ยุคหลังทักษิณ  เราจะสร้างภูมิปัญญากันอย่างไร ?

หลังชัยชนะถล่มทลายของพรรคไทยรักไทย ทั้งในเมืองและในชนบท ทำให้เกิดคำถามตามมามากมายว่า นักวิชาการหรือชนชั้นกลาง ที่เลือกพรรคไทยรักไทย ใครกันแน่ที่งี่เง่ามากกว่ากัน   ?

“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ อาจารย์ปกป้อง จันวิทย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ในหลายประเด็นที่ว่าด้วยเรื่อง การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม รวมถึงสังคมไทยหลังยุคทักษิณ

……………..

 

หลังชัยชนะของพรรคไทยรักไทยที่กวาดส.ส. 377 เสียง อาจารย์มีข้อเสนออะไรบ้าง ?

ผมคิดว่าภาคประชาสังคมควรจะสร้างนิยามของการเมืองเสียใหม่ ที่ผ่านมาสังคมไทยมักให้นิยามการเมืองในความหมายที่แคบมาก คือสนใจการเมืองเพียงแค่มิติการแย่งชิงอำนาจเพื่อเข้าสู่รัฐสภา หรือการพยายามรักษาอำนาจของกลุ่มชนชั้นปกครอง   เวลาเราพูดถึงความสำเร็จทางการเมือง เราก็มักมองเพียงแค่การชนะเลือกตั้ง และจำนวนเสียงที่มีในสภา  เราสนใจแต่การเมืองว่าด้วยการเลือกตั้งเท่านั้น ซึ่ง “การเลือกตั้ง” ไม่ได้มีความหมายเท่ากับ “ประชาธิปไตย”

เราไม่ควรให้คุณค่ากับการเมืองในรัฐสภามากจนเกินไป  การเลือกตั้งเป็นแค่พิธีกรรมทางการเมืองอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง โดยเฉพาะการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เพราะเป็นการเลือกตั้งที่ทุกคนรู้แล้วว่าพรรคไทยรักไทยจะชนะเลือกตั้ง  ยิ่งเป็นพิธีกรรมตามกฎหมาย เป็นตรายางประทับความชอบธรรมให้รัฐบาลไทยรักไทยทำงานต่อไป ให้รัฐบาลอ้างความต้องการของประชาชนต่อไปได้ ทั้งที่จริงๆ แล้ว การเลือกตั้งเป็นเพียงการวัดว่า ประชาชน ณ เวลานั้น มีอารมณ์ความรู้สึกอย่างไร ไม่ได้แปลว่า ประชาชนที่เลือกท่านมาจะเห็นดีเห็นงามกับท่านตลอด 4 ปีที่เหลือ ไม่ได้แปลว่า รัฐบาลจะทำอะไรก็ได้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงความเห็น ความรู้สึกของประชาชนอีก

ที่สำคัญ เสียงประชาชนไม่ใช่เสียงสวรรค์  เสียงประชาชนก็คือเสียงประชาชน  ประชาชนก็คือปุถุชน มีความเป็นสัตว์เศรษฐกิจ คิดถึงประโยชน์ส่วนตัวเป็นสำคัญ  ไม่ใช่อรหันต์  เสียงข้างมากไม่ได้แปลว่าถูกเสมอหรือผิดเสมอ แต่สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของคนส่วนใหญ่เท่านั้นเอง

ตัวอย่างเช่น นักวิชาการมักเป็นห่วงการใช้นโยบายประชานิยม เพราะคำนึงถึงประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้น มากกว่าต้นทุนที่อาจเกิดขึ้นแก่ประเทศในระยะยาว  นโยบายประชานิยมจะไม่เป็นปัญหา ถ้าประชา(ชน) “นิยม” นโยบายที่มองการณ์ไกล สนใจปัญหาเชิงโครงสร้าง แต่จะเป็นปัญหา ถ้าประชา(ชน) “นิยม” นโยบายที่ให้ผลตอบแทนทางวัตถุระยะสั้น แต่ราคาแพงในระยะยาว  แน่นอนว่า ถ้าเศรษฐกิจมีความเหลื่อมล้ำสูง คนจนมาก นโยบายประชานิยมแบบละตินอเมริกาย่อมทำให้ชนะเลือกตั้งได้  โจทย์สำคัญก็คือ ทำอย่างไรให้ประชา(ชน) “นิยม” นโยบายที่ดีสำหรับเขาระยะยาว ซึ่งจะทำได้ เขาก็ต้องไม่มีปัญหาปากท้องในระยะสั้น เรายิ่งต้องมีนโยบายเศรษฐกิจที่ลดความเหลื่อมล้ำ ทำให้คนจนมีอำนาจต่อรองมากขึ้น จึงได้การเมืองที่มีคุณภาพตามมา

