จับตาดีลทรู-ดีแทค กับ 101 PUB

1. วิญญูชนทั่วไปทั้งประเทศย่อมรู้ว่าการควบรวมระหว่างทรูกับดีแทคทำให้ผู้เล่นในตลาดมือถือลดลงจาก 3 ราย เป็น 2 ราย มีอยู่องค์กรเดียวที่(ทำเป็น)ไม่รู้ครับ คือ กสทช. เหมือนตลกร้ายเพราะดันเป็นองค์กรที่มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบเรื่องนี้เสียด้วย
.
ลองดูเอกสารที่ทีมงาน กสทช. ใช้ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการฯ ของสภาผู้แทนฯ ดูสิครับ กสทช. บอกว่าตลาดมือถือมีผู้เล่น 4 ราย คือไปรวมเอาบริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ (NT) มารวมด้วย แถมยังพยายามแตะผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบโครงข่ายเสมือน (MVNO) ที่มีอยู่ 8 รายเข้ามาในการพิจารณาด้วย (จะได้ดูเยอะๆ ชวนให้รู้สึกถึงบรรยากาศการแข่งขัน) ทั้งที่ในตลาดรวม 120 ล้านเลขหมาย เป็นของ NT ประมาณ 3 ล้านเลขหมาย (2.8%) และของ MVNO แค่ 4 หมื่นเลขหมายเท่านั้น (0.03%) ไม่ต้องเรียนเศรษฐศาสตร์ก็รู้ว่า ไม่มีความหมายพอที่จะไปกำหนดกดดันด้านราคาอะไรกับเขาได้ เวลาเขาวิเคราะห์ผลกระทบจากการควบรวมกัน ไม่มีใครเขานับรวมผู้ประกอบการรายย่อยแบบนี้ไปไว้ด้วย
.
คำถามคือ ทีมงาน กสทช. (ใคร?) มีเจตนาอะไร ต้องการปักธงอะไร เป็นมืออาชีพที่ทำงานด้วยหลักวิชาแค่ไหน ถึงปล่อยรายงานที่มีจุดตั้งต้นบิดเบือนแบบนี้ออกมา แล้วจะทำให้สาธารณชนเชื่อมั่นในการทำงานได้อย่างไรว่ามีเจตจำนงในการปกป้องประโยชน์สาธารณะอย่างเต็มที่
.
2. การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตลาดจาก 3 ราย เป็น 2 ราย ถือเป็นเรื่องใหญ่มากนะครับ ในโลกที่เจริญแล้วจะไม่ปล่อยให้เกิดโครงสร้างตลาดที่ถอยหลังลงคลองขนาดนี้ขึ้น เมื่อ 10 ปีก่อนที่สหรัฐอเมริกา เคยมีเคสที่ AT&T (เบอร์สองของตลาด) พยายามจะเข้าไปเทคโอเวอร์ T-mobile (เบอร์สี่ของตลาด) ก็ถูกภาครัฐบล็อกไม่ให้เกิดขึ้น นี่ขนาดเบอร์สองควบเบอร์สี่ ผู้เล่นลดลงจาก 4 ราย เป็น 3 ราย ยังถูกบล็อกด้วยเหตุผลที่ว่าทำให้สภาพการแข่งขันในตลาดลดลงอย่างมาก และส่งผลกระทบด้านลบต่อผู้บริโภค ส่วนเคสไทยยิ่งหนัก เพราะเป็นเบอร์สองกับสามรวมกัน แถมลดจาก 3 ราย เป็น 2 รายด้วย
.
ถ้าโครงสร้างตลาดเหลือ 2 รายแล้ว การออกแบบมาตรการควบคุมเชิงพฤติกรรมเป็นเรื่องยากมากๆ เช่น มาตรการเรื่องคุมราคาหรือคุณภาพ เพราะในทางปฏิบัติ ถ้า กสทช.ให้ลดราคา ผู้ผูกขาดก็อาจจะลดราคาในแพ็คเกจที่ไม่ค่อยมีคนใช้ เป็นต้น มันต้องใช้มาตรการควบคุมเชิงโครงสร้าง คุมก่อนควบ หรือไม่ให้ควบแต่แรก ไม่ใช่ไปหวังเอากับการควบคุมหลังควบรวมแล้ว
.
