เปิดทางเลือก..นิตยสารออนไลน์

การปรากฏตัวของสื่อที่ถูกจัดเข้ากลุ่มสื่อทางเลือกสำหรับผู้เสพสื่อชาวไทย ในรูปแบบของนิตยสารออนไลน์ ในช่วงเวลายังไม่ถึงขวบเดือนของ Open ที่มีลักษณะของการเป็นชุมชนทางความคิดออนไลน์มากกว่า

สังคมเสพสุขทางด้านภาพและเสียงบนพื้นที่ที่ว่ากันว่าไร้ขีดจำกัดอย่างไซเบอร์สเปซเป็นอีกหนึ่งมิติของโลกสังคมข่าวสารที่กำลังเปลี่ยนแปลงทั้งด้านรูปแบบการผลิตวัฒนธรรมการอ่าน

ทศพร กลิ่นหอม รายงาน

…….

การจากไปและการดำรงอยู่ของนิตยสารเล่มหนึ่งๆ อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่โตแต่ในวงจรคนอ่านและคนผลิตงานนิตยสารที่กลายเป็น “ทางเลือก” ในการเสพสาระทำให้นิตยสาร OPEN โดดเด่นท่ามกลางนิตยสารเกลื่อนแผงลักษณะเด่นของนิตยสารโอเพ่นที่ไม่ใช่ นิตยสารเพื่อผู้หญิง นิตยสารผู้ชายนิตยสารธุรกิจหรือเฉพาะทางในด้านความสนใจเชิงวัตถุตอบสนองสังคมวัตถุนิยมแต่เป็นนิตยสารที่มีเรื่องราวความเป็นไปของสังคม สะท้อนผ่านมุมมองต่างๆทั้งคอลัมนิสต์ที่เป็นนักวิชาการ นักเขียน นักดนตรี คนทำหนังมีทั้งบทวิพากษ์เศรษฐกิจสังคม การเมือง วัฒนธรรม ขณะที่บทสัมภาษณ์บุคคลหรือเรื่องราวน่าสนใจที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน

ในบทแถลงการณ์ของ ปกป้อง จันวิทย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้รับตำแหน่งบรรณาธิการฉบับออนไลน์ www.onopen.com ของนิตยสารโอเพ่น ได้เอ่ยถึงการเปลี่ยนแปลงของนิตยสาร จากรูปแบบสื่อสิ่งพิมพ์สู่สื่อไซเบอร์ว่า “จนเมื่อนิตยสาร OPEN ฉบับ ‘ลาพักร้อน’ ออกวางแผงเมื่อเดือนมีนาคม 2548 ผมก็ยิ่งยุคุณภิญโญเรื่องการทำเวบไซต์ OPEN หนักขึ้นและจริงจังขึ้นเพื่อเป็นสื่อกลางในการติดต่อพูดคุยระหว่างคนทำ OPEN และคนอ่าน OPEN แทนที่นิตยสารที่ปิดตัวไป, เป็นช่องทางนำงานเขียนเก่าๆ ในนิตยสาร OPEN และใน journal รายสะดวก อย่าง October หรือ Open House มาให้อ่านกันพอหอมปากหอมคอ, เป็นพื้นที่แจ้งข่าวสารความเคลื่อนไหว และรายละเอียดหนังสือใหม่ของสำนักพิมพ์ openbooks และเป็นเวทีให้คุณภิญโญได้พูดคุยกับแฟนานุแฟน OPEN ตามกาละอันควร” (http://www.onopen.com/2006/editor-spaces/187)

เป็นถ้อยแถลงแก้ข้อข้องใจของบรรดาแฟนนิตยสารที่ถือกำเนิดเป็นสิ่งพิมพ์เมื่อปีพ.ศ.2542 ภายใต้การดูแลของบรรณาธิการที่ชื่อ ภิญโญ ไตรสุริยะธรรมาและมีการปรับเปลี่ยนรูปโฉมไปหลายครั้งด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจและเหตุผลทางอุดมการณ์ของกลุ่มคนทำ จนกระทั่งในเดือนมีนาคมปี 2548 นิตยสารโอเพ่น รายเดือน ก็วางแผงเป็นเล่มสุดท้ายนานหลายเดือนก่อนจะมีฉบับออนไลน์ปรากฏขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

 

