เรื่องของเขาและผม

เขียน: 8 มิถุนายน 2548

– 1 –

ผมจำได้แม่นว่า มันเป็นเช้าวันหนึ่ง ในห้วงเวลาประมาณห้าปีก่อน ในห้องเรียนสุดหัวมุมชั้นสอง ของอาคารเดือน บุนนาค ที่รังสิต

ผมจำได้แม่นว่า เช้าวันนั้น ผมกำลังทำหน้าที่ตามปกติ โดยอรรถาธิบายทฤษฎีการบริโภคกรอกหูนักศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์มหภาคเบื้องต้นประมาณสี่สิบคนในห้องเรียนห้องนั้น เขาเหล่านั้นเป็นสี่สิบคนที่ผมคุ้นหน้าคุ้นชื่อมาระยะหนึ่งแล้ว

ผมจำได้แม่นว่า เสี้ยววินาทีหนึ่ง สายตาของผมพลันเหลือบเห็นบุคคลแปลกปลอมที่พลัดหลงเข้ามาเป็นบุรุษแปลกหน้าท่ามกลางหมู่คนหน้าเก่า

ผมจำได้แม่นว่า สันดานชอบแกล้งคนของผมทำงานทันทีด้วยการชี้นิ้วไปยังบุคคลแปลกปลอมคนนั้น แล้วหล่นคำถามบางประโยค

“ทำไมผมไม่คุ้นหน้าคุณเลย?” ผมถาม

“ผมเป็นเด็กบีอีครับ มาเก็บตัวซ้อมรักบี้ แล้วเพื่อนชวนมานั่งเรียนด้วยครับ” เขาตอบ

“เคยเรียนวิชานี้มาหรือยัง?” ผมถามต่อ

“เรียนเมื่อเทอมก่อนครับ” เขาตอบกลับ

“ดี … งั้นคุณก็สอนแทนผมได้สิ ลองอธิบายเรื่อง …….”

นับจากวินาทีนั้น – อย่างไม่เคยคาดคิด – ชะตากรรมของผมและเขาก็ถูกผูกคล้องกันเรื่อยมา กระทั่งถึงวันนี้ … วันที่เขาก้าวเดินสู่บทเรียนใหม่แห่งชีวิต เปลี่ยนฐานะมาเป็นเพื่อนร่วมงานร่วมสถาบันของผม และกำลังไล่ล่าไขว่คว้าอะไรบางอย่างอยู่ เพื่อมุ่งหน้ายังบทเรียนต่อไป

ผมจำได้แม่นว่า หลังชั้นเรียน ผมกับเขายืนคุยกันต่อแถวบอร์ดหน้าห้องพักอาจารย์รวมในอีกหลายเรื่อง

เวลานั้น ผมไม่รู้หรอกว่า เขาคือ ‘เจ้าชาย’ แห่งบีอีดังสมญาที่ใครหลายคนร่ำลือ (จะมีใครรู้ไหมว่าชื่อของเขามาจากเสียงแตรรถ ไม่ใช่เจ้าชายดังที่ถูกสร้างภาพ ดุจเดียวกับที่ใช้ภาพกระต่ายมาบดบังความเป็นเสือ)

เวลานั้น ผมไม่รู้ว่า เขาคือเบอร์หนึ่งของบีอี ผู้เป็นที่กล่าวขานในหมู่อาจารย์ ด้วยเกรดเฉลี่ย 4.00 ในปีแรก

ผมไม่รู้อะไรทั้งนั้นเกี่ยวกับตัวเขา

ผมจำได้แม่นก็แต่เพียงชื่อพยางค์เดียวของเขา

– 2 –

หลังจากพบกันครั้งแรก เราปะหน้ากันบ่อยครั้งตามทางเดินบนตึกสำนักท่าพระจันทร์ คำทักทายช่วงแรกเป็นบทสนทนาขนาดสั้น ที่มีหน้าที่เพียงไต่ถามทุกข์สุขกันตามประสาคนเริ่มคุ้นหน้า