แล้วข้ออ้างที่บอกกันว่าควบรวมแล้ว คุณภาพบริการจะดีขึ้น ราคาค่าบริการจะถูกลง เพราะต้นทุนจะถูกลง อย่าหวังว่าจะเกิดขึ้น เคยเห็นผู้ผูกขาดใจดีลดราคาหรือขึ้นคุณภาพเพื่อเอาใจผู้บริโภคที่ไร้ทางเลือกไหมครับ เพราะราคาจะถูกหรือแพงขึ้นกับโครงสร้างการแข่งขันในตลาด ถ้าเขาผูกขาดหรือมีคู่แข่งน้อย ถึงต้นทุนเขาถูกลง เขาจะลดราคาให้ผู้บริโภคทำไม มีแต่จะเก็บไว้เป็นกำไรส่วนเกินมากขึ้น ถ้า กสทช. อยากให้บริการมือถือราคาถูก ทางออกคือสร้างสภาพการแข่งขันในตลาดให้มีคู่แข่งเยอะๆ แล้วราคาก็จะถูกลงเอง ไม่ใช่ปล่อยให้มีการควบรวมเหลือน้อยราย แล้วอ้างว่าเดี๋ยวไปออกมาตรการควบคุมเพื่อผู้บริโภคทีหลัง
.
3. 101 PUB ไปคำนวณดัชนีการกระจุกตัว (HHI) หลังควบรวมมาครับ ถ้า กสทช. ปล่อยให้ควบรวมได้สำเร็จ จะเหลือผู้ให้บริการหลักที่มีนัยสำคัญต่อการแข่งขันจริงเพียง 2 ราย คือ 1. ทรู-ดีแทค และ 2. เอไอเอส แบ่งกันครองตลาดประมาณคนละครึ่ง ทั้งในตลาดย่อยโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายในประเทศ (บริการโทรศัพท์เข้า-ออก) และตลาดอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์เคลื่อนที่ (บริการอินเทอร์เน็ตมือถือ)
.
การควบรวมทำให้ตลาดกระจุกตัวเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง ค่า HHI เพิ่มขึ้นจากเดิม 3,500-3,600 จุด เป็น 4,700-4,800 จุด คิดเป็น 32.4-35.6% (กรณีผู้เล่นหลายรายแข่งขันสูง ค่า HHI จะประมาณ 0-1,500 และกรณีผู้ผูกขาดรายเดียว ค่า HHI เท่ากับ 10,000) โน้ตไว้ตรงนี้ด้วยว่า ระดับเฝ้าระวังการควบรวมตามเกณฑ์ของ กสทช. อยู่ที่ระดับการกระจุกตัวเกิน 2,500 จุด และห้ามเพิ่มขึ้นมากกว่า 100 จุด ผลที่ออกมาจึงแสดงภาวะต้องเฝ้าระวังแบบสุดๆๆ
.
ที่ผ่านมา ค่า HHI สัมพันธ์กับค่าส่วนต่างระหว่างค่าบริการกับต้นทุน ช่วงที่ HHI สูง กระจุกตัวมาก ส่วนต่างจะเยอะ (ค่าบริการแพงกว่าต้นทุนเยอะ กำไรผู้ประกอบการเยอะ) แต่ช่วงที่มีผู้เล่นหลักรายใหม่เข้าตลาด เช่น ตอนทรูเข้ามาแข่งด้านราคาหนักๆ เพื่อขยายฐานลูกค้า ส่วนต่างตรงนี้ก็ลดลง ไปทางเดียวกับ HHI ที่ลดลง ถ้าควบรวมสำเร็จรอบนี้ HHI สูงขึ้น แนวโน้มค่าบริการแพงขึ้นแน่นอน ส่วนต่างที่ว่าก็จะสูงขึ้น จริงๆ แล้ว สัญญาณกระจุกตัวของตลาดเริ่มเห็นมาสักพักหนึ่งแล้ว หลังจากดีแทคเริ่มสูญเสียความสามารถในการแข่งขันลง ส่วนต่างค่าบริการกับต้นทุนก็ขยับสูงขึ้น ถ้าควบรวมได้สำเร็จยิ่งไม่ต้องพูดถึง
.