ผมคิดว่า เราต้องให้ความสำคัญกับการเมืองหลังการเลือกตั้งมากกว่าเสียอีก ยิ่งรัฐบาลมีเสียงมหาศาลในสภา  ภาคประชาสังคมยิ่งต้องช่วยกันตรวจสอบรัฐบาลมากขึ้น เล่นการเมืองนอกสภามากขึ้น ต้องร่วมกันสร้างวัฒนธรรมการเมืองใหม่ให้เห็นว่า การเคลื่อนไหว ตรวจสอบ วิจารณ์ หรือแสดงออกทางการเมืองนอกสภา เป็นเรื่องปกติภายใต้กระบวนการประชาธิปไตย

ระบบการเมืองไทยต้อง “เปิด” มากกว่านี้ ให้เสียงข้างน้อยมีที่ยืนในสังคม รัฐธรรมนูญต้องไม่ปิดพื้นที่ในการแสดงออกทางการเมือง พรรคเล็กต้องไม่ถูกลงโทษจากรัฐธรรมนูญ ต้องพยายามให้ตลาดการเมืองเป็นตลาดแข่งขันสมบูรณ์ มีอุปสรรคในการเข้าร่วมน้อยที่สุด เป็นการเมืองที่เปิดกว้างต่อความหลากหลาย และสำหรับชนทุกชั้น

นักวิชาการพูดคุยกันอย่างไร หลังชัยชนะถล่มทลายของพรรคไทยรักไทย

ทั้งนักวิชาการและสื่อหลายคนก็เริ่มคุยกันถึงการเมืองยุคหลังทักษิณ ว่าจะสร้างภูมิปัญญาในการจัดการกับปัญหาในยุคหลังทักษิณอย่างไร เพราะระบอบทักษิณได้ปรับเปลี่ยนสถาบันหลายสถาบัน  และคงทิ้งปัญหาให้ประเทศนี้ไม่น้อย

ในช่วงที่เราคงจะคัดง้างกับการเมืองกระแสหลักในรัฐสภาไม่ได้มาก ก็อาจจะเป็นโอกาสอันดีที่เราจะมีเวลาไปแสวงหาภูมิปัญญาใหม่ๆ โดยสนใจประเด็นฉาบฉวยทางการเมืองน้อยลง เข้าห้องสมุดกันมากขึ้น ติดตามการเปลี่ยนแปลงของโลกและพรมแดนความรู้ให้มากขึ้น ค้นคว้าวิเคราะห์หานโยบายทางเลือกใหม่ๆ เพื่อรอรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วและซับซ้อนขึ้น

แต่ในระยะสั้น ระหว่างทาง เราก็ต้องช่วยทำหน้าที่ตรวจสอบวิจารณ์นโยบายของรัฐบาลตามความถนัดของเรา  ผมคิดว่า ยิ่งรัฐบาลเข้มแข็งขึ้น เรายิ่งต้องทำงานหนักขึ้น เราพอเห็นแล้วว่า 4 ปีก่อนเป็นอย่างไร 4 ปีข้างหน้าก็คงไม่ต่างกันมาก  ผมไม่มีความหวังอะไรมาก ผมว่าภาคประชาสังคมควรให้คุณค่ากับการร่วมกันแสวงหาการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในอุดมคติกันดีกว่า ที่สำคัญก็คือเราจะหลอมรวมความเห็นต่างและสร้างอุดมคติให้เกิดขึ้นจริงอย่างไร จะก้าวข้ามระบบการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่เป็นอยู่ปัจจุบันอย่างไร

อยากเห็นบทบาทของสื่อมวลชนอย่างไร ?

สื่อมวลชนก็ต้องทำงานหนักขึ้น โดยเฉพาะต้องรับหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพรรคฝ่ายค้านไม่มีเสียงเพียงพอที่จะยื่นอภิปรายฯและถอดถอนรัฐมนตรีทุจริต เพราะปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนไม่มีวันหมดไปจากรัฐบาล เพราะหัวมันส่ายตลอด

รัฐบาลที่แล้ว นายกทักษิณจะเป็นคนกำหนดวาระข่าวในสังคมตลอด ผมคิดว่า สื่อมวลชนต้องทำการบ้านหนักขึ้นในการช่วงชิงการกำหนดวาระข่าว ไม่ใช่วิ่งตามหลังตามข่าวที่ปั่นโดยรัฐบาลอย่างเดียว  สื่อมวลชนต้องทำข่าวเชิงวิเคราะห์ เชิงสืบสวน มากขึ้น ต้องใช้ภูมิปัญญามากขึ้น เพื่อช่วยพัฒนาภูมิปัญญาของประเทศนี้

ที่สำคัญ สื่อต้องไม่เลือกที่จะเซ็นเซอร์ตัวเอง ต้องยึดอุดมการณ์แห่งวิชาชีพ ข้ามพ้นอำนาจทุน ข้ามพ้นอาณาจักรแห่งความกลัว ทั้งที่อยู่ในใจของเราเองและที่ผู้มีอำนาจสร้างขึ้น

