จิตสำนึกเพื่อสังคมกับคนรุ่นใหม่

 

บทอภิปรายเรื่อง “จิตสำนึกเพื่อสังคมกับคนรุ่นใหม่”

โดย ปกป้อง จันวิทย์

งานสัมมนาทางวิชาการของสำนักบัณฑิตอาสาสมัคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วันที่ 26 มีนาคม 2547

ณ ห้องประชุม ตึกอเนกประสงค์ ชั้น 4

 ——————————————————————————————————–

 

  1. เกริ่นนำ

เรามักได้ยินคำวิจารณ์เสมอว่า คนรุ่นใหม่มีจิตสำนึกเพื่อสังคมน้อยลง สนใจคนอื่น(ที่ไม่รู้จัก) และบ้านเมืองน้อยลง  ต่างจากคนรุ่นก่อน ที่ต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ ความเป็นธรรม มีความรักสังคม และคนด้อยโอกาส  ดังที่แสดงให้เห็นในเหตุการณ์ตุลาคม 2516

เสียงตอบโต้ความคิดเช่นว่าก็คือ สภาพสังคมต่างกัน จะไปคาดหวังให้คนเหมือนกันได้อย่างไร ? เมื่อก่อน ภายใต้รัฐบาลเผด็จการทหาร คนต้องการเสรีภาพ ตอนนี้เสรีภาพมีสูงระดับหนึ่งแล้ว ต่างคนเลยต่างมุ่งหวังวัตถุ เอาตัวเองเป็นหลักเสียก่อน   สมัยเป็นนักศึกษาปีหนึ่ง ผมก็เคยเขียนบทความทำนองนั้น ว่า หากนำนักศึกษาส่วนใหญ่ในสมัยก่อน ที่มาอยู่ในสังคมปัจจุบัน  ก็คงไม่อยู่ที่สนามหลวง หรือ อมธ. ไม่อยู่กับชาวบ้านที่ประท้วงรัฐบาล  แต่คงอยู่ตามห้างสรรพสินค้า เธค ผับ ไม่ต่างอะไรกับนักศึกษาปัจจุบัน

ทั้งนี้เพราะสภาพสังคมมันต่างกัน  นักศึกษาทั้งสองยุคต่างเป็นคนตามกระแสสังคมทั้งนั้น เพียงแต่ตอนนั้น ลมพัดซ้าย คนก็หันซ้าย ตอนนี้ลมพัดขวา คนก็หันขวา

แต่ถึงวันนี้ ผมคิดว่าข้อสรุปเดิมที่ว่า มันง่ายไปสักหน่อย  เนื้อหาของลมที่พัดซ้ายกับขวามันต่างกัน  เพราะลมสมัยก่อนมันพัดไปในทางที่คนไม่ได้เห็นแก่ตนเองเป็นหลัก แต่สนใจสังคม เพื่อนรอบตัว เชื่อในอุดมคติที่ทำให้สังคมนี้ดีขึ้น  ขณะที่ลมปัจจุบัน พัดไปในทางที่คนหมกมุ่นอยู่กับความอยู่ดีมีสุขของตัวเอง และยอมรับระบบง่าย ๆ อย่างไม่คิดทำอะไร  จะว่านักศึกษาต่างก็ลอยไปตามลมพัด ก็กระไรอยู่  เพราะในขณะที่ ยุคหนึ่งเราเคยลอยไปทางที่น่าชื่นชม สนใจเรื่องที่พ้นไปจากตัวเอง  ยุคนี้เรากลับลอยไปทางที่ไม่ค่อยน่าชื่นชมสักเท่าไหร่ สนใจแต่เรื่องของตัวเองและเพื่อนพ้องข้างๆ ตัวเป็นสำคัญ

คำถามที่สำคัญกว่าคือว่า อะไรทำให้คนสองยุคคิดต่างกัน เชื่อต่างกัน  อีกนัยหนึ่ง อะไรเป็นตัวกำหนดว่า ลมของสังคมพัดไปทางไหน