4. ประเด็นใหญ่ที่ทุกคนสนใจคือ ควบรวมแล้วราคาจะแพงขึ้นเท่าไหร่? ทาง 101 PUB ได้สร้างแบบจำลองทางเศรษฐมิติ พบว่า ราคาแพงขึ้นในทุกกรณี ถึงแม้ควบรวมแล้วสองรายที่เหลือยังสามารถแข่งขันกันได้รุนแรง ราคาก็ยังแพงขึ้นจากปัจจุบันอยู่ดี ไม่ต้องพูดถึงกรณีที่ควบรวมแล้ว การแข่งขันรุนแรงน้อยลง หรือฮั้วกัน (ผู้ประกอบการยิ่งมีจำนวนน้อยยิ่งฮั้วง่ายขึ้น) ราคายิ่งแพงขึ้นมากๆ
.
ตามโครงสร้างต้นทุนและการแข่งขันในปัจจุบัน ค่าบริการเฉลี่ยของทั้งตลาดจะอยู่ที่ 220 บาท/เลขหมาย/เดือน แต่เมื่อควบรวมแล้ว ราคาจะแพงขึ้นตามกรณีต่างๆ ดังนี้
.
1) กรณี 2 รายใหญ่แข่งขันกันรุนแรง ราคาเพิ่มขึ้นเป็น 235-242 บาท/เลขหมาย/เดือน เพิ่มขึ้น 15-22 บาท (7-10%)
2) กรณี 2 รายใหญ่แข่งขันกันตามปกติ ราคาเพิ่มขึ้นเป็น 249-270 บาท/เลขหมาย/เดือน เพิ่มขึ้น 29-50 บาท (13-23%)
3) กรณี 2 รายใหญ่สามารถฮั้วกันได้สำเร็จ (ไม่ว่ามีข้อตกลงหรือไม่) ราคาเพิ่มขึ้นเป็น 365-480 บาท/เลขหมาย/เดือน เพิ่มขึ้น 245-260 บาท (66-120%)
.
ในด้านต้นทุน ที่มักอ้างกันว่าเป็นข้อดีจากการควบรวม ทำให้ต้นทุนลดลง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ผู้บริโภคและสังคมก็ได้ประโยชน์ในที่สุด มันไม่เป็นแบบนั้นครับ นักวิเคราะห์การเงินประเมินว่าการควบรวมจะช่วยประหยัดต้นทุนลงได้ราว 4,000-5,000 ล้านบาทต่อปีให้กับผู้ควบรวม ซึ่งคิดเป็น 4-7 บาท/เลขหมาย/เดือนเท่านั้น น้อยกว่าการเพิ่มขึ้นของราคาอยู่มาก
.
นอกจากนี้ แบบจำลองยังพบว่าเมื่อต้นทุนลดลง 10% จะทำให้ราคาลดลงประมาณ 3.6-4% เท่านั้น เอาเข้าจริงเรื่องต้นทุนไม่ต้องกังวลกันมาก เพราะเทคโนโลยีในอนาคตพัฒนาขึ้นตลอดเวลา ต้นทุนการให้บริการมีแนวโน้มต่ำลงในระยะยาวอยู่แล้ว ราคาที่แพงขึ้นจากการผูกขาดนี่สิของจริง
.
ราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่ายเพิ่มนี้อาจมาได้หลายรูปแบบ อาทิ แพ็กเกจเท่าเดิมแต่ค่าบริการแพงขึ้น, ราคาเท่าเดิมแต่แพ็กเกจเล็กลง, ค่าบริการ/แพ็กเกจขั้นต่ำแพงขึ้น, คุณภาพบริการ สัญญาณ ความเร็วไม่ดีอย่างที่ควรจะเป็น และในระยะยาวที่ต้นทุนลดลงตามเทคโนโลยีไปแล้ว แต่ราคากลับไม่ลดลงในสัดส่วนที่เหมาะสมพอดีกัน
.
5. ถ้าใครติดตามตั้งแต่เคสนี้เริ่มเป็นข่าวจะเห็นการออกมาขานรับว่า งานนี้องค์กรกำกับดูแลไม่มีอำนาจอนุมัติ เราไม่เกี่ยว กสทช.ไม่เกี่ยว กขค. ไม่เกี่ยว เราไม่มีอำนาจขวาง ทางผู้ประกอบการแค่แจ้งมาให้องค์กรกำกับดูแล “รับทราบ” เท่านั้น ไม่ใช่เพื่อ “อนุมัติ”
.
