สื่อทางเลือกแบบ “ลงแขก” โมเดล และ “โอเพ่น ออนไลน์”

ช่วงนี้ชุมชนไซเบอร์สเปซบ้านเราคึกคักเป็นอย่างยิ่งจากความเฟื่องฟูของ “บล็อก” (เว็บล็อก) และ “เน็ต โนเวล” หรือวรรณกรรมออนไลน์ ล่าสุดมี “แมกกาซีนออนไลน์” ทยอยออกมาสร้างสีสันให้โลกไซเบอร์สเปซเพิ่มขึ้นอีก

ที่น่าสนใจ และตอกย้ำให้เห็นถึงข้อดีของเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตน่าจะเป็นการเกิดขึ้นของ “นิตยสารออนไลน์” ที่ผันตัวเองมาจากนิตยสารปกติที่ครั้งหนึ่งเคยตีพิมพ์บนกระดาษ แต่เมื่อต้องพ่ายแพ้ต่อวงจรธุรกิจสิ่งพิมพ์ที่บิดเบี้ยวจนต้องปิดตัวไปในที่สุด ก็ยังสามารถกลับมาทำหน้าที่ “สื่อ” ทางเลือกได้อีกครั้งบนอินเทอร์เน็ต เพราะไม่ต้องพึ่งพิงเงินทุนมากเหมือนการทำหนังสือปกติ ที่แม้จะตั้งใจทำหนังสือดี มีคุณภาพ ขายได้ และมีกลุ่มคนอ่านที่ชัดเจน แต่หากไม่มีโฆษณาก็ไม่สามารถอยู่ได้จากการขายเพียงอย่างเดียวได้

นิตยสาร “โอเพ่น” เป็นหนึ่งในนิตยสารที่ปิดตัวลงไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา แต่กลับมาอีกครั้งในรูปของ  “นิตยสารออนไลน์”

เชื่อว่า การกลับมาของ “โอเพ่น” ทำให้บรรดาแฟนนานุแฟนดีอกดีใจกันเป็นพิเศษ  ใครที่ยังไม่รู้แวะเข้าไปอ่านกันได้ฟรีๆ ที่ www.onopen.com

“โอเพ่น” ฉบับออนไลน์ยังคงเข้มข้นเหมือนเดิมด้วยบรรดาข้อเขียนของคอลัมนิสต์ขาประจำที่แวะเวียนกันมาลับคมปากกากันอย่างคึกคักยิ่งนัก ซึ่งคงต้องยกความดีความชอบให้ “ปกป้อง จันวิทย์” อาจารย์หนุ่มจากรั้วแม่โดมที่อาสามาเป็น “เว็บ อิดิเตอร์”

“ประชาชาติธุรกิจ” ฉบับนี้มีโอกาสพูดคุยกับ “เขา” ถึงที่มาที่ไป และเป้าหมายของการทำ “นิตยสารออนไลน์” ของ “โอเพ่น” ดังนี้

 

จุดเริ่มต้นของโอเพ่น ออนไลน์คือ

ผมกับพี่โญ (ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา อดีตบก.โอเพ่น) คุยกันมานานแล้วว่าโอเพ่นน่าจะมีเว็บไซต์ของตัวเอง ยิ่งนิตยสารโอเพ่นปิดตัวไป ยิ่งขาดตัวกลางระหว่างคนทำหนังสือกับคนอ่าน พอผมกลับจากเมืองนอก จึงเริ่มลงมือทำกัน ตอนแรกคิดว่าจะเป็นแค่เวทีให้พี่โญคุยกับแฟนหนังสือ และแจ้งข่าวหนังสือใหม่ของสำนักพิมพ์โอเพ่นบุ๊คส์ ไม่ได้คิดไปไกลถึงขนาดเป็นนิตยสารออนไลน์  ที่มาเป็นแบบนี้ได้ ส่วนหนึ่งเพราะช่วงที่ผมกลับไปเขียนวิทยานิพนธ์ที่อเมริกา มีโอกาสไปเรียนรู้การสร้างบล็อก และลองเขียนบล็อกดู ผมพบว่าชุมชนบล็อกเกอร์มีพลวัตสูงมาก มีการแลกเปลี่ยนถกเถียงกันในเรื่องต่างๆ ตลอดเวลา และมีบรรยากาศทางวิชาการ เลยคุยให้พี่โญฟัง  และคิดกันต่อ

