เส้นทางชีวิตของหนังสือ (อีก) เล่มหนึ่ง

ในงานเสวนาหนังสือ “สามัญสำนึก” (Common Sense) ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมถาม อ.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ว่า งานเขียนที่ได้ชื่อว่าเป็น “สามัญสำนึก” ของสยามก่อน 2475 มีชิ้นไหนบ้าง?
.
แล้วคำตอบของ อ.ธเนศ ก็คือการเดินทางต่อ สู่หนังสือซีรีส์ “ต้นธารปฏิวัติ” เล่มที่ 3
.
“สยามปฏิวัติ: จาก ‘ฝันละเมอ’ สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ สู่อภิวัฒน์สยาม 2475”
.
.
หนังสือเล่มนี้เป็นบทบันทึกความคิดประชาธิปไตยไทยตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ผ่านเอกสารประวัติศาสตร์ต้นธารปฏิวัติสยาม 2475 จำนวน 5 ชิ้น ชิ้นแรกเก่าแก่ที่สุด เขียนเมื่อ พ.ศ. 2427 คือคำกราบบังคมทูลความเห็นจัดการเปลี่ยนแปลงราชการแผ่นดิน ร.ศ. 103 สมัยรัชกาลที่ 5 โดย พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ ร่วมด้วยคณะเจ้านายและข้าราชการอีก 10 คน ซึ่งมีข้อเสนอหลักคือระบอบกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ, บทความ “ว่าด้วยความฝันละเมอแต่มิใช่นอนหลับ” โดย เทียนวรรณ ปัญญา(สามัญ)ชนปฏิวัติคนแรกๆ ของสยาม นักเขียน บรรณาธิการ และเจ้าของหนังสือพิมพ์ “ตุลวิภาคพจนกิจ” ตีพิมพ์สมัยรัชกาลที่ 5 เช่นกัน, เอกสาร “ว่าด้วยความเสื่อมซามแลความเจรีญของประเทศ” โดย ขุนทวยหาญพิทักษ์ (หมอเหล็ง ศรีจันทร์) หัวหน้าคณะก่อการ ร.ศ. 130 ซึ่งเป็นข้อเขียนลายมือ ถูกทางการค้นพบที่บ้านหลังจากการจับกุม, บทความ “มนุษยภาพ” (3 ตอนจบ) โดย กุหลาบ สายประดิษฐ์ นักหนังสือพิมพ์ บรรณาธิการ และนักเขียน จนถึงประกาศคณะราษฎร 24 มิถุนายน 2475 ที่เชื่อกันว่าปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้เขียน
.
ในหนังสือเล่มนี้ มี อ.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ เขียนบทนำเรื่องความคิดประชาธิปไตยสยามสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และกษิดิศ อนันทนาธร เขียนคำบรรยายเปิดบทเพื่ออธิบายภูมิหลังและความสำคัญของงานเขียนแต่ละชิ้น
.
อ่าน “สยามปฏิวัติ” แล้ว จะเห็นว่า จุดกำเนิดของประชาธิปไตยไทยไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นนับจาก 2475 ที่มีนักเรียนนอกทั้งทหารและพลเรือนจำนวนหนึ่งรวมกลุ่มปฏิวัติประชาธิปไตย ดำเนินการเปลี่ยนแปลงการปกครองเท่านั้น แต่ความคิดประชาธิปไตยแพร่หลายอยู่ในสังคมไทยมาก่อนหน้านานแล้ว อย่างน้อยในสมัยรัชกาลที่ 5 ก็เริ่มพูดถึงการมี “คอนสติติวชัน” เพื่อเดินทาง “ศิวิไลซ์” และข้อเสนอให้เปลี่ยนจาก “แอฟโสลุดโมนากี” เป็น “คอนสติตูชาแนลโมนากี” อย่างเป็นเรื่องเป็นราวในคำกราบบังคมทูลฯ ของพระองค์เจ้าปฤษฎางค์และคณะ
.
และไม่ใช่แค่ในรั้วในวังหรือในหมู่นักเรียนนอกเท่านั้น สามัญชนอย่าง “เทียนวรรณ” ก็คิดเขียนเรื่องประชาธิปไตย ‘ฝันละเมอ’ ถึงการมี “ปาลิเมน” โดย “อะนุญาตให้มีหัวหน้าราษฎรมาพูดธุระชี้แจงของตนแก่รัฐบาลได้” มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เช่นกัน
.