ตอนนั้น (พ.ย. 2564) ผมเคยออกมาเขียนครั้งหนึ่งแล้ว ความว่า
.
……….
.
“ในขณะที่ศาลต่างๆ ชอบขยายขอบเขตอำนาจตัวเอง แต่องค์กรกำกับดูแลของไทยกลับชอบจำกัดขอบเขตอำนาจ (ที่ควรทำ) ของตัวเอง ปัดความรับผิดชอบ ลอยตัว ไม่ยอมทำงานหลักที่ตัวเองต้องทำ โดยอ้างและตีความกฎหมายแบบมั่วๆ ซั่วๆ เข้าข้างตัวเองบ้าง อ้างทฤษฎีประหลาดๆ บ้าง เช่น การผูกขาดเท่ากับการมีผู้ขายรายเดียว ถ้ามีผู้ขายมากกว่า 1 ราย เช่นเทสโก้มีบิ๊กซีให้แข่งกันอีกราย ก็ไม่เรียกว่าผูกขาดแล้ว ดังนั้นองค์กรกำกับดูแลก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไร (นี่เป็นความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ กขค. รายหนึ่งเชียวนะครับ) หรือตีมึนลอยหน้าลอยตาใส่เกียร์ว่างแบบหน้าด้านๆ บ้าง
.
ในเคสซีพีเทสโก้ เราเลยได้เห็นวาทกรรมสั่นสะเทือนวงการเศรษฐศาสตร์ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการควบรวมกิจการระหว่างบริษัทยักษ์ใหญ่จากองค์กรกำกับดูแลเสียเอง อย่างเช่น “มีอำนาจตลาดเพิ่มมากขึ้น แต่ไม่เป็นการผูกขาด” หรือ “อาจส่งผลให้การแข่งขันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง” (สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า, 6 พฤศจิกายน 2563)
.
รอบนี้ไม่ทันไร เราก็เห็นรัฐมนตรีดิจิทัล ออกมาให้สัมภาษณ์แล้วว่า “เรื่องดังกล่าวไม่ได้อยู่ในอำนาจของตนที่จะไปกำกับดูแล” หรือ “ในทางธุรกิจเป็นสิทธิ์ของบริษัทที่จะวางแผนหรือสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อการลงทุน หรือลดค่าใช้จ่าย เพื่อทำให้การบริการดีขึ้น” หรือ “จะผูกขาดอย่างไร เพราะเรื่องมือถือมีการแข่งขันอยู่แล้ว และมีการกำกับดูแลโดย กสทช. … บางประเทศยังมีแค่เจ้าเดียว” หรือ “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล การควบรวมกิจการเป็นเรื่องธุรกิจ” (สัมภาษณ์ ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์, ข่าวสด 23 พฤศจิกายน 2564)
.
ถ้าบริษัทยักษ์ใหญ่เบอร์สองกับสามของตลาดมารวมกัน จนเหลือผู้ให้บริการแค่สองรายในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม แล้ว กสทช. ไม่คิดจะลงมือทำอะไร (หรือทำน้อยไป) อ้างนั่นอ้างนี่ โดยเฉพาะหากจะอ้างว่าไม่จำเป็นต้องขออนุญาต ก็ไม่รู้จะมี กสทช. ไว้ทำไม หรือถ้าเรื่องใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันขนาดนี้ องค์กรอย่าง กขค. ซึ่งมีชื่อเต็มว่า “สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า” ไม่ขยับออกมาทำอะไรเลย โดยรีบโบ้ยทันทีว่าไม่เกี่ยว ไม่มีอำนาจ ก็เสียดายการมีอยู่ของ กขค. จนอดถามกรรมการไม่ได้ว่าเข้าไปทำอะไรกัน
.
ถ้าธงอยู่ที่การรักษาผลประโยชน์ของผู้บริโภคและสังคมส่วนรวม ไม่ใช่ธงอยู่ที่ทำอย่างไรให้ธุรกิจควบรวมกันได้สำเร็จราบรื่น ทั้ง กสทช. และ กขค. ต้องจับมือออกมาทำงานร่วมกัน ทั้งในเรื่องการกำกับดูแลและเรื่องวิชาการ เพื่อรักษาประโยชน์ของผู้บริโภคและประโยชน์สาธารณะอย่างเต็มที่ที่สุด พยายามทำให้มากที่สุด ไม่ใช่น้อยที่สุด ถ้าใครไม่มีความกล้าหาญและไม่มีความซื่อตรงทางวิชาชีพก็ไม่ควรนั่งทำงานในหน่วยงานกำกับดูแลต่อไป
.