ทั้งนี้ คำว่าคนในสังคมของผม ไม่ได้หมายรวมถึงคนรุ่นใหม่ เท่านั้น แต่รวมผู้หลักผู้ใหญ่ด้วย เพราะผมไม่เชื่อว่าผู้ใหญ่จะมีมาตรฐานทางจริยธรรมสูงกว่าคนรุ่นหลังมากมายแต่อย่างใด  และผมไม่เชื่อว่า สำนึกเพื่อสังคมมีความจำเป็นเฉพาะคนรุ่นใหม่

คำถามเรื่องสำนึกเพื่อสังคมจึงควรจะกว้างกว่านี้ว่า ทำอย่างไรให้คนในสังคมไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นไหน มีสำนึกเพื่อสังคมสูงขึ้น ปัจจัยใดเป็นสาเหตุที่ทำให้คนในสังคมหนึ่งมีสำนึกเพื่อสังคมสูงกว่าอีกสังคมหนึ่ง

 

  1. ตลาดกับสำนึกเพื่อสังคม

ปัจจัยกำหนดกระแสสังคมมีมากมาย  แต่ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์  ที่ผมจะพูดวันนี้ ผมเห็นว่า ปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางลมของสังคม พัดคนในสังคมให้ไปทางนั้นทางนี้  คือระบบเศรษฐกิจ ซึ่งมีผลต่อความเชื่อ ความคิด และอุดมการณ์ของคน

กระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจไทยนำสังคมไทยสู่ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ  ในระดับโลก หลายคนมีความคิดว่า ระบบทุนนิยมคือระบบเดียวที่เป็นทางเลือกของโลกใบนี้

ระบบทุนนิยมคือ ระบบที่มีจุดเน้นอยู่ที่การสะสมทุน ทำอย่างไรจึงจะสามารถสะสมทุนได้มากขึ้นเรื่อย ๆๆๆ  เป็นระบบที่มีจุดตั้งต้นที่เงิน ลงท้ายที่เงิน และทำอย่างไรจึงจะทำให้เงินที่ลงท้ายสูงค่ากว่าเงินที่ตั้งต้น เพื่อที่จะได้นำเงินนั้นไปลงทุนต่อ  เพื่อให้เงินเพิ่มขึ้น ย่อมต้องพัฒนาพลังการผลิต คิดหาวิธีที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง

และบนเส้นทางแห่งการเติบโตของเศรษฐกิจนั้น นับวัน ยิ่งมีคนจำนวนน้อยลงๆ ที่ได้ประโยชน์ เป็นเส้นทางการพัฒนาที่อยู่บนฐานของการเอาเปรียบทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว ให้คนรวยรวยขึ้นจากการเหยียบบ่าคนจนให้จนลง  หรือแม้มีการกล่าวอ้างว่า ทั้งคนจนและรวยต่างได้ประโยชน์จากระบบทุนนิยมเสรี แต่ก็เป็นที่แน่นอนว่า เมื่ออำนาจต่อรองของสองฝ่ายไม่เท่ากัน คนรวยย่อมมีโอกาสได้ส่วนแบ่งเค้กมากกว่าคนจน เค้กที่ควรจะได้ของคนจนหายไปอยู่ในกระเป๋าของคนรวยที่มีเค้กก่อนหน้ามากกว่าอยู่แล้ว นี่ก็นับเป็นปัญหาเช่นกัน

ระบบนี้จึงมีรากฐานอยู่ที่การแข่งขัน เป็นการแข่งขันเพื่อตัวเองเป็นหลัก และเป็นการแข่งขันที่อยู่บนรากฐานว่า แต่ละคนต่างพยายามทำให้ตัวเองได้ประโยชน์สูงสุด  เมื่อแต่ละคนที่ต่างทำให้ตัวเองดีที่สุดแล้ว สังคมส่วนรวมย่อมดีที่สุดด้วย  ผลประโยชน์ส่วนบุคคลเป็นเนื้อเดียวกับผลประโยชน์ของสังคม