แล้วสายลมแห่งชะตากรรมก็พัดมา

เมื่อผมได้รับมอบหมายให้ทำวิจัยสำรวจและประเมินโครงการบีอี เขาเป็นคนแรกที่ผมนึกถึง ยามต้องการนักศึกษาบีอีมาช่วยงานและสัมภาษณ์สอบถามความคิดเห็น

นี่เป็นงานแรกที่เรามีส่วนร่วมลงมือทำด้วยกัน

ไม่นานนัก บทสนทนาระหว่างผมและเขาก็เปลี่ยนจากบทสนทนาขนาดสั้น เป็น บทสนทนาขนาดยาว เปลี่ยนจากคำทักทายที่มีหน้าที่เพียงไต่ถามทุกข์สุขกันตามประสาคนคุ้นหน้า เป็น การแลกเปลี่ยนถกเถียงเรื่องคณะ การศึกษา การเมือง สังคม ความฝัน และชีวิต

แม้ผมไม่เคยเป็นอาจารย์สอนเขาอย่างเป็นทางการ แต่ผมกับเขามีโอกาสผลิตบทสนทนาขนาดยาวกันบ่อยครั้ง … บทสนทนาที่นอกจากผมได้เรียนรู้จากเขา ยังได้เรียนรู้ความเป็นตัวเขาด้วย

ผมคุยกับเขาไม่นานก็ไปฝึกวิชาต่อที่บ้านนอก แต่ตลอดเวลาที่เทียวไปเทียวมา กลับเมืองไทยคราใดก็ได้พบปะพูดคุยกับเขาเสมอ

ผมกับเขาสนิทสนมกันมากขึ้น เมื่อเขาได้รับเลือกเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่วิสคอนซิน แมดิสัน ผมและเขาได้ผลิตบทสนทนาข้ามรัฐลอดรัฐผ่าน MSN กันแทบทุกสัปดาห์ ทั้งที่ว่าด้วยเรื่องหนักหัวและเบาสมอง กระทั่งเขาเดินทางมาเป็นแขกรายแรกที่บ้านนอกของผม แล้วบทสนทนาก็แผ่อาณาจักรขยายวงไปถึงโลกแห่งความรัก

… พร้อมกับจำนวนขวดเบียร์ที่เพิ่มขึ้น

อีกหนึ่งความภาคภูมิใจของผมและเขาคือ สองปีที่ผ่านมา ผมและเขาได้ไปร่วมทำตัวเป็น “คนปลูกต้นไม้” กัน ณ โรงเรียนเก่าของเขา

การสอนเด็กมัธยมที่โรงเรียนเก่าของเขา ร่วมกับอาจารย์วรากรณ์และเขา เป็นประสบการณ์ที่มีค่าที่สุดในปี 2546 ของผม พวกเราได้ตระหนักในพลังสร้างสรรค์แห่งความเป็นครูว่ายิ่งใหญ่เพียงใด

เมื่อเวลาผ่านไป เราได้มีโอกาส ‘ท่องยุทธจักร’ ร่วมกันบ่อยครั้ง ขึ้นเวทีสัมมนาร่วมกัน เป็นบรรณาธิการหนังสือด้วยกัน ฯลฯ

ในงานเปิดตัวหนังสือเล่มแรกในชีวิตผม คนที่ผม ‘เลือก’ ให้ขึ้นเวทีตั้งวงสนทนาร่วมกัน ก็มีอาจารย์วรากรณ์ ภาวิน และก็เขานี่แหล่ะ โดยมีพี่โญดำเนินรายการด้วยคำถามมหาโหด หลังกลับจากการปลีกวิเวก

ช่วงหลัง แม้เขายังคงเรียกผมว่า ‘อาจารย์’ แต่คำคำนั้นคงไม่เพียงพอที่จะสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างผมและเขาได้ครบถ้วนทุกมิติ สำหรับผม เขามิได้เป็นเพียงอดีตลูกศิษย์ ที่ผมต้องพบเจอตามหน้าที่ หากเป็นทั้งน้องชาย และเป็นทั้งเพื่อนรักต่างวัยของผม

ไม่บ่อยครั้งในชีวิตอาจารย์ ที่ – ท่ามกลางลูกศิษย์ที่เปลี่ยนหน้าเข้ามาในชีวิต ปีละร่วมร้อยคน ปีแล้วปีเล่า – จะมีใครสักคน ที่สามารถปักหลัก ผูกผัน และกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราได้

