เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยฟุตบอล(โลก)

ศึกฟุตบอลโลกครั้งที่ 17 ที่ประเทศเกาหลีใต้และญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2545  ซึ่งมีทีมฟุตบอลจาก 32 ประเทศทั่วโลก ที่รวมกันเป็นเจ้าของส่วนแบ่ง 84% ของผลผลิตรวมของโลกใบนี้ เข้าร่วมแข่งขัน กำลังเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายลงทุกทีแล้ว

แท้ที่จริงแล้ว The Federation Internationale De Football Association หรือ FIFA มีสมาชิกมากกว่า United Nations หรือ UN เสียอีก   FIFA มีประเทศสมาชิก 204 ประเทศ ขณะที่ UN มีประเทศสมาชิกเพียง 189 ประเทศเท่านั้น โลกแห่งฟุตบอลเชื่อมร้อยโลกของมนุษยชาติเข้าด้วยกัน

 

จากการสำรวจคาดกันว่า ฟุตบอลโลกคราวนี้ จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศเจ้าภาพดีขึ้น ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจให้สูงขึ้น  International Herald Tribune คาดการณ์ว่า ฟุตบอลโลกจะอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่เศรษฐกิจเกาหลีใต้ 6.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ และสร้างงานเพิ่มขึ้นอีก  350,000 อัตรา  ส่วน Dentsu, Inc. ประมาณการตัวเลขในประเทศญี่ปุ่นว่า ฟุตบอลโลกจะสร้างเม็ดเงินเพิ่มขึ้นในระบบถึง 23.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการลงทุนก่อสร้างมากกว่าครึี่งหนึ่ง ที่เหลือก็เป็นรายได้จากการท่องเที่ยว เป็นหลัก

เมื่อคราวฟุตบอลโลกครั้งก่อนที่ประเทศฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพในปี 1998  มีงานศึกษาโดยใช้ข้อมูลฟุตบอลโลกจำนวน 10 ครั้ง ตั้งแต่ปี 1954 ถึง 1990 งานวิจัยพบว่า  การเป็นเจ้าภาพจะทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเจ้าภาพในปีถัดมาสูงขึ้นถึง 7 ใน 10 ครั้ง  คำนวณโดยเฉลี่ยแล้ว เศรษฐกิจจะเติบโตขึ้น 1% เมื่อเทียบกับช่วงสองปีก่อนหน้าฟุตบอลโลก

นอกจาก “ผลจากการเป็นเจ้าภาพ”  (Host Country Effect) แล้ว มีการพยายามสำรวจ “ผลจากการเป็นแชมป์” (Champion Effect) ด้วย แต่ผลอย่างหลังไม่ได้ข้อสรุปชัดเจน เพราะ 5 ใน 10 ครั้ง แชมเปี้ยนมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น ส่วนอีกครึ่งหนึ่งลดลง แต่ถ้าประเทศไหนเป็นทั้งเจ้าภาพและทั้งแชมเปี้ยนด้วยแล้ว เช่น ประเทศอาร์เจนตินาในปี 1978 เศรษฐกิจเติบโตขึ้นจากใกล้ศูนย์เป็น 5.6% ทีเดียว

ตัวเลขที่ว่า เอามาให้ดูกันเล่น ๆ เท่านั้น แน่นอนว่า สภาพเศรษฐกิจของประเทศหนึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง มิใช่แค่ฟุตบอลโลก

ในอีกมุมหนึ่ง มีการประมาณการผลด้านลบทางเศรษฐกิจของฟุตบอลโลกเช่นกัน ธนาคาร Barclays แห่งประเทศอังกฤษทำนายว่า ฟุตบอลโลกทำให้ผลิตภาพ (Productivity) ในการทำงานลดลง หมายถึง ทำงานได้น้อยลงในเวลาเท่าเดิม หรือทำงานได้เท่าเดิม แต่ต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้น

หากอังกฤษไปได้ตลอดรอดฝั่งจนถึงนัดชิง ประมาณการกันว่า เศรษฐกิจของประเทศอังกฤษจะสูญเสียผลผลิตรวมมูลค่า 4.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 0.3% ของผลผลิตรวมของประเทศทีเดียว