สิ่งที่สร้างความชอบธรรมให้กับระบบทุนนิยม คือ เศรษฐศาสตร์กระแสหลัก   เมื่อทุนนิยมเติบใหญ่ในโลกใบนี้หลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม  ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์กระแสหลักเป็นเครื่องมือสำคัญในการอธิบายกลไกการทำงานของระบบทุนนิยม  มิใช่แค่อธิบายเท่านั้น แต่มีส่วนให้การ “สร้าง” และ “ธำรง” ระบบไว้ด้วย

นอกจากทุนนิยมสร้างเศรษฐศาสตร์กระแสหลักแล้ว  ในทางกลับกัน เศรษฐศาสตร์กระแสหลักยังมีส่วนสร้างทุนนิยมให้เข้มแข็งขึ้นด้วย

ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่มีข้อสรุปบั้นปลายว่า ตลาด หรือ กลไกราคา เป็นกลไกจัดสรรทรัพยากรที่ดีที่สุด รัฐควรมีบทบาทจำกัดในการเข้าแทรกแซงตลาด นั้น มีข้อสมมติเบื้องต้นว่า คนแต่ละคนเป็นสัตว์เศรษฐกิจ  ในความหมายที่แต่ละคนต่างพยายามทำให้ตัวเองดีที่สุดภายใต้ข้อจำกัดบางอย่าง  นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักเชื่อกันว่านี่เป็นธรรมชาติของคนจริงๆ ในระบบทุนนิยม

ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมีรากฐานที่การพยายามทำความเข้าใจพฤติกรรมที่เป็นสัตว์เศรษฐกิจของคนแต่ละคน โดยเชื่อว่า หากเข้าใจย่อมสามารถเข้าใจพฤติกรรมของสังคมที่ประกอบด้วยปัจเจกชนรวม ๆ กันได้

กรอบวิเคราะห์ของเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก อยู่ภายใต้ข้อสมมติว่า ตลาดทำงานได้อย่างสมบูรณ์  ทุกฝ่ายมีข้อมูลข่าวสารเท่าเทียมกัน ทำสัญญาแล้วไม่มีใครโกง ไม่สนใจมิติอื่นที่นอกเหนือจากเศรษฐกิจ ไม่สนใจมิติทางอำนาจ ซึ่งโลกความจริง ข้อสมมติเหล่านี้ล้วนผิดทั้งสิ้น

ระบบทุนนิยมประกอบด้วยตัวละครที่เป็นสัตว์เศรษฐกิจตามธรรมชาติ อยู่ภายใต้กติกากำกับเศรษฐกิจแบบตลาด

ประเด็นที่น่าสนใจคือ คนเป็นสัตว์เศรษฐกิจอยู่แล้วตามธรรมชาติ แล้วเราพยายามเข้าใจความเป็นสัตว์เศรษฐกิจโดยสร้างทฤษฎีมาเพื่ออธิบายการตัดสินใจของสัตว์เศรษฐกิจ  หรือเศรษฐศาสตร์ต่างหากที่สอนให้คนเป็นสัตว์เศรษฐกิจ ที่คำนึงถึงผลประโยชน์ของตัวเองเป็นสำคัญ  ซึ่งคนที่ถูกฝึกให้เป็นสัตว์เศรษฐกิจจะย้อนกลับไปสร้างความเข้มแข็งของระบบทุนนิยม

ประเด็นสำคัญของผมก็คือ ระบบทุนนิยมไม่ได้เป็นเพียงกลไกการจัดสรรทรัพยากรเท่านั้น นักเศรษฐศาสตร์มองกลไกตลาดหรือกลไกราคา แค่เป็นเครื่องมือหรือกลไกทางเศรษฐกิจ ที่ปราศจากอุดมการณ์เบื้องหลัง