เราเริ่มคิดรูปแบบนิตยสารออนไลน์ เมื่อต้นตุลาคม ปีที่แล้วนี้เอง (หมายเหตุ: โอเพ่นออนไลน์เริ่มต้นเป็นทางการ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2548) พี่โญชวนผมเป็นบรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์ ผมเองเป็นแฟนเก่าโอเพ่นอยู่แล้วเลยตอบตกลง แรกๆ คุยกันว่าจะชวนสมาชิกในชุมชนบล็อกเกอร์ และชวนคอลัมนิสต์เก่าบางคนมาช่วยกันเขียน พอดีช่วงนั้นได้ไปเจอคอลัมนิสต์เก่าๆ ของโอเพ่นในงานมหกรรมหนังสือบ้าง ตามที่ต่างๆ บ้าง เลยถือโอกาสเล่าเรื่องโอเพ่นออนไลน์ให้ฟัง ซึ่งทุกคนก็อาสามาร่วมแจม เมื่อคอลัมนิสต์เก่าเริ่มกลับมาหลายคนเข้า ผมเลยนึกครื้มไล่โทรศัพท์ชวนคอลัมนิสต์เดิมให้ครบทีม สุดท้าย ทุกคนก็ตกลงกลับมาเขียนกันหมด

ที่โอเพ่นออนไลน์พัฒนามาเป็นแบบทุกวันนี้ ไม่ได้ตั้งใจวางแผนไว้แต่แรก มันมีพัฒนาการขึ้นเรื่อยๆ ด้วยตัวของมันเอง

โจทย์ของโอเพ่นออนไลน์คืออะไร

ผมอยากให้เป็นที่นี่เป็นชุมชนโอเพ่น เป็นที่ที่คนทำและคนอ่านโอเพ่นไม่ว่ารุ่นใหม่ รุ่นเก่ามีโอกาสมาเจอกัน  โอเพ่นมีคอลัมนิสต์เยอะในยุคหลังๆ แฟนโอเพ่นสามารถเข้ามาติดตามงานเขียนของเหล่าคอลัมนิสต์ได้ที่นี่ คอลัมนิสต์บางคนเขียนที่อื่นอยู่แล้ว อย่างพี่จอบ (วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์) เขียนที่มติชน ก็เอางานเขียนมารวบรวมไว้ในโอเพ่นออนไลน์อีกที บางคน เช่น พี่เก๊ (ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์) ก็เขียนใหม่เพื่อโอเพ่นออนไลน์โดยเฉพาะ ผสมกันไปทั้งงานเก่างานใหม่

คอลัมนิสต์ในโอเพ่นออนไลน์หลากหลายมาก ทั้งหน้าที่การงาน ความคิด ความสนใจ แต่มีบางอย่างที่เหมือนกัน คือ มีจิตใจสาธารณะ  ไม่ว่าเป็นดีเจ หรือเป็นนักวิจารณ์หนังก็ล้วนสนใจเรื่องบ้านเมือง แต่ละคนเป็นตัวของตัวเอง เป็นมืออาชีพในทางของตน และมีความน่าสนใจในตัว มีเสน่ห์

โอเพ่นไม่ใช่สื่อสามานย์  หนังสือบางฉบับเราอาจตั้งคำถามกับเจ้าของสื่อเหมือนกันว่า มีผลประโยชน์ซ้อนเร้นไหม แต่โอเพ่นเป็นสื่อทางเลือกเล็กๆ ไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาด่ารัฐบาล แต่เป็นตัวของตัวเองเต็มที่ ไม่ถูกครอบงำด้วยอำนาจทุน และไม่เกี่ยวข้องกับอำนาจการเมือง

