นการถาวร มูลค่าเท่ากับร้อยละ 10 ของรายจ่ายค่าจ้างที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยและพัฒนาของบริษัท เพื่อส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี

ฐานความคิดของพรรครีพับลิกันก็คือ หากบริษัทหรือกลุ่มผู้มีรายได้สูงเสียภาษีน้อยลง ก็จะมีเงินในกระเป๋าเพิ่มมากขึ้น สามารถบริโภคและลงทุนเพิ่มมากขึ้น เป็นแรงกระตุ้นให้เศรษฐกิจเติบโต และผลของเศรษฐกิจที่เติบโตจะทำให้กลุ่มผู้มีรายได้ต่ำและปานกลางดีขึ้นตามไปด้วย  ฐานคิดดังกล่าวขัดกับฐานคิดของพรรคเดโมแครตที่เชื่อว่า หากต้องการให้เศรษฐกิจเติบโต ควรมุ่งเน้นการเพิ่มรายได้ในกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำและปานกลางมากกว่า เพราะเป็นฐานใหญ่ที่สุดของเศรษฐกิจ และมีสัดส่วนการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับรายได้ที่เพิ่มขึ้น มากกว่ากลุ่มผู้มีรายได้สูง ซึ่งทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้มากกว่าและเป็นธรรมกว่า

แม็คเคนมีเป้าหมายว่าจะทำให้งบประมาณสมดุลภายในสิ้นเทอมแรก จำกัดและควบคุมการใช้จ่ายภาครัฐ และปฏิรูประบบประกันสุขภาพและประกันสังคม โดยพยายามลดภาระด้านงบประมาณของรัฐลง  ในเรื่องของค่าจ้างขั้นต่ำ แม็คเคนเห็นว่าไม่ควรปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำจนกว่าจะถึงปี 2009 และไม่เห็นด้วยกับระบบการปรับค่าจ้างขั้นต่ำตามอัตราเงินเฟ้อ

จะเห็นว่านโยบายเศรษฐกิจของทั้งสองผู้สมัครสะท้อนอุดมการณ์ทางเศรษฐกิจของพรรคที่ตนสังกัดค่อนข้างชัดเจน  ฝ่ายเดโมแครตชูบทบาทของรัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดภาษีคนจนและคนชั้นกลาง ขึ้นภาษีคนรวย และขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ เพื่อให้คนฐานล่างมีเงินได้เพิ่มขึ้นสำหรับใช้จ่ายสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ  ส่วนรีพับลิกันชูบทบาทของเอกชนในการกระตุ้นเศรษฐกิจ รักษาสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจไม่ให้กระทบภาคธุรกิจ เช่น คงค่าจ้างขั้นต่ำ เน้นการลดภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งมาตรการลดภาษีเงินได้ที่ทำให้คนรวยได้ประโยชน์มากกว่าคนจนและคนชั้นกลาง และมาตรการลดภาษีของบริษัท เป็นต้น

 

การเมืองเรื่องอิรัก

ประเด็นที่ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งให้ความสำคัญมากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากประเด็นปัญหาเศรษฐกิจ ก็คือปฏิบัติการทางการทหารในประเทศอิรัก ซึ่งเริ่มต้นมาตั้งแต่ช่วงหนึ่งปีให้หลังเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001 จนถึงปัจจุบัน

นับตั้งแต่รัฐสภาให้ความเห็นชอบตามที่ประธานาธิบดีบุชเสนอขอใช้กำลังทหารบุกอิรัก เมื่อเดือนตุลาคม 2002 และกองทัพอเมริกาเปิดฉากนำกำลังทหารเข้าทำสงครามกับอิรักในวันที่ 20 มีนาคม 2003 ถึงขณะนี้ ปฏิบัติการทางการทหารของอเมริกาในอิรักก็ดำเนินมาเกือบ 6 ปีแล้ว และถูกวิพากษ์อย่างหนักในปัจจุบันว่าเต็มไปด้วยความล้มเหลว ทั้งที่เริ่มต้นด้วยกระแสสนับสนุนของสาธารณชน

แม้อเมริกาสามารถเผด็จศึกได้อย่างรวดเร็ว เข้ายึดกรุงแบกแดดได้ในวันที่ 9 เมษายน และสามารถจับตัว ซัดดัม ฮุสเซน ได้ในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน (และประหารชีวิตเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2006) แต่สถานการณ์ความรุนแรงในอิรักยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงระหว่างปี 2004-2006 เนื่องจากเกิดสงครามกลางเมืองและการสู้รบแบบกองโจรหลายหมื่นครั้ง จนต้นปี 2007 บุชต้องขออนุมัติจากรัฐสภาเพื่อส่งทหารอเมริกันเข้าไปเพิ่มอีกประมาณ 2 หมื่นคน เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและควบคุมสถานการณ์ภายในอิรัก