แต่ผมไม่เห็นด้วย  ผมคิดว่า ตลาดไม่ใช่แค่กลไกที่ไร้ชีวิต แต่เป็นกลไกที่ซ่อนความคิดและอุดมการณ์อยู่เบื้องหลัง ซึ่งมีมิติที่ส่งผลเสียต่อคนและสังคมด้วยเช่นกัน  เช่น ย้ำคิดย้ำสอน (ทั้งโดยตรงและอ้อม ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ) ให้คนคิดถึงตัวเองเป็นสำคัญ (การเสียสละเพื่อสังคมเป็นการเพิ่มต้นทุนให้ตัวเอง แล้วจะเสียสละไปทำไม)  ฝึกคนให้ “เป็น” สัตว์เศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่ “เข้าใจ” กลไกวิธีคิดของสัตว์เศรษฐกิจเท่านั้น

ตลาดยังแทนที่ความสัมพันธ์ที่มีตัวตน เช่น ชุมชน ความผูกผัน ด้วยความสัมพันธ์ที่ไม่มีตัวตน เช่น ไม่ต้องสนใจว่าเป็นใคร แต่ถ้ามีเงินมา ของก็ไป   ทั้งยังบั่นทอนสถาบันที่ไม่ใช่ตลาด เช่น ชุมชน ครอบครัว สำนึกทางสังคม คุณค่าทางจริยธรรม และจิตใจสาธารณะ

ดังนั้น ตลาดจึงไม่ได้เป็นเพียงสถาบันทางเศรษฐกิจ แต่เป็นสถาบันทางวัฒนธรรมและสถาบันทางอุดมการณ์ด้วย

นอกจากนั้น ตลาดยังเพิ่มความไร้เสถียรภาพให้กับชีวิต เนื่องจาก ทำให้ชีวิตต้องผูกติดกับสิ่งที่เราไม่มีอำนาจในการกำหนดควบคุมได้ด้วยตัวเอง (นอกจากต้องไปเป็นนายกรัฐมนตรีจึงพอจะกำหนดอะไรเพื่อตัวเองได้บ้างหรือได้มาก) เช่น ราคาสินค้า อัตราแลกเปลี่ยน  ชีวิตต้องอยู่ภายใต้ความไม่แน่นอน คนอาจตกงานได้แม้ทำงานด้วยความขยันขันแข็ง หากเศรษฐกิจตกต่ำ นั่นคือ ผลต่อตัวเราไม่ได้ขึ้นกับการกระทำของเราเท่านั้น แต่ขึ้นกับความผันผวนจากตลาดที่อยู่นอกเหนืออำนาจควบคุมของตัวเราเอง

ผมมีความเห็นว่า กลไกตลาดมีข้อดีของมันอยู่ ซึ่งหาอ่านได้ตามหนังสือเศรษฐศาสตร์ทั่วไป  แต่ตลาดก็มีผลด้านกลับในทางลบเช่นกัน นั่นคือ ตลาดมีผลบั่นทอนสำนึกเพื่อสังคม

ตัวอย่างเช่น การแก้ปัญหาคนขับรถเวลาเมาด้วยการปรับ คนที่เป็นสัตว์เศรษฐกิจตอบสนองตาม   คนเมาที่คิดแค่ให้ตัวเองได้ประโยชน์ที่สุด ก็เลือกที่จะไม่ขับรถเวลาเมา  โดยไม่จำเป็นต้องพูดถึง สำนึกทางสังคม แต่อย่างใด  ท้ายที่สุด สังคมก็จะดีขึ้นเช่นกัน  แม้ในกรณีนี้ การไม่ขับรถเวลาเมาไม่ใช่เพราะกลัวว่าจะทำให้คนอื่นบาดเจ็บ แต่เพราะกลัวตัวเองเสียเงินต่างหาก 