ถึงเวลานี้ ผมรู้สึกว่าตัวเองโชคดีเหลือเกิน

 

– 3 –

มีสองประโยคที่ผมบอกกับเขาอยู่บ่อยครั้ง

ประโยคแรกคือ ผมสัมผัสได้ถึงพลังล้นเหลือในตัวเขา นับแต่วันแรกที่ผมได้เจอ

ผมไม่รู้ว่า พลังที่ว่ามันคือพลังอะไร บางครั้ง ผมแกล้งเรียกมันว่า ‘พลังดารา’

แทบทุกครั้งที่ผมกับเขาได้ผลิตบทสนทนาร่วมกัน หรือลงมือทำอะไรบางอย่างร่วมกัน พลังที่ว่ามักส่องสว่างผ่านประกายตาคู่นั้นของเขา และแสดงความหนักแน่นผ่านน้ำเสียงคุ้นหูที่สดใสกังวาน

ผมไม่รู้ว่า พลังที่ว่ามันคือพลังอะไร รู้แต่ว่า มันเป็นพลังใกล้ตัวที่ผมคุ้นเคย แต่หายากตามสังคมรอบข้าง โดยเฉพาะหายากในหมู่คนรุ่นเขา แม้กระทั่งคนรุ่นผม

สัญชาติญาณส่วนตัวทำให้ผมมั่นใจว่า พลังที่ว่า – ซึ่งซ่อนฝังอัดแน่นอยู่ในตัวเขา – เป็นพลังที่เปี่ยมศักยภาพในการทำให้สังคมอันเต็มไปด้วยปัญหาสังคมนี้ น่าอยู่ และดีขึ้น เป็นพลังที่มิได้มุ่งรับใช้ตนเองมากไปกว่าสังคมส่วนรวม

ที่น่ามหัศจรรย์คือ ยิ่งเขาเติบโตขึ้น ผมกลับพบว่า พลังในตัวเขา สว่างแสงแรงเรื่อยเป็นลำดับ

พลังของเขา ก่อร่างความหวัง และแต่งแต้มภาพแห่งอนาคตที่งดงามในสายตาของผม ที่สำคัญ พลังของเขาช่วยเสริมเติมพลังในตัวผม ที่มอดลงตามวัย ให้กลับมามีชีวิตชีวาลุกโชนขึ้นอีกครั้งแล้วครั้งเล่า

ประโยคที่สอง ทุกครั้งยามผมมองลึกเข้าไปในตัวเขา ผมมองเห็นภาพเลือนรางของตัวผมในอดีต

แน่นอนว่า ภาพของผมและเขามิได้ซ้อนทับกันอย่างแนบสนิท … เขาไม่ใช่ผม และผมไม่ใช่เขา ความข้อนี้เป็นจริงโดยไม่มีสิ่งใดต้องพิสูจน์

แต่ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า ผมกับเขาแบ่งปันลักษณะบางอย่างร่วมกัน เผชิญชะตากรรม ความคาดหวังจากผู้คนรอบข้าง และเหตุการณ์ท้าทายบางลักษณะร่วมกัน ทั้งยังมีเส้นทางชีวิตในบางมิติมิผิดแผกแตกต่างกัน

ผมจะหาญกล้าอวดอ้างว่า เขาเหมือนผมได้อย่างไร ในเมื่อหากคำนึงถึงช่วงอายุเดียวกัน เขาเหนือกว่าผม แทบจะทุกกระบวนท่า

 

– 4 –

คนหลายคนอาจตัดสินคุณค่าของเขาจากใบแสดงผลการเรียนระดับเอกอุ คนหลายคนอาจตัดสินคุณค่าของเขาจากการเป็นนักกีฬาและนักกิจกรรมตัวยง คนหลายคนอาจตัดสินคุณค่าของเขาจากหน้าตาระดับนายแบบนิตยสารสำหรับคนวัยสิบเจ็ด

เขาจะเชื่อผมหรือไม่ หากผมบอกว่า ความนับถือของผมต่อเขา ไม่เคยใส่ใจเปลือกนอกเหล่านั้นเลย

มิใช่ผมไม่เห็นคุณค่าของสิ่งเหล่านั้น แต่ประสบการณ์สี่ปีที่ได้รู้จักกัน เขามีคุณค่าสูงส่งกว่าเปลือกนอกที่สังคมให้คุณค่าเหล่านั้นมากมายนัก

ความเป็นเขาต่างหากที่มีคุณค่าเหนือสิ่งอื่นใด

ความเป็นเขาควรถูกให้นิยามเช่นไร?