ดีลใหญ่ขนาดนี้ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมส่วนรวมขนาดนี้ ถ้าไม่คิดจะทำงานกันเต็มที่ หรือคิดแต่จะตีชิ่ง-ล้มมวย สังคมคงต้องออกมาส่งเสียงเรียกร้องและรุมประณามกันครับ เพราะดีลแบบนี้ไม่ใช่เรื่องของเอกชนสองเจ้าจะเจรจากันเองอย่างไรก็ได้ ไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดาแบบธุรกิจเล็กควบรวมกันเอง แต่เป็นดีลใหญ่ที่ต้องมีผู้บริโภคและ stakeholder อื่นๆ อยู่ในสมการด้วยเสมอ
.
จากนี้คาดการณ์ว่าสงครามสื่อก็น่าจะทวีความเข้มข้น กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่น่าจะแห่ซื้อสื่อกันสนุก ลองจับตาดูวาทกรรมต่างๆ ที่จะถูกใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับดีลนี้ตามหน้าสื่อต่างๆ อย่างรู้ทันกันนะครับ เช่น เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ทำให้ไทยแข่งกับโลกได้ หรือบางคนอาจจะใจกล้าเคลมกระทั่งว่า ผู้บริโภคจะจ่ายราคาค่าบริการถูกลงด้วยซ้ำ! เพราะการควบรวมจะช่วยลดต้นทุนธุรกิจลง (เคยเจอผู้ผูกขาดใจดีคืนกำไรส่วนเกินให้ผู้บริโภคที่ไร้ทางเลือกไหม)
.
หรืออีกข้ออ้างที่น่าจะได้ยินแน่ๆ ก็คือเป็นการรับมือ digital transformation แต่โปรดอย่าลืมว่า โครงสร้างตลาดที่จะผูกขาดมากยิ่งขึ้นหลังจากการควบรวมจะยิ่งทำให้ digital transformation ที่มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ มีความเป็นธรรม และนับรวมทุกคน เป็นไปได้ยากขึ้นและแพงขึ้น อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอื่นๆ และเศรษฐกิจส่วนรวมของประเทศด้วย เพราะบริการโทรคมนาคมเป็นพื้นฐานสำคัญของสังคมเศรษฐกิจยุคใหม่
.
จับตาสถานการณ์เศรษฐกิจการเมืองในปีนี้แล้ว อาจต้องเพิ่มข้อเรียกร้องข้อที่ 4 ว่าด้วยการส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรมและการต่อต้านทุนยักษ์ใหญ่ผูกขาด เข้าไปอีกข้อหนึ่งอย่างเป็นจริงเป็นจัง เพราะการต่อต้านทุนยักษ์ใหญ่ผูกขาดโยงเข้ากับข้อเรียกร้องทางการเมืองอื่นๆ อย่างแยกไม่ออก
.
เศรษฐกิจกับการเมืองแยกขาดจากกันไม่ได้ เราเป็นประชาธิปไตยแบบที่ฝันไม่ได้ภายใต้เศรษฐกิจผูกขาด เศรษฐกิจดีกับการเมืองดีต้องเดินไปคู่กัน”
.
……….
.
พอ 101 PUB เข้ามาตรวจสอบวาทกรรมของ กสทช. ที่ชอบบอกว่า กสทช. ไม่มีอำนาจสั่งห้ามการควบรวม ทำได้เพียงแค่รับทราบ รับจดแจ้งรายงาน พอเราได้มาอ่านประกาศ กสทช. ที่เป็นลายลักษณ์อักษร ยิ่งงงว่า กสทช. อ่านอย่างไรที่นำไปสู่ข้อสรุปตัดอำนาจตัวเองแบบนั้นได้
.
ผมขอตัดตอนบทวิเคราะห์ของ 101 PUB มาให้อ่านกัน
.
……….
.