เวลานี้มีทหารอเมริกันอยู่ในอิรักประมาณ 146,000 คน (ส่วนที่อัฟกานิสถานมีประมาณ 31,000 คน)  มีข้อมูลที่น่าสนใจว่า ตั้งแต่หลังเหตุการณ์ 11 กันยายน ทหารอเมริกันที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปออกศึกในอิรักและอัฟกานิสถานมีจำนวนรวมกันทั้งสิ้นถึง 1.6 ล้านคนทีเดียว

สำหรับปฏิบัติการทางการทหารในอิรัก มีทหารอเมริกันเสียชีวิตร่วม 4,200 คน ในจำนวนนี้ 140 คนเสียชีวิตในช่วงสงครามยึดอิรัก ส่วนที่เหลืออีก 4,000 กว่าคนเสียชีวิตจากการสู้รบภายหลังเข้ายึดครองอิรักสำเร็จ  ส่วนทหารที่บาดเจ็บมีประมาณ 30,000 คน ที่เจ็บไข้ได้ป่วยอีกประมาณ 30,000 คน และที่มีปัญหาทางจิตระหว่างและหลังจากกลับมาจากสงครามอีกประมาณ 100,000 คน

นอกจากสงครามจะพรากชีวิตคนเป็นจำนวนมาก สงครามยังมีต้นทุนทางเศรษฐกิจมหาศาล  ตัวเลขในเอกสารงบประมาณที่เป็นทางการชี้ว่า จนถึงปี 2008 สหรัฐอเมริกาใช้จ่ายในปฏิบัติการทางการทหารในอิรักไป 8.45 แสนล้านเหรียญสหรัฐ  กระนั้น โจเซฟ สติกลิตซ์ นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล และ ลินดา บิลเมส แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ชี้ว่า ต้นทุนดังกล่าวไม่ใช่ต้นทุนแท้จริงของสงคราม เพราะยังไม่ได้รวมต้นทุนดอกเบี้ยของหนี้สาธารณะที่ก่อขึ้นเพื่อทำสงคราม ต้นทุนค่ารักษาพยาบาลและค่าประกันสุขภาพของทหารร่วมรบโดยเฉพาะในช่วงหลังสงคราม และต้นทุนในการลงทุนเพื่อชดเชยอาวุธที่เสียหายจากสงคราม เป็นต้น

ทั้งคู่เขียนหนังสือเรื่อง The Three Trillion Dollar War: A True Cost of Iraqi Conflict (2008) เพื่อประเมินต้นทุนแท้จริงของสงครามอิรัก โดยชี้ว่า ถึงแม้จะประเมินโดยใช้วิธีแบบอนุรักษ์นิยมมากที่สุด ต้นทุนแท้จริงของสงครามอิรักก็สูงถึง 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ  ในจำนวนนี้ตกเป็นภาระของผู้เสียภาษีประมาณ 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ  และเป็นไปได้ว่าเมื่อสิ้นสุดปฏิบัติการทางการทหารในอิรัก ต้นทุนของสงครามอิรักอาจจะสูงกว่าต้นทุนของสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งประเมินไว้ที่ 5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (แบบปรับเงินเฟ้อแล้ว)  ทั้งคู่ยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ ว่า เงิน 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ สามารถให้ทุนการศึกษาแก่นักศึกษาจำนวน 42 ล้านคน ในมหาวิทยาลัยของรัฐ ได้ตลอด 4 ปี ตั้งแต่เริ่มจนจบการศึกษา

ยังไม่ต้องพูดถึงต้นทุนค่าเสียโอกาสของการนำงบสงครามไปใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างงานในช่วงที่สหรัฐอเมริกากำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจ  สงครามทำให้รัฐบาลเผชิญข้อจำกัดทางการคลังที่ต้องคอยจ่ายเงินให้แก่ปฏิบัติการทางการทหารในอิรัก แทนที่จะได้นำเงินมาใช้จ่ายในกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทำให้คนในประเทศได้ประโยชน์โดยตรง

ในปี 2008 ค่าบริหารจัดการของปฏิบัติการทางการทหารในอิรักแต่ละเดือนมีมูลค่าสูงถึง 1.25 หมื่นเหรียญสหรัฐ เพิ่มจากเดือนละ 4.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2003  ถ้ารวมกับค่าบริหารจัดการของปฏิบัติการทางการทหารในอัฟกานิสถานด้วย ค่าใช้จ่ายด้านสงครามในแต่ละเดือนมีมูลค่าสูงถึง 1.6 หมื่นเหรียญสหรัฐ

นอกจากความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สิน และต้นทุนทางเศรษฐกิจมหาศาลแล้ว สงครามอิรักยังสะท้อนความล้มเหลวทางการเมืองของรัฐบาลบุช ตัวอย่างเช่น ข้ออ้างเรื่องการพัฒนาอาวุธทำลายล้างรุนแรง (Weapons of Mass Destruction หรือ WMD) ของอิรัก ที่บุชใช้อ้างในการทำสงคราม กลับเป็นข้ออ้างลวงโลก เพราะจากการตรวจสอบภายหลังจากเข้ายึดครองอิรัก ไม่พบหลักฐานว่าอิรักมีการพัฒนา WMD แต่อย่างใด โครงการพัฒนาอาวุธได้ล้มเลิกไปตั้งแต่ปี 1991 แล้ว  ผู้คนจึงตั้งคำถามว่า รัฐบาลบุชตัดสินใจบุกอิรักด้วยข้อมูลที่เป็นเท็จ ไร้หลักฐานหนุนหลัง โกหกประชาชนและสมาชิกรัฐสภา โดยวาดภาพอิรักไว้น่ากลัวเกินจริง อีกทั้งไม่ได้ตระเตรียมแผนการที่ชัดเจนและเป็นระบบในการจัดการกับปัญหาภายในของอิรักหลังจากเข้ายึดครองสำเร็จ

บารัค โอบามา คัดค้านการทำสงครามอิรักมาตั้งแต่ต้นในปี 2002 เมื่อครั้งที่เขายังเป็นวุฒิสมาชิกในสภามลรัฐ ทีมงานโอบามามักหาเสียงว่า หากมองย้อนกลับไปจะเห็นว่า การมองการณ์ไกลเรื่องอิรักของโอบามาตั้งแต่ปี 2002 ซึ่งทวนกระแสสังคมส่วนใหญ่ในขณะนั้น สะท้อนว่าโอบามามีวิจารณญาณ (Judgement) เหนือกว่าแม็คเคน

โอบามาเคยตั้งประเด็นว่า การบุกอิรักอย่างไร้เหตุผลและไม่ได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติ จะยิ่งโหมเชื้อเพลิงในตะวันออกกลางและโลกอาหรับ และกลับทำให้พวกก่อการร้ายได้รับการสนับสนุนเพิ่มขึ้นโดยไม่ตั้งใจ  วรรคทองของโอบามาคือ “ผมไม่ได้คัดค้านสงครามทุกสงคราม แต่ผมคัดค้านสงครามโง่ๆ”

เมื่อโอบามาได้รับเลือกตั้งเป็นวุฒิสมาชิกระดับประเทศหลังการเลือกตั้งปี 2004  เขาเคยเรียกร้องให้เริ่มถอนทหารออกจากอิรักตั้งแต่ปลายปี 2006  เขาลงคะแนนต่อต้านการเพิ่มกำลังทหารในอิรักเพื่อควบคุมสถานการณ์ความรุนแรงในปี 2007  และลงคะแนนสนับสนุนร่างกฎหมายของพรรคเดโมแครตที่ต้องการปรับลดรายจ่ายทางการทหารในอิรัก ซึ่งจะมีผลทำให้กองทัพต้องถอนจากอิรักในช่วงเดือนมีนาคม 2008  ซึ่งร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวถูกประธานาธิบดีบุชวีโต้ จนต้องตัดเนื้อหาส่วนดังกล่าวออกไปในภายหลัง

ในการหาเสียงชิงทำเนียบขาวคราวนี้ โอบามาประกาศว่า เขาต้องการให้ยุติปฏิบัติการทางการทหารในอิรักโดยเร็ว และประกาศอย่างชัดเจนว่าสหรัฐอเมริกาไม่ต้องการจะคงอำนาจอยู่ในอิรัก  เขาเคยหาเสียงว่าจะพยายามถอนทหารอเมริกันออกมาทีละส่วน จนแล้วเสร็จภายใน 16 เดือนหลังจากเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี

ส่วนแม็คเคนมีนโยบายเรื่องอิรักตรงกันข้ามกับโอบามาทั้งหมด  เขาลงคะแนนสนับสนุนการทำสงครามอิรักมาตั้งแต่ต้น แม้จะเป็นผู้วิจารณ์วิธีการในการดูแลจัดการอิรักของ โดนัลด์ รัมสเฟลด์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอย่างรุนแรงในเวลาต่อมา  แม็คเคนเป็นผู้สนับสนุนหลักของข้อเสนอให้เพิ่มกำลังทหารในอิรักเพื่อเข้าควบคุมสถานการณ์ความรุนแรงในปี 2007 และสนับสนุนการที่บุชวีโต้กฎหมายของพรรคเดโมแครตที่จะส่งผลให้มีการถอนทหารในปี 2008