… ความมุ่งมั่นพัฒนาตัวเอง

… ความเคารพตัวเอง

… ความถ่อมตัว

… ความมีจิตใจสาธารณะ

… ความเข้มแข็งทางวิชาการ

… ความครบเครื่องรอบด้าน

… ความเฉียบแหลม

… ความใฝ่รู้

… ความสามารถทั้งคิด พูด เขียน

… ความซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น

… ความสดใสมีเสน่ห์

… หรืออื่นใด? หรือทั้งหมดนั่นรวมกัน?

ผมไม่รู้ และมิบังอาจให้คำนิยาม

รู้เพียงแต่ว่า บนเส้นทางก้าวแรกในชีวิตอาจารย์ของผม ตลอดเกือบหกปีที่ผ่านมา การได้มีโอกาสสัมผัสความเป็นเขาในระดับใกล้ชิด และการได้เฝ้าสังเกตความเป็นเขาที่เติบโตอย่างไม่หยุดนิ่ง เป็นประสบการณ์ที่ดีที่สุดในชีวิตอาจารย์ของผม

 

– 5 –

เมื่อผมนั่งนึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างผมกับเขา ผมมักชอบคิดไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างผมกับอาจารย์วรากรณ์

ผมนึกถึงวันที่อาจารย์วรากรณ์ ซึ่งตอนนั้นเป็นคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ เขียนจดหมายด้วยลายมือไปหาผมตั้งแต่ครั้งยังเป็นนักศึกษามัธยมที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล ทั้งที่เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน อาจารย์แนะนำวิชาเศรษฐศาสตร์ ส่งหนังสือมาให้อ่าน ปลุกเร้าให้อยากเรียนเศรษฐศาสตร์ พร้อมทั้งมอบเบอร์โทรศัพท์ที่บ้านให้ผมโทรไปคุย และชวนมาพบปะพูดคุยที่คณะเศรษฐศาสตร์ ท่าพระจันทร์

ผมนึกถึงบรรยากาศที่อาจารย์วรากรณ์แลกเปลี่ยนความคิดกับผมอย่างเป็นกันเอง อบอุ่น และมีเมตตา ตั้งแต่สมัยผมยังใส่ขาสั้นชุดนักเรียนมัธยม นึกถึงความให้เกียรติที่อาจารย์มีให้เด็กรุ่นหลังอย่างผม นึกถึงความไว้เนื้อเชื่อใจให้ผมทำงานใหญ่ตั้งแต่อายุยังน้อย นึกถึงความห่วงใยที่อาจารย์มีต่อผมทั้งเรื่องชีวิต เรื่องเรียน เรื่องครอบครัว กระทั่งเรื่องรัก ตลอด 12 ปีที่รู้จักกัน

อาจารย์วรากรณ์เป็นตัวอย่างที่สอนผมด้วยการกระทำเสมอว่า ครูมิใช่เพียงนักสอนในห้องเรียน แต่ความเป็นครูลึกซึ้งกว่านั้นมาก สำหรับผม อาจารย์มิใช่เป็นอาจารย์ที่ผมรักและเคารพเท่านั้น หากเป็นญาติผู้ใหญ่ที่ผมเคารพนับถือสูงสุดคนหนึ่ง

ผมเข้าใจอาจารย์ชัดเจนขึ้น หลังจากที่ อีกหลายปีต่อมา ได้อ่านข้อเขียนของอาจารย์ในหนังสือ ‘72 ปี อาจารย์ป๋วย’ ที่อาจารย์เล่าให้ฟังว่า อาจารย์ป๋วยให้ความปรารถนาดีในหัวใจต่ออาจารย์ในฐานะลูกศิษย์ ลูกน้อง และลูกเพื่อน มากเพียงใด เนื้อหาตอนหนึ่ง อาจารย์เขียนว่า