แท้จริงแล้ว การใช้ค่าปรับเป็นกลไกในการปรับพฤติกรรมของคน เป็นการสร้างสถานการณ์แบบ ตลาด หรือใช้ กลไกราคา เข้าแทนที่สำนึกเพื่อสังคม หรือจริยธรรมส่วนตัวนั่นเอง  มองอย่างหยาบที่สุด ค่าปรับก็เป็นเหมือนการจ่ายราคาสำหรับขับรถเวลาเมา แม้ในกรณีนี้ ไม่ได้เกิด ตลาด ซื้อขายสิทธิการขับรถเวลาเมาอย่างชัดแจ้งก็ตาม

ตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจซึ่งสอดคล้องกับประเด็น “เมาไม่ขับ” ข้างต้น ก็คือ งานวิจัยของ Gneezy และ Rustichini (2000)  ที่แสดงให้เห็นว่า การใช้ “ตลาด” แก้ปัญหาพฤติกรรมของคนอาจส่งผลตรงกันข้ามกับที่ได้คาดหวัง

ทั้งคู่ยกกรณีการไปรับลูกสายของผู้ปกครองขึ้นมาศึกษาตามแนวเศรษฐศาสตร์เชิงทดลอง  โดยงานศึกษาแยกกลุ่มสถานรับเลี้ยงเด็กเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรก ให้ผู้ปกครองต้องเสียค่าปรับหากไปรับลูกสาย (เริ่มใช้ค่าปรับเป็นตัวปรับพฤติกรรมตั้งแต่สัปดาห์ที่ 4 และยกเลิกเมื่อสิ้นสัปดาห์ที่ 16) อีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นกลุ่มควบคุมไม่มีการจ่ายค่าปรับใด ๆ  (ไม่มีการปรับเงินตลอด 20 สัปดาห์)  นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักคงคาดหวังว่าผู้ปกครองในกลุ่มแรก ซึ่งต้องจ่ายค่าปรับ น่าจะเปลี่ยนพฤติกรรมโดยไปรับลูกเร็วขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียเงิน หากมีพฤติกรรมสมเหตุสมผลแบบเศรษฐศาสตร์  กระนั้น ผลศึกษากลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม

งานศึกษาพบว่า ในกลุ่มที่ต้องจ่ายค่าปรับ จำนวนผู้ปกครองที่ไปรับลูกสายกลับเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมเป็นเท่าตัว  นอกจากคำถามที่น่าสนใจคือเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นแล้ว  ผลศึกษายังมีประเด็นที่น่าสนใจไม่แพ้กันกล่าวคือ แม้เมื่อมีการยกเลิกค่าปรับใน 16 สัปดาห์ให้หลัง  พฤติกรรมการไปรับลูกสายที่แย่กว่าเดิมก็ยังคงอยู่  สถานการณ์ไม่ได้กลับไปสู่สถานะแรกเริ่มก่อนการทดลอง (ก่อนที่จะมีการปรับเงิน)  ส่วนผู้ปกครองอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ต้องเสียค่าปรับนั้น งานศึกษาพบว่า พฤติกรรมการรับลูกสายไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญ

ผู้วิจัยทั้งสองอธิบายปรากฏการณ์นี้ว่า การจ่ายค่าปรับเป็นการเปลี่ยนสถานะของ “ภาระหน้าที่รับผิดชอบ” (Obligation) ของผู้ปกครองที่ต้องมีต่อลูก ซึ่งผู้ปกครองต้องจ่ายต้นทุนแบกรับภาระส่วนตัวเพื่อพยายามไม่ให้ไปสาย  ให้กลายเป็น “ทางเลือก”(Choice) ที่ผู้ปกครองจำนวนมากยินดีที่จะจ่ายราคา “ซื้อ” การมาสาย