ยุคสุดท้ายของนิตยสารโอเพ่นฉบับกระดาษ ไม่พึ่งโฆษณาเลย รายได้มาจากยอดขายล้วนๆ คอลัมนิสต์ช่วยกันเขียนด้วยใจ ไร้พันธนาการ เราเลยได้ ‘ชุมชน’ ที่มีความหลากหลาย สมาชิกมีความสัมพันธ์กันแบบ ‘ชุมชน’ มากกว่าความสัมพันธ์แบบ ‘ตลาด’ นั่นคือ เป็นความสัมพันธ์ที่ไม่ใช่ครั้งเดียวจบ มีความสัมพันธ์แบบมีตัวตน มีกิจกรรมร่วมกัน ไม่ได้มีผลประโยชน์ตัวเงินเป็นที่ตั้ง ต่างจากความสัมพันธ์แบบตลาดที่ไม่มีตัวตน เป็นการรับจ้างเขียน เงินมา งานไป แต่โอเพ่น ไม่ใช่

ทำเพราะรัก เพราะอยากทำ

ใช่ ผมเสียดายความเป็นชุมชนของโอเพ่น  ที่รับเป็นบรรณาธิการก็เพราะไม่อยากให้ชุมชนปิดตัวไปตามหนังสือ  ถามว่าคุ้มไหมที่ต้องลงแรง เพื่อให้ชุมชนกลับมาเหมือนเดิม ก็คุ้มครับ

ชุมชนโอเพ่นออนไลน์เป็นตัวอย่างที่นักเศรษฐศาสตร์สถาบันอาจยกในการอธิบายกติกากำกับเศรษฐกิจแบบชุมชน (Community Governance) ที่เกิดขึ้นจริงได้ เพราะไม่มีแรงจูงใจแบบ ‘สัตว์เศรษฐกิจ’ เข้ามาเกี่ยวข้อง และมีระดับ ‘ทุนสังคม’ ในชุมชนสูง หากนิตยสารในรูปแบบกระดาษอยู่ไม่ได้ภายใต้โครงสร้างบิดเบี้ยวของตลาดนิตยสารเมืองไทย โมเดลทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดคือการใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ นั่นคืออินเทอร์เน็ต

ผมไม่ต้องเข้าใจธุรกิจหนังสือก็ทำได้ ไม่มีทุนก็ทำได้ ผมสามารถนั่งผลิตสื่อในห้องทำงาน ใช้คอมพิวเตอร์เครื่องเดียว เราเลือกคอลัมนิสต์ วางรูปแบบเนื้อหา และผสมผสานให้รสชาติกลมกล่อม แฟนโอเพ่นสามารถเลือกอ่านจากเนื้อหาที่หลากหลายได้ เพราะไม่เพียงคอลัมนิสต์เก่ากลับมากันครบ แต่ยังมีหน้าใหม่เพิ่มเข้ามาด้วย

เป็นสื่อทางเลือก

ใช่ แต่สื่อทางเลือกในความหมายของผม คือสื่อที่สามารถ ‘เลือกทาง’ ให้ตัวเอง ก่อนเป็น ‘ทางเลือก’ ให้สังคม  เป็นตัวของตัวเองได้โดยไร้พันธนาการ ทั้งจากอำนาจทุน อำนาจการเมือง  สื่อทางเลือกไม่ได้มีนิยามแบบที่หลายคนเข้าใจว่าเป็นสื่อที่ต้องอยู่ตรงข้ามกับกระแสหลักตลอดเวลา ในแง่นี้ สื่อทางเลือกจึงมีความหลากหลายในตัวมันเอง ตามความคิดและตัวตนที่ต่างกัน ไม่มีรายใดผูกขาดความจริงไว้กับตัว

เช่น ถ้าถามว่า โอเพ่นมีจุดยืนอย่างไรกับการเปิดเสรีทางการเงิน ก็ตอบไม่ได้ เพราะโอเพ่นมีคอลัมนิสต์นักเศรษฐศาสตร์ทั้งแบบผม อ.อภิชาต (สถิตนิรามัย) และ อ.วิมุต (วานิชเจริญธรรม) ฯลฯ ที่คิดไม่เหมือนกัน มีชุดเหตุผลคนละแบบ ไม่สามารถมองเป็นก้อนเดียวกันได้

