เราจะเห็นร่องรอยความหวาดเกรงต่ออุดมการณ์เสรีนิยมใหม่ในแถลงการณ์ของ คปค. อย่างชัดเจน (ดูตัวเน้นดำโดยผู้เขียน) จนดูราวกับว่า การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจไทยไม่มีทางเลือกอื่นใดแล้ว นอกเหนือจากการเปิดเสรีการค้าและเปิดเสรีการเงิน ส่งเสริมการส่งออก เพิ่มบทบาทภาคเอกชน ดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติ ไม่ว่าผู้มีอำนาจรัฐจะมีที่มาด้วยวิถีทางชอบธรรมโดยการเลือกตั้งแบบ ประชาธิปไตย หรือขึ้นสู่อำนาจด้วยวิถีทางไม่ชอบธรรมอย่างรัฐประหารก็ตามที นโยบายเศรษฐกิจเหมือนจะถูกกำหนดมาให้คงที่ล่วงหน้าอยู่แล้ว ประเทศกำลังพัฒนาเล็กๆ ที่มีระดับการเปิดประเทศสูงอย่างไทย ต้องเป็นผู้รับนโยบายเศรษฐกิจระดับโลก (policy taker) อย่างมิอาจแข็งขืน
เสรีนิยมใหม่
เรื่องเล่าของเศรษฐกิจอเมริกา : จาก 1991 ถึง 2001
หลังจากสหรัฐอเมริกาผ่านพ้นช่วงเศรษฐกิจตกต่ำเมื่อปี 1990-1991 ตลอดทศวรรษ 1990 โดยเฉพาะครึ่งหลังนับเป็นยุคแห่งความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา โดยแซงหน้าช่วงแห่งความรุ่งเรืองในทศวรรษ 1960 ที่ยาวนาน 8 ปี 10 เดือน
เศรษฐกิจอเมริกาในช่วงรุ่งเรืองตลอดทศวรรษ 1990 มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ย 4% ต่อปี ผลิตภาพแรงงานสูงขึ้น 2.5% ต่อปี อัตราการว่างงานลดต่่ำลงเหลือ 4% ทั้งที่อัตราเงินเฟ้อต่ำเพียง 3.5% เท่านั้น งบประมาณภาครัฐที่เคยขาดดุลก็ลดลงจนหมดไปในช่วงปลายทศวรรษ หนี้คงค้างภาครัฐก็ใกล้จะถูกปลดเปลื้องจนหมดเช่นกัน
เรื่องเล่าอันแสนสุขดำเนินมาถึงเดือนสิงหาคม ปี 2000 ตลาดหุ้นก็เกิดวิกฤตฟองสบู่แตก และงานวิจัยหลายชิ้่นชี้ว่า หลังเดือนมีนาคม ปี 2001 เศรษฐกิจอเมริกาสิ้่นยุครุ่งเรือง กลับสู่ช่วงแห่งความตกต่ำอีกครั้ง
ผลลุกลามจากวิกฤตการณ์การเงิน (Contagion Effects)
ปรากฏการณ์ “ต้มยำกุ้ง” เมื่อปี 2540 ตอกย้ำความสำคัญของ “ผลลุกลามจากวิกฤตการณ์การเงิน” หรือที่นักเศรษฐศาสตร์ขนานนามว่า Contagion Effects ในการก่อให้เกิดวิกฤตการณ์การเงินในประเทศต่าง ๆ ทั้งในและนอกภูมิภาคได้เป็นอย่างดี หลังธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศลอยตัวค่าเงินบาท เมื่อเดือนกรกฎาคม 2540 วิกฤตการณ์การเงินได้แพร่กระจายลุกลามไปยังประเทศในเอเชียตะวันออก ไม่ว่าเกาหลีใต้ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ฮ่องกง ฯลฯ ต่อมา แม้ประเทศที่อยู่ห่างไกลอย่างรัสเซีย บราซิล ตุรกี ฯลฯ ก็ยังติดเชื้ออย่างมิอาจหลีกพ้น
MNCs และ FDI ดีต่อประเทศกำลังพัฒนาจริงหรือ ?
ระบบโลกแบบเสรีนิยมใหม่ เป็นระบบที่เศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ในโลกเชื่อมโยงสัมพันธ์กันในระดับสูง เน้นบทบาทของ “ตลาด” ที่ปราศจากการควบคุมในการจัดสรรทรัพยากรระหว่างประเทศ รัฐชาติมีบทบาทลดลง นโยบายเศรษฐกิจหลักดำเนินตาม “ฉันทามติแห่งวอชิงตัน” (Washington Consensus) ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญคือ ลดการกำกับควบคุม (Deregulation) การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ (Privatization) การธำรงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ (Stabiliztion) และการเปิดเสรี (Liberalization)โดยเฉพาะอย่างยิ่งบัญชีทุนเคลื่อนย้าย
คำถามสำคัญก็คือ MNCs และ FDI เป็นประโยชน์ต่อประเทศกำลังพัฒนาภายใต้ “สถาบัน” แบบเสรีนิยมใหม่จริงหรือ ?
- 1
- 2