การปรับเงินเป็นเหมือนการสร้างสถานการณ์ภายใต้ความสัมพันธ์แบบตลาด  ทำให้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนเป็นความสัมพันธ์ผ่านตลาดที่เข้าแทนที่ความรับผิดชอบ ความผูกผัน และสำนึกคุณค่าทางจริยธรรม  ซึ่งเมื่อความสัมพันธ์แบบตลาดได้ฝังรากแล้ว ยากที่จะเลือนหายไป โดยเฉพาะหากกติกาแบบ “ตลาด” ยังคงกำกับพฤติกรรมของคนอยู่อย่างสำคัญ โดยไม่มี “สถาบัน” อื่นเข้าแทนที่

ดังจะเห็นได้จาก เมื่อมีการยกเลิกค่าปรับ สำนึกของผู้ปกครองหาได้เข้ามาแทนที่ความสัมพันธ์แบบตลาด  ผู้ปกครองกลับเคยชินกับภาวะ“เสียคน” ที่ตลาดได้สร้างขึ้น   การยกเลิกค่าปรับมิใช่การกลับสู่สำนึกทางสังคมหรือคุณค่าทางจริยธรรม แต่เป็นเสมือนการปรับลดราคาของการมาสายให้เหลือศูนย์ต่างหาก

เช่นนี้แล้ว สิ่งจูงใจที่เป็นตัวเงิน ที่ใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดสรรทรัพยากรผ่านความสัมพันธ์แบบตลาด ในอีกมุมหนึ่ง เป็นตัวสร้างปัญหาด้านอื่น ๆ โดยเฉพาะการบั่นทอนสำนึกทางสังคมและคุณค่าทางจริยธรรม  ข้อกล่าวอ้างนี้แตกต่างจากแนวคิดของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมาตรฐานที่ไม่สนใจมิติทางอุดมการณ์ที่ฝังตัวอยู่ในตลาด หากมองตลาดว่าเป็นเครื่องมือหรือกลไก “บริสุทธิ์” ในการจัดสรรทรัพยากร  หรืออีกนัยหนึ่ง ในตลาดไม่มีอุดมการณ์ ไม่มีอำนาจ ไม่มีความเชื่อ  ไม่มีความคิดทางการเมือง ซ่อนตัวอยู่

ตัวอย่างข้างต้นตอกย้ำว่า รูปแบบความสัมพันธ์แบบ “ตลาด” มีผลกระทบต่อ “สถาบัน” และ “อุดมการณ์” ในระบบเศรษฐกิจ  ทั้งนี้ สถาบัน “ตลาด” มีแนวโน้มบั่นทอน “สำนึกทางสังคม”

ตัวอย่างความสัมพันธ์ในครอบครัวก็เช่นเดียวกัน หากพ่อแม่ดึงดูดให้ลูกช่วยทำงานบ้าน โดยจูงใจด้วยเงินหรือผลตอบแทนทางวัตถุ  เมื่อลูกย้ำทำจนเคยชินแล้ว  ต่อมาเวลาพ่อแม่จะให้ลูกช่วยทำงานอะไร มักจะถูกถามกลับทันทีว่า ทำแล้วจะได้เท่าไหร่ บางคนหนักข้อ เงินไม่มา งานไม่เดิน  ความสัมพันธ์แบบ “ตลาด” บั่นทอนสายใยความผูกผันและความร่วมแรงร่วมใจกันในครอบครัว มิติทางจริยธรรมเหือดหายไป

 

  1. คนรุ่นใหม่ในยุคทักษิณ

ไม่แปลกใจที่จิตสำนึกเพื่อสังคมของคนรุ่นใหม่และเก่ายิ่งเหือดหายไป ในยุคที่ระดับความเข้มข้นของความสัมพันธ์แบบตลาด และผลประโยชน์ เข้าแทนที่ภาระหน้าที่รับผิดชอบเพื่อสังคม โดยเฉพาะในยุคทักษิณ ที่มีวิธีคิดแบบนายทุนที่ใช้เงินเป็นตัวตั้งในการแก้ปัญหา และมองที่ผลสัมฤทธิ์บั้นปลายโดยไม่เลือกวิธีการ  ยิ่งจะทำให้สำนึกเพื่อสังคมตกต่ำลง