ในปัจจุบัน แม้กระแสสังคมจะพัดทวนกลับ แต่แม็คเคนก็ยังยืนยันว่ายังไม่ควรถอนทหารออกจากอิรักจนกว่าอิรักจะสามารถปกป้องตัวเองทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติได้ และชาวอิรักได้รับสิทธิและเสรีภาพอย่างเป็นประชาธิปไตย  เขาประกาศอย่างชัดเจนว่าจะไม่กำหนดเงื่อนเวลาในการถอนทหารจากอิรัก ทั้งนี้ต้องพิจารณาไปตามสถานการณ์ ไม่สามารถวางแผนไว้ล่วงหน้าได้

 

การเมืองเรื่องน้ำมันและโลกร้อน

ด้วยราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นไม่หยุด จนแตะระดับ 135 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงกลางปี 2008 ประชาชนจึงให้ความสำคัญกับปัญหาน้ำมันแพงอย่างมาก เพราะกระทบต่อค่าครองชีพของพวกเขาโดยตรง

ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ได้ปลุกผีการขุดเจาะหาน้ำมันขึ้นมาอีกครั้ง โดยเสนอให้รัฐสภายกเลิกกฎหมายว่าด้วยการห้ามขุดเจาะน้ำมันในทะเล ปี ค.ศ.1981 และมีแนวคิดที่จะยกเลิกคำสั่งฝ่ายบริหารที่ห้ามขุดเจาะน้ำมันปี ค.ศ.1990  รวมถึงเสนอให้อนุญาตให้ขุดหาน้ำมันในเขตอนุรักษ์ธรรมชาติและคุ้มครองสัตว์ป่าได้ด้วย โดยอ้างว่าหากค้นพบแหล่งน้ำมันใหม่จะช่วยทำให้ราคาน้ำมันในสหรัฐอเมริกาลดลง เป็นการบรรเทาภาระของประชาชน

ทั้งนี้รายงานข่าวระบุว่า เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวประเมินว่าการขุดน้ำมันในทะเลจะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำมันจำนวน 18,000 ล้านบาร์เรล ขณะที่การขุดหาน้ำมันในพื้นที่รักษาพันธุ์สัตว์ป่าแถบอาร์กติก (Arctic National Wildlife Refuge) ซึ่งกินพื้นที่แถบอะแลสกา น่าจะมีน้ำมันอยู่ประมาณ 10,000–12,000 ล้านบาร์เรล  และในแถบลุ่มน้ำกรีน (Green River Basin) ซึ่งกินพื้นที่แถบโคโรลาโด ไวโอมิง และยูทาห์ น่าจะมีปริมาณน้ำมัน 800,000 ล้านบาร์เรล

ไม่ใช่แค่บุช แต่แม็คเคนก็ออกมาสนับสนุนให้ยกเลิกการห้ามขุดเจาะน้ำมันในทะเลเช่นกัน ทั้งที่ในการเลือกตั้งขั้นต้นของศึกชิงทำเนียบขาวเมื่อปี 2000 ซึ่งแม็คเคนลงแข่งกับบุชนั้น แม็คเคนมีจุดยืนตรงกันข้าม โดยสนับสนุนการห้ามขุดเจาะน้ำมันในทะเล

ในขณะที่ฝั่งเดโมแครตออกมาคัดค้านนโยบายดังกล่าวทันที โดยเห็นว่านโยบายขุดเจาะน้ำมันในทะลและพื้นที่อนุรักษ์ไม่ช่วยแก้ปัญหาราคาน้ำมันแพงได้ เนื่องจากน้ำมันที่คาดว่าจะได้เพิ่มจากการค้นพบแหล่งน้ำมันใหม่ (แม้มองโลกในแง่ดีที่สุดแล้วก็ตาม คือเจอแหล่งน้ำมันจริง และได้น้ำมันมากตามที่คาดหวังไว้จริง) มีจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณน้ำมันที่ผลิตอยู่ในโลก จึงไม่สามารถกดราคาน้ำมันให้ต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญได้