ในเอกสารสรุปข้อมูลการควบบริษัทระหว่างบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) โดย กสทช. มีการวิเคราะห์รูปแบบธุรกิจและการถือใบอนุญาต ตลอดจนการวิเคราะห์กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสรุปว่าผู้รวมธุรกิจมีหน้าที่ต้องรายงานต่อเลขาธิการ กสทช. ไม่น้อยกว่า 90 วันก่อนดำเนินการ กสทช.ไม่มีอำนาจในการไม่ให้อนุญาต ทำได้เพียงการกำหนดมาตรการเฉพาะ หากพิจารณาแล้วพบว่าอาจมีผลกระทบต่อการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญ
.
ในความจริงนั้น อำนาจและหน้าที่ของ กสทช. เขียนไว้ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.กสทช. ตลอดจนประกาศของ กสทช. ที่ให้อำนาจกำกับดูแลโดยมีมาตรการป้องกันไม่ให้แสวงหาประโยชน์จากผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรม ตลอดจนป้องกันไม่ให้มีการกระทำอันเป็นการผูกขาด หรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน
.
กฎหมายที่ให้อำนาจหน้าที่อย่างเป็นรูปธรรม คือ ประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรการกำกับดูแลการรวมธุรกิจในการการโทรคมนาคม พ.ศ. 2561 ที่ระบุไว้ค่อนข้างชัดเจน ข้อ 5 ของประกาศนี้กำหนดให้การรวมธุรกิจของผู้รับใบอนุญาตหรือผู้มีอำนาจควบคุมที่ก่อให้เกิดนิติบุคคลใหม่เช่นนี้ จะต้องรายงานต่อ กสทช. ซึ่งข้อ 9 ระบุว่าให้ถือเป็นการ ‘ขออนุญาต’ ตาม ประกาศ กทช. เรื่อง มาตรการป้องกันมิให้มีการกระทำอันเป็นการผูกขาดหรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2549
.
ข้อ 8 ของประกาศฉบับ พ.ศ. 2549 นี้ยังระบุว่า การถือครองธุรกิจในบริการประเภทเดียวกัน ไม่ว่าจะในทางตรง ทางอ้อม หรือผ่านตัวแทน จะทำไม่ได้ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการเสียก่อนในกรณีที่พิจารณาแล้วเห็นว่าการถือครองธุรกิจนี้อาจส่งผลให้เกิดการผูกขาด หรือลด หรือจำกัดการแข่งขันในการให้บริการโทรคมนาคม คณะกรรมการสามารถสั่งห้ามการถือครองกิจการได้
.
นอกจากนี้ ประกาศฉบับ พ.ศ. 2549 และประกาศฉบับ พ.ศ. 2561 ให้อำนาจ กสทช. ในการกำหนดเงื่อนไขหรือมาตรการเฉพาะสำหรับการควบรวม โดยที่ประกาศ พ.ศ. 2561 ให้เกณฑ์ไว้ว่าสามารถทำได้เมื่อ
.
1) ดัชนีการกระจุกตัวหลังการควบรวมสูงกว่า 2,500 จุด
2) มีการเพิ่มขึ้นจากเดิมมากกว่า 100 จุด
3) รายใหม่มีอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
4) มีการครอบครองโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
.
ซึ่ง 101 PUB ประเมินว่าเข้าเกณฑ์ครบทุกข้อ
.
กสทช. สามารถประกาศให้ผู้ประกอบการหลักในธุรกิจโทรคมนาคมเป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาด และใช้มาตรการเฉพาะเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการแข่งขันได้
.
ดังนั้น ที่ กสทช. มักจะเน้นย้ำว่าตนเป็นผู้รับแจ้งรายงาน ไม่มีอำนาจในการสั่งห้ามการควบรวมนั้นจึงไม่เป็นความจริง เพราะสามารถให้อนุญาต อนุญาตอย่างมีเงื่อนไข หรือไม่อนุญาตตามการพิจารณาผลกระทบต่อการแข่งขัน
.
……….
.
6. ทางออกควรจะเป็นอย่างไร?
.
101 PUB เสนอว่า จุดปลายหมายทางในการทำงานของ กสทช. คือการกำกับดูแลเพื่อเพิ่มการแข่งขันในตลาดโทรคมนาคมให้มากขึ้น ไม่ใช่น้อยลง เพื่อประโยชน์ของผู้บริโภคและสังคมส่วนรวม
.