ในสมัยรัชกาลที่ 6 ก่อนหน้าอภิวัฒน์สยาม 2475 ประมาณ 20 ปี ก็มีคณะผู้ก่อการ ร.ศ. 130 ตระเตรียมเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยถกเถียงกันถึงสองระบบใหม่ ระหว่างระบอบประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ และระบอบ “รีปั๊บลิก” ที่ประชาชนเลือกประมุขของประเทศด้วยตัวเอง แต่ไม่ทันได้ลงมือก็ถูกจับกุมเสียก่อน
.
ฟาสต์ฟอร์เวิร์ดต่อไปยังบ่ายวันที่ 24 มิถุนายน 2475 คณะราษฎรได้เชิญคณะ ร.ศ. 130 มาที่พระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งเป็นกองบัญชาการปฏิวัติ พระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะราษฎร กล่าวกับคณะ ร.ศ. 130 ว่า “ถ้าไม่มีคณะคุณ ก็เห็นจะไม่มีคณะผม” ข้าง อ.ปรีดี พนมยงค์ ก็กล่าวทำนองเดียวกันว่า “พวกผมถือว่าการปฏิวัติครั้งนี้เป็นการกระทำต่อเนื่องกันมาจากการกระทำเมื่อ ร.ศ. 130”
.
แต่แม้อภิวัฒน์สยาม 2475 ปรากฏ ก็ยากจะกล่าวว่าปฏิบัติการเปลี่ยน ‘ฝันละเมอ’ ถึงประชาธิปไตยให้กลายเป็นจริงได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว เพราะจวบจน 2564 ประชาธิปไตยก็ยังไม่ลงหลักปักฐานอย่างมั่นคงถาวรในสังคมไทยเสียที
.
…………
.
“มิติของความใฝ่ฝันเป็นลักษณะความคิดทางการเมืองของคนข้างล่างที่มองออกไปยังอนาคตกาล”
.
ถ้อยความข้างต้นเป็นประโยคหนึ่งในบทนำของ อ.ธเนศ ที่ผมชอบมาก ในงานเขียนทั้ง 5 ชิ้นนี้ คีย์เวิร์ดสำคัญอันหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงคือ ‘ความฝัน’ ไม่ว่าจะเรียก ‘ความใฝ่ฝัน’ หรือ ‘ความฝันละเมอ’ ก็ตาม
.
ในแง่นี้ ความฝันคือเครื่องมือของสามัญชนหรือไพร่หรือฐานันดรที่สามอย่างพวกเราในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เสรีภาพ และความเท่าเทียม อีกทั้งคืออาวุธในการสร้างอนาคตใหม่ที่นับรวมทุกคนเสมอกันนั่นเอง
.
แล้วใครเล่าจะมีพลัง ‘ฝัน’ ถึงอนาคตใหม่ได้ก้าวไกลและไร้พันธนาการได้เท่าคนหนุ่มคนสาว
.
ย้อนกลับไปอ่านงานบนบ่ายักษ์ทั้งห้าชิ้น แล้วพินิจบริบททางประวัติศาสตร์ และกดเครื่องคิดเลขบวกลบปี พ.ศ. ดีๆ จะเห็นประจักษ์พยานว่า โลกนี้ขับเคลื่อนและเปลี่ยนแปลงด้วยพลัง ‘เยาวรุ่น’ โดยแท้
.
ปรีดี พนมยงค์ เขียนประกาศคณะราษฎร เป็นผู้นำคณะราษฎรสายพลเรือน เปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อตอนอายุ 32 ปี เมื่อครั้งเป็นนายกรัฐมนตรีก็มีอายุได้ 46 ปี
.
ส่วนพระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นหัวหน้าคณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่ออายุราว 45 ปี ยศพันเอก และอีกหนึ่งปีถัดมาก็เป็นนายกรัฐมนตรี หรือจอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อ พ.ศ. 2475 เป็นพันตรี อายุ 35 ปี ต่อมาเมื่อเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรกก็มีอายุเพียง 41 ปี
.