นอกจากนั้น การขุดหาแหล่งน้ำมันใหม่เป็นนโยบายที่ต้องใช้เวลา ตั้งแต่การสำรวจ การเตรียมขุดเจาะ การขุดเจาะ และการแปรรูปน้ำมันดิบ  ฝ่ายพรรคเดโมแครตออกมาแฉต่อว่า รัฐบาลพูดความจริงแค่ครึ่งเดียว เพราะกระทรวงพลังงานเองก็ได้ประเมินแล้วว่า หากมีการขุดเจาะวันนี้ และหากประสบความสำเร็จ กว่าจะได้น้ำมันเพิ่มต้องรอถึงปี 2030 ซึ่งแทบจะไม่มีผลต่อการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในเวลานี้เลย นอกจากจะช่วยเปิดหน้าต่างแห่งโอกาสให้แก่บริษัทน้ำมัน โดยแลกมาด้วยต้นทุนต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศน์ เช่นปัญหามลพิษในทะเลที่สูงขึ้น

ฝ่ายเดโมแครตมองว่ารัฐบาลควรดำเนินนโยบายระยะยาวมากกว่า โดยส่งเสริมการใช้น้ำมันอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้พลังงานทดแทนและพลังงานที่นำกลับมาใช้ได้ใหม่  ส่วนแนวทางแก้ปัญหาระยะสั้น บารัค โอบามา เสนอว่าควรใช้วิธีเก็บภาษีกำไรจากบริษัทน้ำมันมากขึ้น แล้วนำเงินส่วนหนึ่งในนั้นมาเป็นเงินสนับสนุนเพื่อลดภาระให้ครัวเรือนจ่ายราคาพลังงานลดลง  เขายังเขียนไว้ในนโยบายว่า จะให้รัฐบาลลงทุน 150,000 ล้านเหรียญสหรัฐในช่วง 10 ปีนับจากนี้ เพื่อค้นคว้าวิจัยและสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทน เพื่อลดระดับการพึ่งพิงน้ำมันของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา และเดินหน้าสู่ความเป็นอิสระด้านพลังงาน

ปัญหาเรื่องน้ำมันยังเกี่ยวพันเชื่อมโยงกับปัญหาใหญ่กว่า คือปัญหาโลกร้อนด้วย

รัฐบาลของประธานาธิบดีบุชถูกโจมตีจากนักสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง เนื่องจากไม่ยอมลงนามในพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศที่มุ่งจำกัดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่นคาร์บอนอันเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาโลกร้อน  และตัวบุชเองก็มองว่าการจำกัดปริมาณการปล่อยคาร์บอนจะส่งผลด้านลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และรัฐบาลไม่ควรเข้าไปแทรกแซงกระบวนการผลิตของเอกชน และเพิ่มต้นทุนการผลิตให้ภาคเอกชน

จุดใหญ่ใจความของเรื่องนี้อยู่ตรงบทบาทและท่าทีของรัฐบาลในการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมว่า รัฐบาลควรจะเข้ามาจำกัดควบคุมการผลิตของภาคเอกชนเพียงใด  หากปล่อยให้เอกชนตัดสินใจผลิตตามกลไกตลาดเพื่อกำไรสูงสุด ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมย่อมมีมากขึ้นเกินระดับที่เหมาะสม เพราะการผลิตสินค้าก่อให้เกิดต้นทุนต่อสังคม (Social Cost) เช่น ปัญหามลพิษ ปัญหาโลกร้อน ซึ่งผู้ผลิตในตลาดไม่คำนึงถึงต้นทุนดังกล่าว เพราะสนใจเฉพาะต้นทุนที่ตกกับตัวเอง (Private Cost) เท่านั้น  หากต้องการลดต้นทุนต่อสังคมลง รัฐบาลก็ต้องเข้ามาแทรกแซงความล้มเหลวของตลาดในส่วนนี้ โดยการจำกัดปริมาณการปล่อยคาร์บอน เป็นต้น ซึ่งแม้อาจจะทำให้ต้นทุนของภาคอุตสาหกรรมสูงขึ้น แต่ก็ช่วยลดต้นทุนต่อสังคมจากการผลิตลง

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ถ้าพิจารณานโยบายด้านสิ่งแวดล้อมว่าด้วยการจัดการก๊าซเรือนกระจกอันเป็นสาเหตุของโลกร้อน นโยบายของทั้งแม็คเคนและโอบามาต่างก็แลดู “รักโลก” กว่าสมัยบุช แตกต่างกันเพียงรายละเอียด  ซึ่งนโยบายของโอบามาดูจะมีความถึงลูกถึงคนมากกว่า แต่ก็ถูกตั้งคำถามมากกว่าเช่นกันถึงความเป็นไปได้ในการปฏิบัติจริง