ผมมีแรงจูงใจ เพราะอยากทำชุมชนโอเพ่นออนไลน์ให้เป็นสื่อทางเลือกของสังคมอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งหลงเหลืออยู่ไม่มาก อย่างอะเดย์วีคลี่ อย่างสเกลก็โต้คลื่นทุนนิยมไม่ได้ ต้องหยุดไปเหมือนกับนิตยสารโอเพ่น

ในยุคที่หนังสือพิมพ์ใหญ่โดนมรสุมทางการเมืองแทรกแซงทั้งทางตรงทางอ้อม สื่อทีวีไม่ต้องพูดถึง เพราะหมดสิ้นความอิสระมานานแล้ว นิตยสารทางเลือกก็เหลือน้อยมาก สังคมต้องการสื่อทางเลือกที่เป็นอิสระ แต่เมื่อสื่ออิสระมีขนาดเล็กและไร้ทุน ทางออกก็คือเป็นสื่อออนไลน์ ที่ใช้ทุนต่ำ  ผมเคยตั้งคำถามว่าจะอย่างไรให้หนังสือทางเลือกที่ไร้ทุนอยู่ได้อย่างเข้มแข็งยั่งยืน นอกจากเราจะให้กำลังใจกันและกันแล้ว จะลงมือทำอะไรได้บ้าง ผมคิดว่าโมเดลลงแขกแบบโอเพ่นออนไลน์เป็นคำตอบหนึ่ง  แต่ก็ต้องมานั่งคิดต่อว่าจะจัดการบริหารอย่างไรให้อยู่ได้ยั่งยืน

ตั้งแต่เราทำโอเพ่นออนไลน์ สำนักพิมพ์แทบไม่ได้ใช้เงิน คนทำเว็บก็ฟรี คอลัมนิสต์ก็ไม่ได้เงิน ทำฟรี อ่านฟรี ทุกอย่างเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เป็นโมเดล ‘คนไม่ใช่สัตว์เศรษฐกิจ’ ก็ต้องพิสูจน์กันต่อว่าโมเดลนี้มันอยู่ได้ในระยะยาวหรือเปล่า

ตอนผมไล่โทร.ชวนคอลัมนิสต์  ทุกคนตอบรับร่วมลงแขกทันที ผมสัมผัสได้ถึงความรู้สึกของหลายคนว่าอยู่ในภาวะที่อึดอัดจากสภาพสังคมที่เป็นอยู่  อึดอัดจากคุณภาพสื่อ ขาดเวทีที่คิดเขียนอย่างเป็นอิสระเต็มที่ และไว้ใจได้

ถ้าไม่เอาทักษิณ ไม่เอาสนธิ มีเวทีไหนบ้าง ถ้าไม่ซื้อวาทกรรมถวายคืนพระราชอำนาจ จะไปพูดที่ไหนได้  ถ้าไม่เชื่อเรื่องอัศวินม้าขาวทางการเมือง จะสู้กับรัฐบาลอย่างไรแบบมีเหตุมีผล  เราต้องการสื่อที่ยกระดับภูมิปัญญาของสังคม ไม่ปลุกปั่นทำร้ายสังคมมากกว่านี้

การชี้นำสังคมไม่ใช่สังคมโง่เขลา แล้วเราฉลาด แต่เป็นการพูดคุยกันด้วยเหตุผล ไม่ใช่อารมณ์ โอเพ่นออนไลน์เสนอตัวเป็นสื่อทางเลือกที่มีความคิดหลากหลาย ผลิตบทสนทนาที่สร้างสรรค์กับสังคม เรามีทั้งนักวิชาการ เศรษฐศาสตร์ นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ มีนักเขียน นักวิจารณ์ เราเสนอเหตุผล ถกเถียงกันได้อย่างสร้างสรรค์ ไม่มีการปลุกเร้าสร้างอารมณ์เกลียดชังคลั่งชาติ