ทางเลือกที่ดีที่สุดต่อสังคม คือ กสทช. ‘ไม่อนุญาต’ ให้เกิดการควบรวมระหว่างทรูกับดีแทค หากดีแทคต้องการออกจากตลาดไทยก็ควรขายกิจการให้กับผู้ประกอบการรายใหม่ที่ประสงค์เข้าสู่ตลาด หรือไม่ก็ขายทอดตลาดมากกว่าการมุ่งรวมธุรกิจกับผู้เล่นรายเก่าในตลาดด้วยกัน
.
หากจะอนุญาตให้มีการควบรวม ควรใช้ ‘มาตรการเฉพาะเชิงโครงสร้าง’ อย่างเข้มข้น เพื่อไม่ให้การแข่งขันลดลง อาทิ การให้ผู้ควบรวมขายคลื่นความถี่ และเสาสัญญาณบางส่วนแก่ผู้เล่นรายใหม่ เพื่อให้มีทรัพยากรเพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจโดยมีต้นทุนที่พอแข่งขันได้
.
กสทช. ยังควรสั่งให้ปล่อยเช่าโครงสร้างพื้นฐานแก่รายใหม่ที่อัตราต้นทุน เป็นระยะเวลายาว เช่น 10 ปี เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้ครอบคลุมประชากรและพื้นที่ในระดับเดียวกันกับผู้เล่นรายเดิมเป็นอย่างน้อย
การควบรวมครั้งนี้สร้างผลกระทบต่อการแข่งขันในระดับโครงสร้างตลาดอย่างสำคัญ การใช้มาตรการเชิงพฤติกรรมอาจไม่เพียงพอต่อการเยียวยาผลกระทบในระยะสั้นและระยะยาว ตลอดจนการติดตามตรวจสอบที่ทำได้ยาก และมีปัญหามาโดยตลอด
.
นอกจากนี้ กสทช. ยังสามารถช่วยลดต้นทุนการดำเนินการเพิ่มเติม ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งกับผู้ประกอบการและผู้บริโภค เช่น การเวนคืนคลื่นความถี่ที่ไม่ได้ถูกใช้งานอย่างเต็มมูลค่า และนำมาจัดสรรใหม่ (Spectrum refarming) และการกำหนดเงื่อนไขการใช้โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมร่วมกัน (Infrastructure sharing) ที่ช่วยให้เกิดการตั้งและใช้เสาสัญญาณร่วมกันได้มากขึ้น แทนที่ทุกเจ้าจะต้องมีเสาสัญญาณของตนเอง
และเพื่อให้สังคมมั่นใจการทำงานของ กสทช. ควรเปิดเผยข้อมูลต่างๆ ที่ใช้ในการตัดสินใจอย่างโปร่งใส ให้ทุกฝ่ายตรวจสอบได้ ไม่ใช่ปกปิดเป็นความลับโดยอ้างว่าเป็นความลับทางธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งควรเปิดเผยวิธีวิเคราะห์ข้อมูล ผลการศึกษาผลกระทบ ตลอดจนข้อคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆ
.
กสทช. ควรเปิดเผยข้อมูลและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาทั้งหมด อาทิ รายงานศึกษาผลกระทบจากการรวมธุรกิจทุกฉบับ, มติที่ประชุมทั้งคณะกรรมการชุดใหญ่ และอนุกรรมการที่ศึกษาการรวมธุรกิจครั้งนี้โดยตรง ทั้งความเห็นของเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย และใช้วิธีถมดำเฉพาะตัวเลขที่เป็นความลับทางธุรกิจจริงๆ แทนที่การปิดไม่ให้เข้าถึงเอกสารทั้งหมด
.
อีกไม่นาน กสทช.ชุดใหม่ที่เพิ่งเข้ารับหน้าที่จะตัดสินใจเรื่องสำคัญนี้ ชวนสังคมช่วยกันจับตาดูผลงานแรกของ กสทช.ชุดใหม่ว่าจะทำงานเพื่อผลประโยชน์ของสาธารณะ หรือของใคร?
.
……….
.
ผู้สนใจอ่านรายงานวิเคราะห์เรื่องนี้ฉบับเต็มที่ ฉัตร คำแสง ผอ. 101 PUB – 101 Public Policy Think Tank เขียนเปิดประเด็นและแสดงข้อมูลที่คำนวณขึ้นใหม่หลายเรื่อง ตามไปอ่านกันได้ ที่นี่
Print Friendly