แม็คเคนเห็นว่าควรใช้ระบบจำกัดปริมาณรวมของการปล่อยคาร์บอนในเศรษฐกิจ โดยมีการกระจายสิทธิการปล่อยคาร์บอนไปยังผู้ผลิตต่างๆ แต่รวมกันแล้วไม่เกินเพดานคาร์บอนที่ถูกกำหนด ทั้งนี้ให้ผู้ผลิตสามารถซื้อขายสิทธิการปล่อยคาร์บอนได้ (Cap-and-trade Program)  ผู้ผลิตที่มีประสิทธิภาพ สามารถพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนได้ก็สามารถขายสิทธิส่วนเกินให้แก่ผู้ผลิตรายอื่นที่ต้องการปล่อยคาร์บอนมากกว่าสิทธิที่ตนมีอยู่แต่แรก

ด้านโอบามาก็สนับสนุนระบบ Cap-and-trade Program เช่นเดียวกัน ทั้งคู่เชื่อว่าระบบดังกล่าวจะช่วยลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนได้ เพราะจำกัดยอดรวมของการปล่อยคาร์บอนโดยตรง ทั้งยังลงโทษผู้ผลิตที่ปล่อยคาร์บอนมาก และช่วยสร้างแรงจูงใจให้บริษัทต้องพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาดขึ้นเพื่อลดต้นทุนการผลิตของตัวเอง

ทั้งคู่ต่างตั้งเป้าที่จะลดยอดรวมของการปล่อยก๊าซคาร์บอนในเศรษฐกิจลง โดยโอบามาประกาศว่าภายในปี 2050 จะลดการปล่อยคาร์บอนลงร้อยละ 80 จากระดับในปี 1990  ขณะที่แม็คเคนตั้งเป้าไว้ประมาณร้อยละ 66

ส่วนการกระจายสิทธิการปล่อยคาร์บอนไปสู่บริษัทนั้น โอบามาเขียนไว้ในนโยบายว่า จะไม่ใช้ระบบการแบ่งสรรสิทธิไปยังบริษัทต่างๆ โดยตรง แต่จะใช้ระบบที่ให้บริษัทต่างๆ มาแข่งขันประมูลสิทธิการปล่อยคาร์บอนถึง 100% เต็ม เพื่อให้บริษัทต้องจ่ายราคาของการปล่อยคาร์บอนอย่างเต็มที่ที่สุด  ในขณะที่แม็คเคนไม่ได้บอกไว้ชัดเจนว่าจะใช้ระบบประมูลคิดเป็นสัดส่วนเท่าใดของการจัดสรรสิทธิ เพียงแต่บอกว่าควรเพิ่มสัดส่วนการประมูลให้สูงขึ้นเรื่อยๆ

กระนั้น ใช่ว่าทั้งคู่จะมีแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด  ในส่วนของนโยบายอื่นๆ พบความแตกต่างกันไปคนละทาง ดังเช่นแม็คเคนสนับสนุนพลังงานนิวเคลียร์ สนับสนุนการขุดหาแหล่งน้ำมันในอเมริกา และไม่เห็นด้วยกับการให้สิทธิพิเศษทางภาษีในทางที่ส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก รวมถึงการยกระดับมาตรฐานพลังงานสะอาดในกระบวนการผลิตให้สูงมากเกินไป เพราะจะเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิต

ในขณะที่โอบามาส่งเสริมบทบาทของรัฐบาลในการลงทุนเพื่อคิดค้นและพัฒนาพลังงานทางเลือกอื่นๆ เช่น พลังงานชีวภาพ ไม่เห็นด้วยกับการขุดเจาะน้ำมัน พยายามลดความต้องการใช้พลังงาน สนับสนุนสิทธิพิเศษทางภาษีในทางที่ส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก และการยกระดับมาตรฐานพลังงานสะอาดในกระบวนการผลิตให้สูงและเข้มข้นขึ้น แม้จะทำให้ต้นทุนทางเศรษฐกิจสูงขึ้นในระยะสั้นก็ตาม

 

ความลงท้าย

ไม่ว่า บารัค โอบามา จะสามารถชนะการเลือกตั้งในวันที่ 4 พฤศจิกายน ก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีผิวดำคนแรกแห่งสหรัฐอเมริกาได้หรือไม่ก็ตาม  คงไม่มีผู้ใดปฏิเสธได้ว่า “ปรากฏการณ์โอบามา” ได้สร้าง “การเปลี่ยนแปลง” ในการเมืองอเมริกันตลอดเส้นทางสู่ทำเนียบขาว  โอบามาชูธง “การเปลี่ยนแปลง” ที่หนุนหลังด้วย “ความหวัง” ถึงความฝันแบบอเมริกัน และทำให้ความฝันของ มาร์ติน ลูเทอร์ คิง เป็นจริงแล้ว  เขาช่วยนิยามการเมืองใหม่ และลงมือทำการเมืองใหม่ให้เกิดขึ้นจริงเป็นตัวอย่างตลอดกระบวนการหาเสียงเลือกตั้ง ทั้งยังจุดประกายความหวังใหม่ให้เกิดขึ้นในใจของผู้คน ปลุกเร้าสร้างชีวิตชีวาท่ามกลางความสิ้นหวังอันยาวนานและโดดเดี่ยว และเรียกร้องให้ผู้คนกล้าหวังท้าฝันทอดสายตายาวไกลไปยังอนาคตที่ตนเป็นผู้ร่วมสร้างขึ้นเอง

