นิตยสาร open ฉบับออนไลน์ บน “ความคลี่คลาย” ของสื่อทางเลือก

เรื่อง: อลงกรณ์  วินัยกุลพงค์ / ภาพ: นินทร์  นรินทรกุล ณ อยุธยา

 

หลังจาก คุณภิญโญ ไตรสุริยธรรมา และคณะบรรณาธิการนิตยสาร open ได้รับอรรถรสเชิงกรณีศึกษาจากการดำรงตนเป็น “สื่อทางเลือก” ท่ามกลางกระแสพัดกระหน่ำของธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ จนถึงวันที่ต้อง “ลาพักร้อน” อย่างไม่มีกำหนดตั้งแต่ต้นปี 2548

ปลายปีเดียวกัน สื่อทางเลือกฉบับนี้ได้ถือกำเนิดอีกครั้งในรูปแบบเว็บไซต์ www.onopen.com ภายใต้แนวคิด “คนไม่ใช่สัตว์เศรษฐกิจ” ของบรรณาธิการนาม “ปกป้อง จันวิทย์” อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคอลัมนิสต์แห่งนิตยสาร open ผู้ได้รับการชักชวนจากคุณภิญโญให้มารับบท “บรรณาธิการออนไลน์”

นับวัน ชุมชนอุดมความคิดแห่งนี้ยิ่งขยายวงกว้างออกไป โดยไม่ต้องสนใจกระแสทุนใดๆทั้งสิ้น ซึ่งอาจถือเป็น “ความคลี่คลายครั้งใหม่” ของสื่อทางเลือกในเมืองไทยเลยทีเดียว

แต่สื่อทางเลือกที่ว่าจะมีบทบาทกับสังคมเราแค่ไหน ลองมาฟังอรรถาธิบายจากบรรณาธิการท่านนี้กัน

“ก่อนจะพูดถึง ‘สื่อทางเลือก’ ต้องนิยามก่อนว่า เราหมายถึงอะไร…สื่อทางเลือกในความหมายของผมคือ สื่อที่มีความเป็นอิสระสูง แสดงความเป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่ ไม่ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของอำนาจรัฐและอำนาจทุน สามารถเลือกทางของตัวเองได้ก่อนที่จะเป็นทางเลือกของสังคม  สื่อทางเลือกส่วนใหญ่จึงมักเป็นสื่อขนาดเล็ก ซึ่งไม่ได้มุ่งหวังประโยชน์ทางธุรกิจเป็นสำคัญ ส่วนบรรดาสื่อขนาดใหญ่ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ แม้อาจไม่ถูกแทรกแซงด้วยอำนาจการเมือง แต่ก็ต้องเผชิญความไม่เป็นอิสระในบางเรื่อง เพราะโจทย์ของการทำสื่ออาจจะเปลี่ยนไปว่าทำอย่างไรถึงจะได้กำไรสูงสุด หรืออย่างน้อยมีเงินปันผลในระดับที่น่าพอใจแก่ผู้ถือหุ้น

“สังคมใดมีสื่อทางเลือกที่หลากหลาย สังคมนั้นก็น่าอยู่ เพราะมันช่วยให้ความคิดต่างๆ อันหลากหลายได้ปะทะสังสรรค์แลกเปลี่ยนกัน คำว่า ‘ทางเลือก’ ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องเลือกข้าง สังคมมันไม่ได้มีแค่สองข้าง แต่โจทย์อยู่ที่ ทำอย่างไร เราถึงจะมีสื่อที่เป็นตัวแทนความคิดต่างๆให้หลากหลายมากที่สุด ให้สื่อเล็กๆอยู่ได้อย่างยั่งยืน สามารถส่งเสียงของตัวเองได้ ไม่ใช่เป็นสังคมที่ได้ยินแต่เสียงคนตัวโตสองฟากตะโกนแข่งกัน แล้วคนเล็กๆ ที่อยู่ระหว่างทางจะทำอย่างไร