นิตยสารที่ไม่ต้องการกระดาษ

รูปลักษณ์ของนิตยสารฉบับพิมพ์กระดาษที่เน้นหน้าพิมพ์เนื้อหามากกว่าหน้าพิมพ์โฆษณา เป็นจุดที่ทำให้โอเพ่นมีที่ยืนในบรรณพิภพอย่างชัดเจนแม้จะไม่มั่นคงในบั้นปลาย ทว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งล่าสุด สู่โลกไซเบอร์สเปซที่บรรณาธิการเอ่ยอ้างว่า แรงผลักสำคัญส่วนหนึ่งมาจาก “ความเป็นชุมชน”ของผู้อ่านและผู้เขียนนิตยสารเล่มนี้ที่กำลังเคลื่อนจากแฟนหนังสือมาสู่ชุมชนออนไลน์ด้วยความมุ่งหมายตรงกันในการแสวงหาเนื้อหาสาระบางอย่างที่ไม่พบในสื่ออื่นๆ

การปรับที่ บก.บอกว่าเป็นการยกเนื้อหาที่เคยตีพิมพ์เป็นกระดาษมาไว้ในออนไลน์เนื้อหาบทความที่แบ่งคอลัมน์คล้ายคลึงกับฉบับที่พิมพ์เป็นกระดาษเดิม “ผมมองโอเพ่นออนไลน์เป็นหนังสือเล่มหนึ่ง เนื้อหาก็เป็นบทความงานเขียนที่เหมือนพิมพ์ตามหน้านิตยสารและสิ่งพิมพ์ต่างๆ นั่นเองแค่ไม่ผ่านกระบวนการพิมพ์มาเป็นฉบับกระดาษเอาเนื้อหามาสิงสถิตย์อยู่ในไซเบอร์สเปซเท่านั้นเอง”

เนื้อหาที่ปรากฏบนฉบับออนไลน์ ยังคงครบถ้วนทั้งบทความ สารคดีบทสัมภาษณ์และบทบรรณาธิการ “ข้อได้เปรียบของนิตยสารออนไลน์ก็คือเราเอาบทความขึ้นให้คนอ่านได้ทันที เช่นมีคนส่งคอลัมน์ไหนมาผมกับอัพโหลดขึ้นเวบได้ทันที ถึงคนอ่านในเวลารวดเร็วไม่เหมือนนิตยสารกระดาษที่เราต้องรอต้นฉบับครบ มีวันปิดเล่ม ผ่านกระบวนการพิมพ์ต้นฉบับกว่าจะมาถึงมือคนทำและไปถึงคนอ่านมันมีช่องเรื่องระยะเวลาอยู่ แต่ออนไลน์มันเปลี่ยนได้ทันที”

จากเดิมที่เป็นนิตยสารรายเดือน เมื่อผันมาสู่รูปแบบใหม่การส่งต้นฉบับของคนเขียนยังคงส่งในรอบรายเดือน แต่ยืดหยุ่นเวลาได้ไม่จำเป็นต้องส่งพร้อมกันทุกคนซึ่งเป็นวิธีการที่ทำให้นิตยสารออนไลน์มีความเคลื่อนไหว ด้านเนื้อหาตลอดเวลา “คนส่งกะประมาณเดือนละครั้ง ให้เวบเคลื่อนไหว บางคนส่งกลางเดือน บางคนส่งต้นเดือนในทางปฏิบัติเวบก็มีการเคลื่อนไหวได้ทุกวัน” บก.อธิบาย

“การเป็นออนไลน์ ใช้ต้นทุนต่ำกว่าเป็นหนังสือกระดาษ ต้นทุนการผลิตต่ำคุณไม่ต้องเสียค่าโรงพิมพ์ และต้นทุนการบริหารจัดการก็ต่ำด้วย ” ปกป้องเล่าจากห้องทำงานที่มหาวิทยาลัยในย่านท่าพระจันทร์ “ผมไม่ต้องจ้างกองบรรณาธิการแค่โต๊ะทำงานกับคอมพิวเตอร์ของผมที่นี่ก็เป็นกองบรรณาธิการแล้วงานวิชาการที่เป็นงานหลักผมก็ไม่เสีย”