โอบามามิใช่เพียงผู้พูด “การเปลี่ยนแปลง” แต่ตัวเขาเองคือ “การเปลี่ยนแปลง” ทั้งทางการเมือง สังคม และวัฒนธรรม  โอบามากลายเป็นสัญลักษณ์ของ “การเปลี่ยนแปลง” ที่จะนำสหรัฐอเมริกาเข้าสู่ยุคการเมืองใหม่จากล่างสู่บน เชื่อมั่นในพลังรวมหมู่ของคนธรรมดา ก้าวข้ามพรมแดนความเป็นพรรค สมานฉันท์ท่ามกลางความแตกต่าง จริงจังกับเนื้อหาสาระแท้จริงของการเมือง และเปลี่ยนวิธีที่คนอเมริกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชนกลุ่มน้อย เฝ้ามองตนเองและมองคนอื่นรอบตัว

4 พฤศจิกายน เราจะได้รู้คำตอบว่าโอบามาและการเมืองแบบโอบามาคือ “การเปลี่ยนแปลงที่ชาวอเมริกันเชื่อมั่น” หรือไม่

            “…นี่คือพันธสัญญาที่ทำให้ประเทศนี้แตกต่างจากที่แห่งอื่นเสมอมา พันธสัญญาที่ว่า ด้วยการทำงานหนักและความเสียสละ พวกเราแต่ละคนสามารถบรรลุความฝันส่วนตน แต่ยังใช้ชีวิตร่วมกันในฐานะครอบครัวอเมริกันที่เป็นหนึ่งเดียวกันได้ และสร้างหลักประกันว่าคนรุ่นหลังสามารถบรรลุความฝันส่วนตนของพวกเขาได้เช่นกัน…

            “…พวกเราอาจจะเห็นต่างกันเรื่องการทำแท้ง แต่พวกเราคงเห็นพ้องกันว่า จำนวนการตั้งท้องที่ไม่ต้องการในประเทศนี้ควรจะลดลง  ความจำเป็นในการเป็นเจ้าของอาวุธปืนอาจแตกต่างกันระหว่างนักล่าสัตว์ในชนบทของโอไฮโอ กับผู้ที่โดนทำร้ายร่างกายจากกลุ่มนักเลงอันธพาลในคลีฟแลนด์  แต่อย่าบอกผมว่า เราไม่สามารถยึดมั่นในรัฐธรรมนูญพร้อมกับการกีดกันไม่ให้ AK-47 ตกอยู่ในมือของอาชญากร  พวกเราอาจจะเห็นต่างกันเรื่องการแต่งงานของคนเพศเดียวกัน แต่พวกเราคงเห็นพ้องกันว่า พี่น้องเกย์และเลสเบี้ยนต้องสามารถเยี่ยมคนที่เขารักในโรงพยาบาลได้ และสามารถใช้ชีวิตอย่างปราศจากการกีดกัน…เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นพันธสัญญาของอเมริกันเช่นกัน พันธสัญญาของประชาธิปไตย ซึ่งพวกเราสามารถแสวงหาความเข้มแข็ง ลดช่องว่างในความแตกต่างระหว่างเรา และสมานฉันท์บนความพยายามร่วมกัน…

            “…นี่คือพันธสัญญา ที่วันนี้ เมื่อ 25 ปีก่อน นำพาคนอเมริกันจากทั่วทุกสารทิศมารวมตัวกันเบื้องหน้าอนุสรณ์สถานลินคอล์นในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และรับฟังนักเทศน์หนุ่มจากจอร์เจียพูดถึงความฝันของเขา

            “ผู้คนทั้งหญิงชายในวันนั้นอาจได้ยินได้ฟังหลายต่อหลายสิ่ง พวกเขาอาจได้ยินถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นและไม่เห็นด้วย พวกเขาอาจถูกชักจูงให้แพ้พ่ายต่อความหวาดกลัวและความสับสนเมื่อมองเห็นความฝันหลายอย่างต้องพังทลายลง