ส่วน Center of Economics and Business Research ก็วิเคราะห์ทำนองเดียวกันว่า กระแสฟุตบอลโลกฟีเวอร์จะกระทบเศรษฐกิจในกลุ่มสหภาพยุโรปไม่เบา ประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่สุดสิบอันดับแรกจะสูญเสียผลผลิตรวมถึง 0.3-0.75% ของผลผลิตรวมทั้งหมดในไตรมาสที่สอง หรือประมาณ 8.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ

 

ฟุตบอลโลกปีนี้คาดว่าจะฟีเวอร์มากกว่าครั้งไหน ๆ เนื่องจาก ปัจจุบัน ฟุตบอลกลายเป็นสินค้าวัฒนธรรมของโลกไปแล้ว

ปัจจัยที่สร้างความนิยมให้ฟุตบอลกลายเป็นกีฬาแห่งโลกก็คือ “การถ่ายทอดทางโทรทัศน์” ไปทั่วโลกนั่นเอง  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงทศวรรษหลังนี้ ตลาดลิขสิทธิ์ถ่ายทอดฟุตบอลทางโทรทัศน์เกิดภาวะฟองสบู่ ทำให้แต่ละสโมสรฟุตบอลได้รับส่วนแบ่งค่าลิขสิทธิ์เป็นจำนวนมากกว่าพื้นฐานที่เป็นจริง   อำนาจซื้อที่เพิ่มมากขึ้นนำมาซึ่งการแข่งขันซื้อตัวนักฟุตบอลและจ่ายค่าเหนื่อยด้วยราคาสูงเกินกว่าพื้นฐานที่ควรจะเป็น อีกทั้ง ธุรกิจฟุตบอลได้เปลี่ยนโฉมหน้า กลายเป็น “สินค้า” อย่างเต็มตัวในหลายมิติ

ฟุตบอลโลกคราวก่อนที่ฝรั่งเศสมีการประเมินกันว่า มีผู้ชมทั่วโลกกว่าสองพันล้านคน ตลอดการแข่งขัน มาคราวนี้ คาดกันว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นสามพันล้านคนทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการแข่งขันครั้งนี้มีประเทศจีนเข้าร่วมด้วยเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก  แค่ฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกเมื่อปลายปี 2544 ซึ่งเป็นนัดชี้ชะตาของทีมชาติจีน โดยแข่งกับทีมชาติโอมาน มีคนจีนเฝ้าชมทางโทรทัศน์กว่า 300 ล้านคนเข้าไปแล้ว

เมื่อกล่าวถึงสถิติการรับชมโทรทัศน์ ก็อดคิดไม่ได้ว่าเป็นภาพสะท้อนของความไม่เท่าเทียมกันในระดับโลก (Global Inequality) ได้ระดับหนึ่ง

จากข้อมูลของ The Globalist  หากไม่นับรวมประเทศแอฟริกาใต้ ทวีปแอฟริกามีประชากรทั้งสิ้น 530 ล้านคน แต่มีจำนวนโทรทัศน์เพียง 67 ล้านเครื่องเท่านั้น  คนแอฟริกาส่วนใหญ่จะเชียร์ทีมตัวแทนทั้งห้าของตน ก็ต้องพึ่งวิทยุเป็นหลัก  ขณะที่อีกซีกโลกหนึ่ง ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แทบทุกครัวเรือนมีโทรทัศน์เป็นของตัวเอง และ 74% ของครัวเรือนทั้งหมดมีโทรทัศน์อย่างต่ำสองเครื่อง

ตลกร้ายก็คือ คนอเมริกาไม่ชอบดูฟุตบอล

 

ในยุคฟุตบอลเป็นสินค้าวัฒนธรรมที่เฟื่องฟู  มีหลากหลายแง่มุมที่สัมพันธ์เกี่ยวข้องกับเศรษฐศาสตร์ ไม่ว่าจะกระแสหลักหรือรอง

ที่แน่ ๆ การจากไปของฝรั่งเศส อาร์เจนตินา และอิตาลี ในรอบต้น ๆ ของฟุตบอลโลกครั้งนี้ คงตอกย้ำสมมตฐานเรื่อง “ความไม่แน่นอนของผลการแข่งขัน”(Uncertainty-of-Outcome Hypothesis)  จากกรอบการวิเคราะห์ของ “เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยฟุตบอล” ได้เป็นอย่างดี และเชื่อแน่ว่าฟุตบอลจะยังเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยม และเป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จไปอีกนาน