และปกป้องยังได้พูดถึงรูปแบบการนำเสนออันใหม่นี้ว่า “open online เป็นการทดลองโมเดลใหม่ในการรักษาชุมชน OPEN ไว้ ไม่ให้ล้มหายตายจากไปตามฉบับกระดาษแม้นิตยสาร OPEN ยุคสุดท้ายจะใช้โมเดล ‘เศรษฐกิจพอเพียง’ ในการอยู่รอดโดยลดต้นทุนการผลิต ไม่หวังพึ่งโฆษณา เน้นรายได้จากยอดขาย พึ่งพิงตัวเองเป็นหลักแต่ก็ได้พิสูจน์แล้วว่า นิตยสารที่มีเนื้อหาทำนองนี้ และไม่มีโฆษณาไม่สามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่างยั่งยืนภายใต้โครงสร้างตลาดนิตยสารอันบิดเบี้ยวของประเทศไทยช่วงที่คุณภิญโญสามารถรักษา OPEN ให้วางเด่นบนแผงหนังสือได้คือช่วงที่ตัวเองต้องกัดฟันกลืนเลือด แบกรับต้นทุนส่วนตัวเพื่อรักษามันไว้ หมดแรงสิ้นพลัง เมื่อใด หนังสือก็ล้มหายตายจากไปในทันที”

นอกจากปัญหาเรื่องทุนสิ่งที่ออนไลน์ตอบโจทย์คนทำหนังสือที่ครั้งหนึ่งถูกจำกัดด้วยจำนวนและราคากระดาษ “มันมีอิสระมากขึ้น ไม่จำกัดเรื่องพื้นที่เหมือนหน้ากระดาษคอลัมนิสต์สามารถเขียนยาวได้เต็มที่”

“การออกหนังสือสักเล่ม มีกิจกรรมที่คนผลิตต้องทำให้มันออกมาเป็นเล่มแต่โอเพ่นออนไลน์ กำเนิดมาจากข้อจำกัดทางทรัพยากร ภายใต้ข้อจำกัดนี้ เราจึงไม่มีกองบก. คอลัมนิสต์ก็ช่วยกันเขียนฟรีๆ เราทำงานแบบ ‘ลงแขก’ ช่วยๆ กันมากกว่าถ้าไม่ออนไลน์เราก็ไม่มีโอเพ่นให้อ่านอีกแล้ว เพราะคุณภิญโญ(บก.ฉบับสิ่งพิมพ์)ไม่ทำแล้วแน่นอน เขาหมดแรง แต่การเกิดฉบับออนไลน์ที่ปกป้องใช้คำว่า ‘ลงแขก’ ของบรรดาทีมงานนักเขียนคอลัมนิสต์ โดยตัดขั้นตอนของการมีกองบรรณาธิการดูแลการผลิตแตกต่างจากการทำนิตยสารในรูปแบบสิ่งพิมพ์แต่เป็นการร่วมด้วยช่วยกันของมิตรทางด้านความคิดและตัวอักษรนอกเหนือจากนักเขียนเก่าและทีมงานชุดเดิมที่แยกย้ายกันไปทำงานที่อื่นได้ถูกชักชวนให้กลับมาเขียน “แบบไม่มีค่าจ้าง” แล้วยังมีคอลัมนิสต์หลายคนเสนอตัวเข้ามาร่วมลงแขกด้วย

ปฏิบัติการร่วมด้วยช่วยกันนี้ยังขยายวงออกมาถึง คนอ่านซึ่งปกป้องบอกว่าแฟนเก่าเจ้าประจำของนิตยสารหลายคนที่ส่งเสียงตอบรับมาว่าอยากให้ตีพิมพ์เป็นเล่มกระดาษด้วยเพื่อความสะดวกในการอ่าน

“แม้ผู้อ่านจำนวนหนึ่งจะบ่นว่าการกลับมาในรูปแบบออนไลน์ครั้งนี้ยังไม่ถึงใจแต่ผมต้องเรียนให้ทราบว่า นี่คือโมเดลที่ดีที่สุดที่ ‘เป็นไปได้’ ในการรักษา ‘ชุมชน’ OPEN เอาไว้ตามเรี่ยวแรงที่พอมี เช่นนี้แล้วทั้งคนทำและคนอ่านคงต้องช่วยกันแบกภาระทั้งสองฝ่ายต้องขอโทษท่านผู้อ่านด้วยที่คงจะต้องอ่านกันอย่างลำบากขึ้นกว่าเดิม”เป็นคำชี้แจงบนหน้า open here ของปกป้อง บก.ไฟแรง ที่ก้าวจากบทบาทผู้อ่านมาสู่คอลัมนิสต์ และผู้ดูแลเนื้อหาออนไลน์ของเล่ม ขณะที่ประกอบอาชีพนักวิชาการเป็นงานหลัก