“แต่สิ่งที่ประชาชนทุกความเชื่อ ทุกสีผิว จากทุกสารทิศ ได้ยินในวันนั้นกลับเป็นถ้อยความที่ว่า ในอเมริกา ชะตากรรมของพวกเราต่างเกี่ยวโยงสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ความฝันของพวกเราสามารถเป็นหนึ่งเดียวร่วมกันได้

             “ ‘พวกเราไม่สามารถก้าวเดินอย่างเดียวดายได้’ นักเทศน์หนุ่มคนนั้นร่ำร้อง ‘และขณะที่เราก้าวเดินไปพร้อมกัน พวกเราต้องร่วมกันตั้งมั่นว่า เราจะต้องก้าวเดินไปข้างหน้าเสมอ อย่างไม่หันหลังกลับ’ …

            “…อเมริกา, เราไม่สามารถหันหลังกลับได้ เราไม่สามารถเดินเดียวดาย  ในห้วงขณะนี้ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ พวกเราต้องร่วมกันตั้งมั่นอีกครั้งเพื่อก้าวเดินไปยังอนาคตร่วมกัน มาร่วมรักษาพันธสัญญาแบบอเมริกันด้วยกันเถิด”

บารัค โอบามา, 28 สิงหาคม 2008  

 

เชิงอรรถ

[1] ในรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกาก่อนการแก้ไขเพิ่มเติม ไม่มีการเขียนคำว่า “ทาส” อยู่ในรัฐธรรมนูญแม้แต่คำเดียว  ในอนุมาตราว่าด้วยสภาผู้แทนราษฎร บัญญัติว่า จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกำหนดตามสัดส่วนของจำนวนประชากร ซึ่งได้แก่ คนขาว ลูกจ้าง ผู้เป็นไทแก่ตน และ “สามในห้าของบุคคลอื่นๆ ทั้งปวง” แต่ไม่นับรวมชาวอินเดียนที่ไม่เสียภาษี  คำว่า  “บุคคลอื่นๆ ทั้งปวง” หมายถึง เหล่าทาสนั่นเอง  ดังนั้นทาสแต่ละคนจึงไม่ถือว่าเป็นคนเต็มคน แต่มีค่าเพียงสามในห้าของคนขาว ลูกจ้าง หรือผู้เป็นไทแก่ตนเท่านั้น

[2] ผู้สมัครที่ต้องการเป็นตัวแทนพรรคลงสมัครรับเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีต้องหาเสียงแข่งขันกันเองภายในพรรคเสียก่อน โดยผ่านระบบการเลือกตั้งขั้นต้นซึ่งจัดขึ้นในทุกมลรัฐ และเขตปกครองพิเศษของสหรัฐอเมริกา เพื่อให้สมาชิกพรรคทั่วประเทศมีส่วนร่วมในการคัดเลือกตัวแทนพรรคให้เหลือเพียงหนึ่งเดียว

การเลือกตั้งขั้นต้นคือศึกชิง “ตัวแทนผู้ลงคะแนน” (Delegates)  ในแต่ละสนามเลือกตั้งขั้นต้น  Delegates เหล่านี้จะเป็นผู้ไปลงคะแนนคัดเลือกตัวแทนพรรคในที่ประชุมใหญ่ระดับชาติของแต่ละพรรค (Party National Conventions) ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมและต้นเดือนกันยายน  ผู้สมัครเป็นตัวแทนพรรครายใดเก็บสะสมจำนวน Delegates ได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวน Delegates ทั้งหมดทุกประเภทของพรรคตน ก็จะได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนพรรคเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้งประธานาธิบดี และสถานการณ์การเลือกตั้งประธานาธิบดี ค.ศ.2008 หาอ่านได้ใน ปกป้อง จันวิทย์. CHANGE: ถนนสู่ทำเนียบขาว. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ openbooks, 2551

[3] “มลรัฐสนามรบ” (Battleground State หรือ Swing State) หมายถึง มลรัฐที่ไม่ใช่ “ของตาย” สำหรับพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง  โอกาสชนะเลือกตั้งยังเปิดกว้างให้แข่งขันกันอย่างเต็มที่  ผลการเลือกตั้งในมลรัฐเหล่านั้นจะเป็นไปอย่างสูสี ยากจะคาดเดา มลรัฐสนามรบจึงเป็นสนามเลือกตั้งที่ผู้สมัครให้ความสำคัญอย่างสูงในการหาเสียงเลือกตั้ง และจะเป็นสนามตัดสินชี้ขาดผลการเลือกตั้งประธานาธิบดี

 

ตีพิมพ์: นิตยสาร สารคดี ปีที่ 24 ฉบับที่ 284  ตุลาคม 2551

Print Friendly