เสน่ห์ของฟุตบอลอยู่ที่ “ความไม่แน่นอน” นั่นเอง  ประเด็นไม่ใช่แค่เสน่ห์และความสนุกของผู้ชมเพียงอย่างเดียว หากยังเกี่ยวพันกับความสำเร็จทางธุรกิจโดยรวมอีกด้วย

เหตุผลก็คือ ปัจจัยกำหนดรายได้จากค่าผ่านประตู (รวมถึง กำไรจากการจัดการแข่งขันและระดับความนิยมของฟุตบอล) ขึ้นอยู่กับความไม่แน่นอนของผลการแข่งขันเป็นสำคัญ

หากการแข่งขันในลีกใดมีทีมหนึ่งทีมใดมีอำนาจผูกขาดอยู่ทีมเดียว เล่นอย่างไรก็แบเบอร์ชนะ ก็สนุกอยู่แค่ทีมเดียวหรือชาติเดียว ยากที่จะได้ฐานผู้ชมในวงกว้าง ยากที่แฟนมวยรองจะให้ความสนใจติดตาม แต่หากช่องว่างทั้งด้านความสามารถและทางการเงินระหว่างแต่ละทีมมีน้อย  แต่ละทีมสู้กันได้สนุก พลิกชนะกันได้ตลอด  คนดูก็ยิ่งสนุก ฟุตบอลก็ยิ่งเป็นที่นิยม  ธุรกิจฟุตบอลก็เติบโตดีตามไปด้วย

ฉะนั้น หน้าที่ขององค์กรกำกับดูแลการแข่งขันอย่าง FIFA หรือสมาคมฟุตบอลลีกในแต่ละประเทศ นอกจากจะพยายามรักษาอำนาจผูกขาดของตนเพื่อแสวงหากำไรสูงสุดแล้ว ยังต้องควบคุมและกำกับตลาดกีฬา ทั้งตลาดผลผลิตและแรงงาน  โดยพยายามรักษาผลการแข่งขันให้คาดการณ์ไม่ได้ และรักษาดุลอำนาจในการแข่งขันของแต่ละทีมที่เข้าแข่งให้ใกล้เคียงกัน

เป้าหมายดังกล่าวขององค์กรกำกับดูแลการแข่งขัน ย่อมขัดแย้งกับผลประโยชน์ของทีมฟุตบอลแต่ละทีม ที่ต่างต้องการแสวงหากำไรสูงสุดและความสำเร็จสูงสุดให้ตัวเอง  ซึ่งความสำเร็จของแต่ละทีมจักเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการพยายามหนีห่างทีมอื่นให้ได้มากที่สุดนั่นเอง เช่น การทุ่มเงินซื้อนักเตะชื่อดัง  การพัฒนาคุณภาพของระบบ “แมวมอง” ให้สามารถดึงนักเตะเยาวชนมาบ่มเพาะเพื่ออนาคต เป็นต้น

เมื่อเป็นดังนี้ ขนาดของความไม่เท่าเทียมกันของแต่ละทีมในเกมการแข่งขัน ก็เป็นผลพวงของดุลอำนาจระหว่างองค์กรกำกับดูแลการแข่งขันและทีมฟุตบอลแต่ละทีมนั่นเอง  ทั้งสองส่วนสะท้อนผลประโยชน์อันขัดแย้งกัน ที่ต่างฝ่ายต่างพยายามต่อสู้แย่งชิง

จากข้อมูลเชิงประจักษ์ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ช่องว่างของทีมชั้นนำและทีมชั้นรองนับวันยิ่งถ่างกว้างขึ้น มากจนกระทั่งมีเสียงเรียกร้องอย่างหนาหูให้มีการ “จัดระเบียบ” เกมการแข่งขันนอกสนามมากยิ่งขึ้น เช่น การจำกัดเพดานค่าจ้างของนักเตะในทีม  การให้ความคุ้มครองและให้ความเป็นธรรมแก่สโมสรชั้นรองในส่วนของนักเตะเยาวชนที่ตนเป็นผู้ปลุกปั้น  เป็นต้น

 

ตีพิมพ์: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 22 มิถุนายน 2545

Print Friendly