“ผมเขียนขอความเข้าใจของคนอ่านว่า ภายใต้ข้อจำกัดแบบนี้และปัญหาต้นทุนเราคงต้องช่วยกันแบกรับ ผมเข้าใจว่าคนอ่าน ลำบากขึ้นในการอ่านหนังสือออนไลน์แต่ทำได้ดีที่สุดแค่นี้แหละ ผมมองไม่เห็นทางที่ผมจะลงแรงได้มากกว่าที่เป็นอยู่ใครอยากรวมเล่ม (บทความ) ก็ทำกันเองได้ ถ่ายซีร็อกซ์แจกจ่ายกันอ่านก็ทำได้ผมเชื่อว่าความรู้เป็นสินค้าสาธารณะ คนทำหนังสือทุกคนอยากให้คนอ่านงานตัวเองเยอะๆอยากให้ความคิดของตัวเองแพร่ออกไปกว้างที่สุดอยู่แล้ว ผมไม่หวงความรู้ไม่หวงต้นฉบับ ใครอยากจะไปซีร็อกซ์แจกจ่ายกันเองในหมู่เพื่อน ในที่พักอาศัยทำได้ไม่มีลิขสิทธิ์ แต่อย่าเอาไปทำค้าขาย นั่นมันน่าเกลียดเกินไปเพราะเราเองยังไม่ทำแบบค้าขายเลย คุณจะเอาไปขายได้ไง”

“พอเราออนไลน์สักพัก เราก็เปิดช่องให้คนอ่านปรินต์บทความออกมาอ่านได้ในเมื่อเราขาดแคลนทุน ขาดแคลนทรัพยากรต่างๆ เราจึงไม่สามารถ (พิมพ์เป็นกระดาษ)ทำได้ แต่คนอ่านทำได้ อาจต้องลงทุนเองบ้าง ปรินต์บทความที่อยากอ่านออกมาอ่านเองในแง่หนึ่งคนอ่านแต่ละคนสามารถจะมีโอเพ่นเป็นของตัวเองอาจจะไม่เป็นรูปเล่มสวยงามมีสีสัน แต่คุณสามารถทำได้เอง ปรินต์รวมเล่มชอบคอลัมน์ไหน จะเรียงคอลัมน์ยังไง ได้ตามใจชอบ คนอ่านสามารถเป็น บก.ให้ตัวเองได้”

 

ชุมชนออนไลน์

คำบอกเล่าของ บก.ที่ชี้ว่าการเกิดออนไลน์ส่วนหนึ่งมาจาก ชุมชนของนิตยสารโอเพ่นที่มีอยู่เดิม ซึ่งเป็นกลุ่มคนอ่านที่ติดตามเนื้อหานิตยสารมาอย่างเหนียวแน่นวัดจากการดำรงอยู่ของโอเพ่นฉบับกระดาษยุคหลังสุด ที่ไม่เปิดขายพื้นที่โฆษณาแต่ยังสามารถยืนระยะได้พักใหญ่ด้วยยอดขายล้วนๆและชุมชนคนอ่านคนเขียนนี้ก็มีส่วนในการผลักดันให้เกิดฉบับออนไลน์ด้วยทว่ารูปแบบสื่อสารที่การปฏิสัมพันธ์เป็นไปได้รวดเร็วของออนไลน์ ที่นิยมใช้ ‘เวบบอร์ด’ เปิดรับความคิดเห็นของผู้อ่าน หรือการเปิดให้แสดงความเห็นท้ายบทความที่ผู้อ่านสามารถตอบโต้ได้ทันทีที่อ่านจบนั้น ไม่ใช่แนวทางของโอเพ่น ออนไลน์

สำหรับฉบับนี้บก.คนใหม่ได้ใช้รูปแบบการสื่อสารปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนอ่านกับคนเขียนในแบบที่เน้นการ ‘กลั่นกรองทางความคิด’ มากกว่าเสรีภาพที่ไร้ขีดจำกัดของชาวไซเบอร์

“โอเพ่นไม่มีเวบบอร์ด” ด้วยเหตุผลที่บก.บอกว่าไม่ต้องการส่งเสริมวัฒนธรรมการแสดงความคิดเห็นแบบไม่ยอมรับผิดชอบที่พบเห็นจำนวนมากตามเวบบอร์ดต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกไซเบอร์ปัจจุบัน “ผมต้องการให้คนเขียนแสดงความคิดเห็นได้กลั่นกรองความคิดอย่างดีเรียบเรียงภาษามาก่อน ผมเห็นตัวอย่างหลายเวบที่คนมาโพสต์ความเห็นแบบไม่รับผิดชอบมันเหมือนสำรอกความคิดเห็นใส่กัน ผมไม่เห็นประโยชน์ตรงนั้น”