“ปัญหาอยู่ที่ว่า สื่อทางเลือกเหล่านั้นจะเกิดขึ้นได้เมื่อไหร่…หากมันเล่นไปตามกติกาของธุรกิจสื่อกระแสหลัก สื่อทางเลือกก็สู้ไม่ได้ นิตยสาร open เองก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของสื่อทางเลือกที่ล้มหายตายจากไป โมเดลสุดท้ายของ open ตอนนั้นคือ ‘โมเดลเศรษฐกิจพอเพียง’ ไม่หาโฆษณา เน้นยอดขายล้วนๆ พยายามยืนบนลำแข้งตัวเอง ซึ่งเราก็เห็นแล้วว่ามันจะอยู่ได้ก็ต่อเมื่อ คนทำยอมกลืนเลือดตัวเอง แบกรับภาระเป็นต้นทุนส่วนตัวไป หากหมดแรงเมื่อไหร่ก็ไปเมื่อนั้น

“ผมเลยคิดว่าการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย อาจเป็นทางออกของสื่อทางเลือกในเมืองไทยได้ระดับหนึ่ง จนเกิดเป็นโมเดลใหม่ที่น่าทดลองคือ ทำเป็นสื่อออนไลน์ เพราะต้นทุนต่ำ เข้าถึงง่าย สามารถเป็นเจ้าของสื่อได้ง่าย มีพื้นที่เปิดกว้างให้พิสูจน์ตนเอง และแสดงความเห็นได้อย่างเต็มที่ ไม่มีใครเซ็นเซอร์ ไม่ต้องพึ่งโฆษณา

“ทีมงาน open online คิดกันแต่แรกว่า ไม่เอาเว็บบอร์ด เราอยากทำตัวเป็น ‘ห้องสมุด’ มากกว่า ‘ร้านกาแฟ’ เพราะสื่ออินเทอร์เน็ตหลายสื่อเป็นร้านกาแฟแล้วน่ะ นั่งคุยกันแล้วก็นินทา คุยกันเอามัน ไม่ต้องรับผิดชอบความเห็นตัวเอง แต่การอ่านทำให้คุณต้องคิด สังเคราะห์ แล้วเขียนออกมา สังคมนี้ไม่ค่อยมีพื้นที่เงียบๆให้เราได้นั่งอ่านแล้วครุ่นคิดกับตัวเอง  open online จึงขอเป็นแหล่งรวมหนังสือหลายๆเล่ม จากคนเขียนหลายคน หลายความคิด ให้ผู้อ่านได้เข้ามานั่งอ่านกัน  เราไม่มีจุดยืนรวมหมู่ เพราะนักเขียน open ไม่ได้คิดเหมือนกันหมด แต่มีความหลากหลายในหน้าที่การงาน และความเห็น อย่างคอลัมนิสต์การเมืองก็มีทั้งอาจารย์พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์, คุณสุริยะใส กตะศิลา, อาจารย์ไชยันต์ ไชยพร, คุณวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์, คุณประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ เป็นต้น open online จึงเป็นที่รวมหนังสือคุณภาพหลายๆแบบให้คนเข้าไปอ่าน และสามารถส่งเสียงกลับมาผ่านการเขียนบทความหรือจดหมาย

“แต่ถ้าพูดถึงความเป็นกลาง สื่อมันเป็นกลางไม่ได้ และไม่มีความจำเป็นต้องเป็นกลางด้วย นิตยสารอย่าง open ยิ่งแล้วใหญ่ เราเป็นที่รวมของคอลัมนิสต์น่ะ จะเป็นกลางได้ยังไง นักเขียนทุกคนต้องมีจุดยืนใช่ไหม ถ้าในหัวคุณไม่มีอะไรเลย คุณจะแสดงความคิดเห็นได้ยังไง … คนอ่านจะเป็นคนตัดสินเราเอง

“อย่างไรก็ดี ผมไม่คิดว่าจะมีสื่อไหนที่ปราศจากพันธนาการ โดยเฉพาะจากอำนาจทุน จะเห็นได้ว่าบางช่วง สื่อบางฉบับไม่กล้าเล่นงานพรรคการเมืองบางพรรค เพราะกลัวสูญเสียโฆษณา แม้เราไม่สามารถวัดความถูกผิดได้ชัดเจน แต่มันบั่นทอนจริยธรรมของคนทำสื่อ เพราะคุณต้องเลือกที่จะเซ็นเซอร์ตัวเองก่อน เพื่อความอยู่รอดทางธุรกิจ เรื่องนี้ก็เป็นปัญหาไม่แพ้การถูกคุกคามจากอำนาจการเมืองโดยตรง