คุณเห็นจุดอ่อนของระบอบทักษิณ บ้างไหม

ผมคิดว่ารัฐบาลของคุณทักษิณไม่มีความสามารถในการจัดการกับวิกฤติการณ์ แม้จะเข้มแข็งมีเสถียรภาพในสภามากก็ตาม  นี่เป็นเรื่องใหญ่มากนะครับ  รัฐบาลชุดที่แล้วถูกท้าทายจาก 2 วิกฤตการณ์ใหญ่ คือ ไข้หวัดนก และปัญหาความรุนแรงในภาคใต้  ซึ่งก็พิสูจน์แล้วว่า รัฐบาลไร้สามารถในการบริหารจัดการ การแก้ไขไม่เป็นขบวนเลย

ในความเห็นผม เหตุที่รัฐบาลไม่มีความสามารถในการจัดการวิกฤตก็เพราะ ตัวของระบอบทักษิณเอง ยิ่งระบอบทักษิณเข้มแข็งมากเท่าไหร่ ความขัดแย้งในตัวระบอบยิ่งมากเท่านั้น ยิ่งทำให้ระบอบอ่อนแอลง  ระบอบทักษิณเข้มแข็งจากระบบผู้นำใช้อำนาจเด็ดขาด ปกครองด้วยอาณาจักรแห่งความกลัว ข้าราชการก็ดี นักการเมืองในพรรค หรือรัฐมนตรีก็ดี เลยไม่จำเป็นต้องรับผิดต่อประชาชน แต่มีความรับผิดต่อนายกทักษิณคนเดียว

ระบบผู้นำเข้มแข็ง ที่ยอดของอำนาจอยู่ที่ตัวผู้นำ ผู้นำเป็นคนผูกขาดความจริง มีศักยภาพในการแก้วิกฤตต่ำ เพราะวิกฤตเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ไม่ได้ตั้งตัว ยิ่งต้องใช้ภูมิปัญญาในการจัดการสูง ลำพังตัวผู้นำคนเดียวไม่สามารถแบกภาระไว้ได้ ต้องระดมภูมิปัญญาและการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนให้มากที่สุด ซึ่งระบอบที่ผูกติดกับตัวคนคนเดียวจัดการไม่ได้ เพราะมันกันคนอื่นๆ ออกไป

นอกจากนั้น การแก้วิกฤตต้องอยู่กับความจริง ระบอบทักษิณเป็นระบอบที่อยู่กับความหวังมากกว่าความจริง รัฐบาลใช้ความหวังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ให้คนเชื่อว่าเศรษฐกิจดี เศรษฐกิจก็จะดี แต่ไม่รู้ว่าเศรษฐกิจดีจริงหรือเปล่า ทีนี้ความจริงมันอาจจะทำลายความหวังได้  อย่างเรื่องไข้หวัดนก ถ้ารัฐบาลไม่ปกปิดข้อมูลที่เป็นจริงเพราะกลัวไปทำลายความหวังทางเศรษฐกิจแต่ต้น ความเสียหายก็ไม่มากเท่านี้ ยิ่งปัญหาภาคใต้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ถึงวันนี้ประชาชนทั่วไปยังไม่รู้เลยว่าสภาพปัญหาที่แท้จริงคืออะไร แล้วจะใช้ภูมิปัญญาอะไรในการแก้ปัญหา

ที่น่าเป็นห่วงสำหรับรัฐบาลใหม่ก็คือ คุณทักษิณยังไม่เคยเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์เศรษฐกิจเลย ที่ผ่านมาเป็นการบริหารจัดการในช่วงเศรษฐกิจขาขึ้น คุณทักษิณจึงสามารถจัดการตามแผนที่ได้เตรียมการไว้ค่อนข้างราบรื่น  เรายังไม่เคยเห็นฝีมือของคุณทักษิณในการบริหารเศรษฐกิจขาลง ซึ่งผมคิดว่า เราอาจจะได้เห็นกันภายใน 4 ปีข้างหน้านี้ เพราะมีปัจจัยระดับโลกที่เป็นปัจจัยเสี่ยงว่าอาจเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกได้ เช่น ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำในสหรัฐอเมริกา ปัญหาการก่อการร้าย ราคาน้ำมัน การสะสมทุนสำรองของเอเชียตะวันออกจำนวนมาก อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ฯลฯ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง ปัญหาจะยิ่งหนักหน่วงกว่าที่เคย เพราะเศรษฐกิจโลกทุกวันนี้อยู่ภายใต้กติกาแบบเสรีนิยมใหม่ ที่ทุนเคลื่อนย้ายได้โดยเสรี ปัญหาจะยิ่งรุนแรง ผันผวน และแพร่กระจายรวดเร็วมากขึ้น ยิ่งประเทศกำลังพัฒนาที่มีสถาบันไม่เข้มแข็งและผูกตัวเองติดกับภาคต่างประเทศมาก ยิ่งต้องเผชิญความเสี่ยงสูง

คำถามที่น่าเป็นห่วงก็คือ ระบอบทักษิณจะจัดการกับวิกฤตการณ์ต่างๆ ได้ดีแค่ไหน  สิ่งที่เข้มแข็งที่สุดของระบอบทักษิณ ซึ่งก็คือตัวตนของคุณทักษิณ อาจจะเป็นสิ่งที่อ่อนแอที่สุดของตัวระบอบเองก็เป็นได้

 

ตีพิมพ์: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2548

Print Friendly