อะไรคือข้อดีของสื่อออนไลน์

ข้อดีของสื่อออนไลน์คือ ใช้ต้นทุนต่ำ ไม่มีข้อจำกัดเรื่องเนื้อที่ ต้นฉบับเขียนมายาวแค่ไหนก็ลงได้หมด สามารถค้นต้นฉบับย้อนหลังได้อย่างเป็นระบบ โอเพ่นออนไลน์เป็นโมเดลลงแขกจริงๆ เพราะทุกคนมีงานประจำกันหมด มีข้อจำกัดเรื่องเวลา ทุน และทรัพยากร ใครว่างก็ช่วยกันเขียนบทความ อัพโหลดบทความ โพสต์รูป หาต้นฉบับ เราไม่มีกองบรรณาธิการประจำ มาได้ถึงขนาดนี้ก็มหัศจรรย์แล้ว

ออนไลน์ดีตรงที่ทยอยส่งเรื่องขึ้นได้ ไม่ต้องรอให้ต้นฉบับครบทุกคอลัมน์เหมือนฉบับกระดาษ ผมคุยกับคอลัมนิสต์แต่ละคนให้กรุณาส่งต้นฉบับเดือนละครั้ง แต่จริงๆ เว็บอัพเดทแทบทุกวัน เคลื่อนไหวตลอด เพราะทุกคนส่งต้นฉบับไม่พร้อมกัน ใครส่งมาเราก็เอาขึ้นให้อ่านทันที

ขอแจ้งข่าวไปถึงแฟนโอเพ่นว่า เดือนกุมภาพันธ์นี้จะมีนิตยสารโอเพ่นฉบับกระดาษวางแผง (เล่ม 51) ในรูปแบบพ็อกเก็ตบุ๊ก เพื่อแจ้งข่าวเว็บไซต์ onopen.com ว่าโอเพ่นกลับจากพักร้อนแล้ว แต่ในรูปแบบใหม่

ใครทำเว็บ

คนออกแบบเว็บคือคุณอัญชลี (อนันตวัฒน์) กราฟฟิคดีไซน์เนอร์อิสระ ซึ่งเป็นแฟนโอเพ่น  คนออกแบบระบบคือ คุณอลงกรณ์ (สงวนหล่อสิทธิ์) เจ้าของเว็บไดอารี่ออนไลน์ชื่อดัง storythai แฟนโอเพ่นเช่นกัน ซึ่งมาช่วยเขียนโปรแกรม และวางระบบบริหารจัดการเว็บ ผมพยายามลดภาระงานในการทำโอเพ่นออนไลน์ให้น้อยที่สุด ให้เหลือเพียงงานที่จำเป็นต่อความอยู่รอดของหนังสือเล่มหนึ่งเท่านั้น เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงกับก่อนที่จะมาทำเว็บ สนุกกับการทำโอเพ่นออนไลน์แบบรื่นรมย์ ไม่เป็นภาระในชีวิตของผู้เกี่ยวข้องมากเกินพอดี

คาดหวังกับโอเพ่นออนไลน์แค่ไหน

หัวใจสำคัญของเราคือ ทำหนังสือดี เป็นสื่อคุณภาพ ช่วยเสริมสร้างภูมิปัญญาให้สังคม ซึ่งเป็นหลักที่คุณภิญโญยึดมาตลอดในการทำนิตยสารโอเพ่น เราขายหนังสือดี มีคุณภาพ และจริงจังกับมัน สุดท้ายก็พิสูจน์ตัวเองว่าพอเอาตัวรอดอยู่ได้ ด้วยยอดขายล้วนๆ ไม่มีการตลาดแบบกลวงๆ ไม่เป็นสาระ

ปีที่ผ่านมา สำนักพิมพ์โอเพ่นบุ๊คส์พิมพ์งานของนักวิชาการหลายเล่ม น่าแปลกที่คนที่รับภาระพิมพ์งานเหล่านี้กลับกลายเป็นสำนักพิมพ์เล็กๆ จนๆ ก็น่าตั้งคำถามกับสังคมไทยเหมือนกันว่า ทำไม

ถามว่า วัฒนธรรมการเรียนรู้จะเกิดได้อย่างไร ถ้ารัฐบาลปิดกั้นสื่อ ให้เหลือแค่สิ่งที่รัฐบาลอยากให้คนได้ฟัง ได้ยิน  ถูกฉาบด้วยการตลาดอย่างฉาบฉวย ไร้แก่นสาร