“…
ผมได้แต่หวังว่าในชีวิตนี้ ผมคงจะได้มีโอกาสตอบแทนท่านบ้าง ด้วยการสืบทอดความปรารถนาดีในหัวใจเช่นนี้ให้แก่ผู้เป็นเด็กกว่าผมในอนาคต ผมรู้ดีว่าสิ่งนี้แหละคือ สิ่งที่ท่านอาจารย์ป๋วยปรารถนากว่าสิ่งอื่นใด …”

ที่ผมนึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างผมกับอาจารย์วรากรณ์ มิบังอาจยกตัวเองไปเทียบเคียง แต่ผมเชื่อว่า ตลอดห้าปีที่ผมได้รู้จักเขา ผมได้ลงมือทำสิ่งที่อาจารย์วรากรณ์คงปรารถนากว่าสิ่งอื่นใดเช่นกัน

เชื้อพันธุ์แห่งความดี ไม่มีวันตาย หากแพร่พันธุ์ได้รุ่นต่อรุ่น ผมเชื่อเช่นนั้น – และยิ่งเชื่อเช่นนั้น – ทั้งผมยิ่งมั่นใจว่า มันยิ่งไม่มีวันตายเมื่ออยู่ในมือคนปลูกต้นไม้อย่างเขา

 

– 6 –

ผมเคยบอกกับเขาว่า อาจารย์ที่ดีต้องเป็นเสมือนโค้ชฟุตบอลที่สามารถดึงพลังที่ซ่อนอยู่ในตัวของนักเตะแต่ละคนออกมาได้ และสร้างสิ่งแวดล้อม ให้พลังในตัวของนักเตะแต่ละคน ที่แตกต่างกัน ได้เติบโตพัฒนาบนเส้นทางความถนัดและความชอบของตัวเอง ให้เขาเหล่านั้นตระหนักในพลังที่ตนมี และใช้มันเป็น

ผมเคยบอกกับเขาว่า อาชีพอาจารย์เป็นอาชีพที่ยิ่งใหญ่ เพราะมีโอกาสสร้าง ‘โลก’ ใบใหม่จำนวนมากมาย อาจารย์ที่ดีต้องช่วยทำให้ลูกศิษย์สามารถค้นหา ‘โลก’ ของตัวเองเจอ เห็นคุณค่าของการลงแรงสร้าง ‘โลก’ ของตัวเอง กระทั่งอาจต้องแนะแนวทางหรือช่วยลงไม้ลงมือ ให้เขาสร้าง ‘โลก’ ที่เขาอยากเห็นและอยากเป็นได้สำเร็จ

หากทำเช่นนี้ เราย่อมได้ ‘โลก’ ใบใหม่ มากมาย ที่ต่างสวยงาม ในแบบเฉพาะ บนวิถีทางแห่งตน จักรวาลนี้สวยงามก็เพราะมี ‘โลก’ ที่แตกต่างหลากหลาย … หรือมิใช่ ?

ถึงวันนี้ ผมมั่นใจว่าเขาคงมีแบบแปลนของ ‘โลก’ ส่วนตัวของเขา และคงมีแผนการสร้าง ‘โลก’ ส่วนตัวของเขาให้งดงามขึ้นในอนาคต ทั้งยิ่งมั่นใจว่า ‘โลก’ ของเขาคงเต็มไปด้วยพื้นที่กว้างเผื่อแผ่ไปยัง ‘โลก’ ของคนอื่นๆ

เท่าที่ผมได้สัมผัส … ‘โลก’ ส่วนตัวของเขาเป็นโลกที่สวยงามที่สุด ‘โลก’ หนึ่ง เท่าที่ผมเคยเห็น

สวยงามเสียจนไม่ต้องการเครื่องประดับอื่นใด ไม่ว่าเงินทอง ชื่อเสียง ความสำเร็จฉาบฉวย หรือเกียรติยศอื่นใด มาประดับประดาให้รกหูรกตาอีก

 

Print Friendly