 

สื่อทางเลือก

แม้ในยุคที่เป็นฉบับกระดาษ นิตยสารฉบับนี้ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มสื่อทางเลือกการเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นออนไลน์ ก็เป็นอีกทางเลือก ที่ปกป้องอธิบายว่า

“ความเป็นสื่อทางเลือกไม่ได้วัดคือรูปแบบ เป็นกระดาษก็เป็นสื่อทางเลือกได้ผมคิดว่ามันวัดกันที่เนื้อหามากกว่า ว่าคุณต้องการสื่ออะไรมีความเป็นตัวของตัวเองมากขนาดไหน นิยามของผมคือสื่อที่สามารถเป็นของตัวเองอย่างเต็มที่ ในการแสดงความเห็นและแสดงจุดยืนได้เต็มที่แบบไร้พันธนาการ ทั้งจากอำนาจทุน การลงโฆษณาอันนี้ ทำให้คุณเขียนอย่างนี้ไม่ได้หรือพันธนาการทางการเมืองเพราะรู้จักสัมพันธ์นักการเมืองคนนั้นคนนี้นักธุรกิจคนนั้นคนนี้ จะมีความเป็นสื่อทางเลือกมากหรือน้อยมันขึ้นอยู่กับคุณเป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่มากขนาดไหน คุณไร้พันธนาการขนาดไหนคุณสามารถเลือกทางให้ตัวเองได้ขนาดไหน ก่อนที่จะเป็นทางเลือกให้สังคม”

“ในแง่นี้เราถึงไม่สามารถมองสื่อทางเลือกเป็นก้อนเดียวกันได้ เป็นรูปแบบเดียวกันเพราะถ้าสื่อทางเลือกแต่ละเจ้ามีความเป็นตัวของตัวเองมันย่อมมีความหลากหลายอยู่แล้ว ไม่สามารถมีจุดยืนรวมหมู่ได้ไม่จำเป็นต้องต้านกระแสหลักเสมอไป ความสำคัญคือเป็นทางเลือกของสังคมมีเนื้อหาสาระหลากหลาย มีความถนัดต่างกัน หนังสือทำมือก็อาจเป็นช่องทางการเป็นออนไลน์ก็เป็นทางหนึ่งมันคือการพยายามหาหนทางที่จะมีชีวิตอยู่ของสื่อทางเลือกมากกว่า หาทางที่ตัวเองถนัดต้นทุนต่ำ ตัวเองจัดการได้ และหลุดพ้นจากวงจรกระแสทุนบางสื่ออาจยังเป็นกระดาษแต่ทำเอง ไม่ได้ผ่านกระบวนการผลิตจำนวนมากโจทย์มันอยู่ที่เนื้อหาคุณเป็นอย่างไร มีความเป็นอิสระขนาดไหนการมีสื่อทางเลือกมากๆ ทำให้ไม่มีใครผูกขาดความจริงไว้กับตัว คนอ่านสามารถเลือกได้จะเชื่ออะไร”

ความเป็นทางเลือกที่เกี่ยวโยงกับรูปแบบออนไลน์นั้น ปกป้องบอกว่า “สื่อออนไลน์มีประโยชน์ในแง่ มันเพิ่มความเป็นประชาธิปไตยให้กับสื่อในแง่มันเปิดให้คนไร้อำนาจเป็นเจ้าของสื่อได้ ข้อจำกัดมันต่ำการกีดกันในการเข้าสู่ความเป็นเจ้าของสื่อมันน้อย นี่คือข้อดีของสื่อออนไลน์ทั้งในฐานะคนผลิตและคนรับสื่อ มันเปิดโอกาสให้คนพิสูจน์ตัวเองได้ อย่างผมไม่มีเงินไม่รู้จักใครมีเงิน ต้องมีสายป่าน ต้องมีเงินที่จะสามารถทำหนังสือเป็นเล่มได้ต้องรู้จักโรงพิมพ์ ต้องเข้าใจอะไรอีกหลายอย่างมันเป็นข้อจำกัดในการเข้าสู่ตลาดสิ่งพิมพ์แต่สื่อออนไลน์มันทำลายข้อจำกัดและอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดเหล่านั้นได้หมดสิ้นผมสามารถมีเวทีพิสูจน์ตัวเอง ทำหนังสือดี ถ้าคุณทำดีความน่าเชื่อถือมันก็ตามมาสิ่งที่คุณคิดคุณเขียนก็มีพลังต่อสังคมมากตามไปด้วยและมันเป็นเวทีที่วัดความสามารถล้วนๆ วัดกันด้วยความคิดล้วนๆ”