กุหลาบ สายประดิษฐ์ เขียน “มนุษยภาพ” งานเขียนชิ้นประวัติศาสตร์ของวงการหนังสือพิมพ์ไทย เมื่ออายุ 26 ปี ก่อนวันอภิวัฒน์สยามเพียงไม่กี่เดือน โดยตั้งคำถามว่า ‘ความจริง’ คืออะไร ความจริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับ ‘อำนาจ’ แต่ขึ้นอยู่กับ ‘ความซื่อตรง’ ซึ่งความจริงและความซื่อตรงเป็นรากฐานของ ‘นิติธรรม’ อ.ธเนศ วิเคราะห์ว่าการเรียกร้องถึง “มนุษยภาพ” หรือความเป็นคนที่วางอยู่บนความจริง ไม่ใช่บนอำนาจและการหลอกลวงของชนชั้นปกครอง เป็นการปฏิเสธความชอบธรรมตามประเพณีของผู้ปกครองสยามสมัยนั้น ไม่แปลกใจที่สุชาติ สวัสดิ์ศรี ยกให้งานชิ้นนี้มีคุณค่าเทียบเท่าประกาศคณะราษฎรทีเดียว
.
หมอเหล็ง ศรีจันทร์ หรือขุนทวยหาญพิทักษ์ อายุได้ 29 ปี มียศร้อยเอก ตอนเป็นหัวหน้าคณะผู้ก่อการ ร.ศ. 130 ต่อมาเมื่อได้เห็น ‘ฝันละเมอ’ ในอดีตของตนก่อรูปเกิดร่างในปี 2475 ก็อายุได้ 50 ปีเท่านั้นเอง กษิดิศนั่งไล่ข้อมูลดูก็พบว่า สมาชิกของคณะ ร.ศ. 130 กว่า 80% มีอายุ 20-25 ปีเท่านั้น หลายคนถึงได้ขนานนามว่าเป็นกบฏยังเติร์กรุ่นแรกของสยาม
.
ส่วนเทียนวรรณ แม้จะเขียน “ว่าด้วยความฝันละเมอแต่มิใช่นอนหลับ” เมื่ออายุได้ 62 ปี หลังจากติดคุกราวโดนขังลืมร่วม 20 ปี แต่ในบทความก็เขียนไว้อย่างชัดเจนว่าขอเล่า ‘ความฝันละเมอ’ ที่ได้เคยฝันไว้ตั้งแต่เมื่ออายุ 30 ปี
.
“ในเวลาที่มิได้นอนหลับนั่งลืมตาอยู่ได้ฝันเห็นไปว่า, ถ้าทำได้จะทำคือคิดจะจัดบ้านเมืองแลเปลี่ยนแปลงแก้ไขขนบธรรมเนียมในประเทศสยามเสียใหม่, ให้ดีให้ทันแก่ไสมยของบุคคลที่เห็นว่าจะดีได้แลทำได้…”
.
แล้วเขาก็บอกเล่าความฝัน 34 ข้อ ตั้งแต่การมีรัฐสภา ศาลสถิตย์ยุติธรรมที่มีคนซื่อตรงและความรู้มาเป็นผู้พิพากษาตุลาการ การแต่งงานแบบผัวเดียวเมียเดียว การเลิกทาส การทหาร การขนส่งสาธารณะ การชลประทาน การสื่อสาร การตั้งธนาคาร เรือเรียนรู้ กระทั่งการทำปลากระป๋อง!
.
ปิดท้ายที่คำกราบบังคมทูลฯ ถึงรัชกาลที่ 5 ตัวตั้งตัวตีที่ทำให้เกิดบันทึกฉบับนี้ คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ ตอนที่เขียนเอกสารนี้มีอายุ 33 ปี และเจ้านายอีกสามพระองค์ที่มีส่วนร่วมคือ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นนเรศรวรฤทธิ์ หรือพระองค์เจ้ากฤษดาภินิหาร (ต่อมาคือพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศรวรฤทธิ์) ตอนนั้นอายุ 30 ปี, พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าโสณบัณฑิต (ต่อมาคือพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนพิทยลาภพฤฒิธาดา) ตอนนั้นอายุ 21 ปี และพระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าสวัสดิโสภณ (ต่อมาคือสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัตนวิศิษฏ) อายุเพียง 19 ปีเท่านั้น
.
ทางด้านรัชกาลที่ 5 ในขณะนั้นก็มีพระชนมพรรษา 31 พรรษาเท่านั้นเอง แต่ก็มิได้อ่อนประสบการณ์ เพราะพระองค์ครองราชย์ตั้งแต่ 15 พรรษา (จนถึง 57 พรรษา) อยากชวนให้อ่านจดหมายตอบโต้กันระหว่างกษัตริย์หนุ่มและคณะเจ้านายหนุ่มและข้าราชการหนุ่มเมื่อเกือบ 140 ปีก่อนกันครับ
.
………
.
ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ประเทศนี้เคยถูกขับเคลื่อนด้วยคนหนุ่มสาวอย่างไร ณ วันนี้ก็มิอาจเลี่ยงพ้น อย่าได้ประมาทพลังพิเศษแห่งความหนุ่มสาว ที่กล้าตั้งคำถาม กล้าคิดพ้นคอก พ้นกรอบ พ้นกะลา เป็น “ความกล้า” แบบที่หาได้ยากในคนสูงวัยที่มักเคยชินหรือสยบยอมต่อระบอบไปแล้ว
.
ไม่ว่าคนรุ่นเก่าหรือพลังเก่าที่พยายามปิดกั้นหรือฉุดรั้งการเปลี่ยนแปลงจากคนรุ่นใหม่หรือพลังใหม่เพียงใด ก็ไม่อาจฝืนเอาชนะกฎแห่งธรรมชาติได้ในที่สุด ดังที่ อ.ปรีดี เคยเขียนไว้ใน “ความเป็นอนิจจังของสังคม” ว่า
.
“… พลังเก่าที่สลายไปนั้นได้สูญสิ้นไปเฉพาะรูปภายนอกของระบบการเมือง แต่บุคคลเก่ายังแฝงอยู่ในกลไกอำนาจรัฐและอำนาจเศรษฐกิจ ซึ่งยังคงมีทรรศนะทางสังคมตามระบบเก่าที่ล้าหลัง สิ่งตกค้างของระบบเก่าชนิดนี้มีทรรศนะที่ผิดจากกฎธรรมชาติยิ่งกว่าบุคคลก้าวหน้าแห่งวรรณะเก่าเอง ฉะนั้นจึงดำเนินการโต้กฎธรรมชาติและกฎแห่งอนิจจัง ดึงสังคมให้ถอยหลังเข้าคลองยิ่งกว่าพวกถอยหลังเข้าคลองที่จำต้องเป็นไปตามสภาวะของเขา แต่อย่างไรก็ตาม การดึงให้สังคมถอยหลังก็เป็นไปเพียงชั่วคราว เพราะในที่สุดกฎแห่งอนิจจังต้องประจักษ์ขึ้น”
.
ถึงตรงนี้ ผมขอปิดท้ายด้วยส่วนหนึ่งของบทนำโดย อ.ธเนศ
.
“บัดนี้คนรุ่นใหม่ได้ข้อสรุปใหม่ของพวกเขาแล้วว่า ประชาชนสามารถลุกขึ้นเปลี่ยนแปลงรัฐบาลและระบอบการปกครองได้เอง ความเชื่อดังกล่าวไม่ใช่เป็นเพียงความเพ้อฝัน หากแต่คนเหล่านั้นเชื่อจริงๆ ว่า การปฏิวัติสังคมอยู่ในมือของราษฎรแล้ว และสามารถทำได้ บรรลุความสำเร็จได้ ไม่ใช่เป็นเพียงคำทำนายดังกาลก่อนด้วย
.
ลักษณะเด่นของความคิดทางการเมืองสมัยใหม่แบบประชาธิปไตยจึงอยู่ที่พลังแห่งการปลดปล่อย ไม่ใช่อำนาจศักดิ์สิทธิ์แบบเก่าที่ยิ่งทำให้คนงมงายและยอมตนเป็นข้าทาสคนชั้นสูงอย่างโงหัวไม่ขึ้น ตรงกันข้าม ความคิดและอุดมการณ์แบบประชาธิปไตยเน้นหนักให้ความสำคัญแก่ความเป็นปัจเจกบุคคล ความเป็นตัวของตัวเอง หรือความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งสากลอันมนุษย์ทุกหนทุกแห่งล้วนปรารถนาและดิ้นรนเพื่อไปสู่จุดหมายนี้
.
ในทางปฏิบัติหมายความว่า ความคิดประชาธิปไตยส่งเสริมสนับสนุนให้มนุษย์มีอำนาจในการปกครองเหนือตัวเองและชุมชนของพวกตนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่มีใครเป็นเจ้านายและบ่าวไพร่อีกต่อไป ทุกคนต่างเป็นพลเมืองแห่งรัฐชาติสมัยใหม่ที่เสมอหน้ากันนั่นเอง”
.
ชวนอ่าน “สยามปฏิวัติ” กันครับ … มองเห็น ‘ฝันละเมอ’ ถึงสังคม ‘ศรีวิลัย’ จาก 2427 สู่ 2475 ถึง 2564 แล้ว ตาสว่างลุกตื่นมาลงมือสร้างประชาธิปไตยกันอย่างไรดีครับ
Print Friendly