“กระทั่งสื่อทางเลือกเองก็ไม่ได้มีอิสระร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็มีมากกว่าสื่อกระแสหลัก อย่าง open online มันเป็นอิสระในความหมายที่… เราไม่ได้ใช้เงิน ไม่ได้พึ่งทุน คนทำก็ทำฟรี คนเขียนก็เขียนฟรี คนอ่านก็อ่านฟรี ไม่มีโฆษณา ไม่มีค่าต้นฉบับ มันเป็นระบบลงแขกน่ะ คนเขียนเองก็รู้สึกมัน สามารถปล่อยของได้เต็มที่ คุณส่งอะไรมาผมก็ลงอย่างนั้น วิพากษ์วิจารณ์ได้เต็มที่ เราเป็นสื่อเล็กๆที่ไม่มีสายสัมพันธ์ทางการเมือง ไม่เคยไปกินข้าวกับนักการเมือง ไม่มีนักการเมืองมานั่งกินข้าวด้วย มันมีระยะห่าง…มาก เป็นสื่อทางเลือกที่มีอิสระสูง

“ถ้าจะยกอธิบายในเชิงกติกากำกับเศรษฐกิจ หรือ Economic Governance  open online เป็นนิตยสารที่มีระดับความสัมพันธ์แบบตลาดน้อย เพราะมันไม่ถูกขาย ไม่มีรายได้เกิดขึ้น ไม่ได้จ่ายค่าเรื่อง ไม่ได้สัมพันธ์กันโดยมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นตัวตั้ง แต่เป็นความสัมพันธ์แบบชุมชน เพราะนักเขียนแต่ละคนก็รู้จักกัน เจอกันเรื่อยๆ และมีลักษณะร่วมกันบางประการ ทั้งความเป็นมืออาชีพ ความรักอิสระในการแสดงความเห็น มีมุมมองทางสังคมที่ตรงไปตรงมา  การรวมตัวเป็นชุมชนอย่างหลวมๆ ก็เกิดขึ้น

“ตั้งแต่ผมโทรศัพท์ไปชวนคอลัมนิสต์ให้กลับมาเขียนใน open online  แต่ละคนก็ตอบรับทันที โดยไม่มีการตั้งคำถามใดๆ ซึ่งถ้าเป็นความสัมพันธ์แบบตลาด มันจะเกิดการตั้งคำถามว่า ‘ได้เท่าไหร่’ และหากคนเป็น ‘สัตว์เศรษฐกิจ’ ก็ควรจะไปเขียนให้กับนิตยสารที่ให้ค่าเรื่องสูงสุด แต่การเกิดขึ้นของ open online มันเป็นความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของความมีตัวตน ผูกผันกัน และอยากสนุก ร่วมสร้างชุมชนกัน มันได้อรรถประโยชน์อย่างอื่นที่ไม่ใช่ตัวเงิน แต่มีความพึงพอใจ บางคนก็มาเพราะว่าไม่ได้เงินนี่แหละ (หัวเราะ) มันยั่วยวนคนบางประเภทให้มารวมตัวกัน

“คอลัมนิสต์ใน open online แบ่งได้เป็น 4 กลุ่มคือ หนึ่ง กลุ่มที่เขียนงานให้ที่อื่นอยู่แล้ว แต่ตรงแนวเรา เลยของานเขามาลงซ้ำที่นี่ เหมือนเป็นคลังเก็บต้นฉบับของเขา สอง กลุ่มที่เริ่มต้นมาจากการเขียนบล็อก (blog) ซึ่งเป็นกลุ่มหน้าใหม่ ซึ่งผมไปพบปะในโลกของบล็อก ฉะนั้นท่านเหล่านี้จะมีความสดใหม่ และมีพลังสูง สาม เป็นงานเขียนเก่าของ open และเพื่อน ที่นำกลับมาลงใหม่ สี่ กลุ่มนักเขียนที่เขียนงานใหม่เพื่อลงใน open online โดยเฉพาะ