“ตลอดเวลาที่ผ่านมาเราพยายามทำหนังสือดี เรื่องอื่นล้วนเป็นสิ่งรองสารัตถะของการทำหนังสือก็คือ ทำไงจะทำหนังสือดี ยกระดับภูมิปัญญาทางสังคมนั่นคือโจทย์”

 

วัฒนธรรมการอ่าน

สิ่งที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในปรากฏการณ์เกิดสื่อออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นนิตยสารฉบับออนไลน์ หนังสือพิมพ์ออนไลน์ หรืออีบุ๊คส์และแนวโน้มเชิงปริมาณของผู้อ่านที่กำลังเปลี่ยนจากการอ่านบนหน้ากระดาษมาสู่หน้าจอคอมพิวเตอร์มากขึ้นกว่าเดิมนั้นบก.โอเพ่น ออนไลน์ เล่าว่า

“ผมว่าคนไทยยังไม่ชินกับสื่อออนไลน์นะ ยังไม่ชินกับการอ่านหน้าจอเท่ากับหนังสือที่เป็นกระดาษ” อีกข้อสังเกตหนึ่งของ บก.คือ “สื่อออนไลน์ยังไม่เป็นวัฒนธรรมของประเทศไทย ถ้าเกิดเราไปดูในอเมริกาพวกนิตยสารทางเลือก พวกฝ่ายซ้าย พวกก้าวหน้าที่มีทุนต่ำจะมีสื่อแบบนี้เยอะมาก”

อย่างไรก็ตาม ในโอกาสที่จะพัฒนาไปข้างหน้า ปกป้องเห็นว่าการอ่านสื่อกระดาษจะยังคงอยู่

“ผมไม่ได้มองว่าสื่อออนไลน์มาแทนที่สื่อกระดาษนะแต่มันถมช่องว่างที่สื่อกระดาษให้ไม่ได้มากกว่า เช่นความรวดเร็วในการรับรู้ข่าวสารมันตอบโจทย์คนละอย่าง อีกแง่คือมันไปทางของสื่อเล็กที่ไร้ทุนมันทำให้เราได้อ่านสิ่งที่ถ้าไม่มีออนไลน์ เราไม่มีวันได้อ่าน เช่น โอเพ่นนี่ถ้าไม่มีออนไลน์ เราก็คงไม่ได้อ่านกันอีกแล้ว ในอนาคตอันใกล้นี้นะผมคิดว่ามันไม่ใช่การมาแทนที่หรือการรุกรานสื่อกระดาษนะมันแค่เปิดทางเลือกให้สังคมมากกว่า สมมติอย่างมีนิยายเรื่องหนึ่งคุณสามารถโหลดมาอ่านได้ 400 หน้า ถ้าผมมีทุน ผมคงซื้อแบบกระดาษอ่านแต่ถ้าคนไม่มีเงินเขาก็อ่านออนไลน์ได้ถูกกว่า มันเป็นการเสริมกันมากกว่าและคนจะชินกับมันมากขึ้น”

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นความสำเร็จออนไลน์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของสื่อออนไลน์อย่างเดียวมันขึ้นอยู่กับโครงสร้างพื้นฐานทางการสื่อสารโทรคมนาคมของประเทศนี้ด้วยว่าอินเทอร์เน็ตไปถึงคนจำนวนมากแค่ไหน สามารถเข้าไปอ่านอย่างรวดเร็วไหม เน็ตช้าไหมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตรงนี้สำคัญ ถ้าอยากได้สังคมแห่งการเรียนรู้นะต้องพัฒนาให้การใช้อินเทอร์เน็ต อ่านได้เร็ว ง่ายขึ้นแต่มันไม่มีทางแทนที่กระดาษได้อย่างสมบูรณ์เพราะกระดาษกับเวบมันก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันอยู่แล้ว”

 

กรุงเทพธุรกิจ 23 มกราคม 2549

Print Friendly