มองอินเทอร์เน็ตอย่างไร

อินเทอร์เน็ตจะเป็นเวทีของสื่อทางเลือก สื่อหลายประเทศก็เริ่มปรับตัวมาทางนี้ สื่อออนไลน์ ถ้าเราไม่อคติกับมัน  ข้อดีคือทำให้สื่อขนาดเล็กมีที่ยืนได้ มีสื่อหลากหลายให้สังคมเลือกอ่าน ทำให้คนธรรมดาเป็นเจ้าของสื่อได้ โดยไม่มีทุน ผมไร้ทุนก็เป็นเจ้าของสื่อได้โดยเขียนบล็อก โนบอดี้ในสังคมก็เขียนบทความวิจารณ์การเมืองได้ ถ้าคุณเป็นของจริง ดีจริง ความเชื่อถือก็ตามมาเอง เป็นเวทีเปิดที่ทุกคนมีโอกาสพิสูจน์ตัวเอง  อินเทอร์เน็ตช่วยทำให้สื่อเป็นของประชาชนวงกว้าง เพิ่มระดับความเป็นประชาธิปไตยให้แก่สื่อ ช่วยให้เกิดสื่อจำนวนมากเสียจนไม่มีใครสามารถผูกขาดความจริงไว้กับตัวได้ ใช้อำนาจควบคุมไม่ได้หมด

โอเพ่นเป็นหนึ่งในเวทีที่เสนอความคิด ความเชื่อแบบหนึ่ง ก็ต่อสู้กันทางอุดมการณ์ไป เราผลิตบทสนทนาที่สร้างสรรค์กับสังคม เชื่อว่าในระยะยาวช่วยทำให้สังคมดีขึ้นได้ นี่เป็นการต่อสู้ทางการเมืองในเชิงวัฒนธรรม ผมเป็นอาจารย์ เป็นนักวิชาการ ก็เล่นการเมืองภาคประชาชน เขียนหนังสือ วิพากษ์วิจารณ์ตามโอกาสจะอำนวย สอนหนังสือนักศึกษา ซึ่งก็เป็นงานการเมืองทางหนึ่ง

การเมืองในความหมายผมไม่ใช่การเมืองในรัฐสภา โอเพ่นก็เป็นสื่อการเมือง ช่วยให้คนชินกับการวิพากษ์ ยอมรับในความเห็นต่าง แลกเปลี่ยนกันด้วยเหตุผล นี่คืองานการเมือง เป็นการต่อสู้ทางการเมืองในเชิงวัฒนธรรม

ผมเป็นนักวิชาการคนหนึ่งที่อยากเห็นสื่อทางเลือกเบ่งบานในสังคมไทย ก็เลยมาลงมือทำ ผมเชื่อว่า นักวิชาการต้องมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงสังคม ไม่ใช่อยู่บนหอคอยงาช้าง แต่การเปลี่ยนแปลงสังคมอยู่บนพื้นฐานความตั้งใจดีอย่างเดียวก็ไม่ได้ ต้องมีความรู้ด้วย  นักวิชาการอาจจะมีจุดแข็งตรงที่ติดตามพรมแดนของความรู้ แต่อาจมีจุดอ่อนตรงความเข้าใจโลกแห่งความจริงน้อย  เราจะประสานทั้งสองส่วนนี้อย่างไร

นักวิชาการต้องมีความเป็นนักปฎิบัติการทางการเมืองในความหมายนี้อยู่

การทำโอเพ่นออนไลน์ก็เป็นการให้ความรู้กับสังคม ให้การศึกษานอกระบบแก่ประชาชน ซึ่งควรเป็นหน้าที่หลักของนักวิชาการ  เป็นการประสานบทบาทระหว่างสื่อกับนักวิชาการ ซึ่งต้องร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด ถ้าสื่อเข้มแข็งมีคุณภาพ ภาระทางสังคมของนักวิชาการก็จะเบาลง มีเวลาไปค้นหาความรู้มากขึ้น ถ้านักวิชาการเข้าใจโลกความจริงมากขึ้น ก็สามารถผลิตองค์ความรู้ที่มีประโยชน์มากขึ้น

 

ตีพิมพ์: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ (ปี 2549)

 

Print Friendly