“โจทย์ที่ผมสนใจต่อจากนี้ก็คือ ทำอย่างไรให้ open online อยู่ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมคุยกับคุณภิญโญอยู่เสมอ เพราะ open online อยู่ได้ด้วยพลังคนทำและทีมนักเขียน  ในตอนต้น แต่ละคนก็มีพลังเยอะ ยังสนุกกันอยู่ แต่ผมจินตนาการไม่ออกว่า ถ้าผ่านไปสัก 2-3 ปี มันจะเป็นยังไง (หัวเราะ) คือทำอย่างไรให้ระบบมันไม่ตกอยู่บนบ่าคนคนเดียวมากเกินไป และชุมชนเดินหน้าต่อไปได้ด้วยตัวเอง โดยไม่เป็นภาระซึ่งกันและกันจนเกินพอดี

“เราทำกันโดยไม่มีเดดไลน์ การส่งต้นฉบับก็จะไม่สม่ำเสมอ ที่ผ่านมา ก็มีทั้งข้อดีและปัญหา ใครส่งต้นฉบับมา เราก็สามารถอ่านแล้ว อัพโหลดขึ้นเว็บได้ทันที ไม่ต้องรอกัน แต่พอชุมชนมันใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ คนทำก็จะเหนื่อยขึ้นเรื่อยๆ เมื่อก่อนเราตามนักเขียน 20 กว่าคน ตอนนี้เราตาม 50 คน บางทีก็ไม่ไหว ต้องปล่อยไปตามธรรมชาติ ใครส่งก็ลง ใครไม่ส่งก็ไม่เป็นไร เป็นชุมชนที่เป็นธรรมชาติมาก

“ส่วนที่เราพอจะช่วยนักเขียนได้บ้างก็คือ ถ้าคอลัมน์ไหนรวมเล่มได้ก็รวม ขายได้เมื่อไหร่ก็จ่ายค่าต้นฉบับ แต่ทั้งที่รู้ว่าธรรมชาติของเราไม่มีรายได้ ก็ยังมีนักเขียนหลายคนเสนอขอเปิดคอลัมน์อยู่เรื่อยๆ หรืออย่างแทนไท ประเสริฐกุล เร็วๆ นี้ส่งต้นฉบับมารวดเดียว 80 หน้า ผมก็ต้องทยอยลงให้ทีละสัปดาห์ บอกไปว่าลงทีเดียวไม่ไหวจริงๆว่ะ (หัวเราะ) อะไรอย่างนี้…เราจะอธิบายพฤติกรรมแบบนี้ได้ยังไง นี่ไงคือความมันของสื่อทางเลือก ที่ไม่มีทุนเข้ามาเกี่ยวข้อง

“มีเรื่องหนึ่งที่ผมยังไม่เคยแจ้งให้แฟน open ทราบคือ ช่วงปลายปีนี้ ทีมงาน open online คิดจะจัดรายการบนเว็บ www.onopen.com เพราะตอนนี้ชุมชน open ที่เป็นนิตยสารออนไลน์มันอยู่ได้และมีความลงตัวระดับหนึ่งแล้ว เราเลยอยากลองสร้างโมเดลใหม่ของสื่อวิทยุทางเลือก เราไม่เรียกว่าสถานีวิทยุ แต่คุณภิญโญตั้งชื่อมันว่าว่า ‘open voice’ คือเป็นเสียงจากชุมชน open และเป็นเสียงที่เปิดกว้าง ตรงไปตรงมา และรื่นรมย์ ตอนนี้กำลังคุยกันเรื่องรูปแบบและเทคนิคอยู่ อาจมีรายการเศรษฐกิจการเมือง คุยกับนักเขียน สลับกับการเปิดเพลงแจ็ส-คลาสสิก

“แฟน open online ก็ลองติดตามดูนะครับ ปลายปีนี้คงพอเริ่มได้ยินเสียงกัน”

 

ตีพิมพ์: คอลัมน์ outstanding นิตยสารสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 1 สิงหาคม 2549

 

Print Friendly