ตัวอย่าง แก้ปัญหาภาคใต้ด้วยการใช้เงินเป็นตัวตั้ง  แก้ปัญหาโดยใช้เงิน  ทุ่มเงินช่วยคนจน ซึ่งไม่ได้แก้ปัญหาที่โครงสร้าง  มองประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ เป็นแค่เครื่องมือ ทั้งที่เป็นเป้าหมายในตัวเอง

ไม่แปลกใจที่คนรุ่นใหม่ ที่เกิดมาในยุคเสรีภาพพรั่งพร้อม โตมาในสังคมที่พ่อแม่ไขว่คว้าความสำเร็จที่วัตถุ โตมาในสังคมที่วัดคุณค่าของคนที่ความรวย โดยไม่สนใจวิธีการได้มาซึ่งความสำเร็จนั้น  โตมาในสังคมฉาบฉวย  โตมาในสังคมขี้รำคาญ  สนใจเปลือกมากกว่าแก่น  ไม่ใช้ปัญญาในการแก้ปัญหาหรือจัดการความขัดแย้ง   โตมาในสังคมที่คนจำนวนมหาศาลยอมรับที่จะเสียสิทธิเสรีภาพบ้างเพื่อแลกมาซึ่งเศรษฐกิจดี (โดยหลงเชื่อวาทกรรมนายกว่า ให้เชื่อผม ปล่อยผม ผมรู้ดีสุด อย่าวิจารณ์ อย่าค้าน อย่าชักใบให้เรือเสีย)

ที่นายกเข้มแข็งไม่ใช่แค่เพราะเสียงในสภามากแค่นั้น แต่เพราะเล่นกับอารมณ์สังคมไทยเป็น สังคมไทยยอมรับผู้นำที่เข้มแข็งได้ แม้จะไม่เป็นประชาธิปไตยเท่าไหร่  ยอมรับคนรวยได้ โดยไม่สนว่ารวยมาอย่างไร  สนใจผลลัพธ์มากกว่ากระบวนการ  อยู่ด้วยความหวังและแก้ปัญหาแบบฉาบฉวยมากกว่าแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง  ยอมให้คนทำงานเป็นโกงได้บ้าง

คนที่อยู่ในสังคมไทยได้โดยไม่มีศัตรู และทุกฝ่ายยอมรับนับถือ คือคนที่ไม่ตั้งคำถามและไม่พยายามแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง  เพราะการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างย่อมมีคนเสียประโยชน์ และยากที่จะไม่เปลี่ยนแปลงแบบสุดขั้ว พอเปลี่ยนแบบสงบๆ ไม่ได้ ก็กลายเป็นพวกหัวรุนแรงไป

ด้วยเหตุนี้คนที่ตั้งคำถามหรือพยายามเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจึงไม่สามารถชนะใจสังคมไทยได้ในวงกว้าง  คนที่สังคมไทยซื้อก็คือคนที่อาจจะทำดีจริง แต่ไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง (หมายถึง ลงมือนะครับ ไม่ใช่แค่พูด)

สังคมไทยมีมาตรฐานทางจริยธรรมแค่นี้ ทักษิณถึงสามารถมีอำนาจเข้มแข็งมาได้ถึงทุกวันนี้   ทักษิณก็เป็นตัวแทน เป็นภาพสะท้อนของสังคมไทย  หากไทยรักไทยชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลายก็เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า มาตรฐานจริยธรรมของคนไทยก็ประมาณๆ ทักษิณนี่แหล่ะ  แปลว่า ไม่ค่อยสูงมาก

 

  1. คนรุ่นใหม่ในฝันของผม

 

ผมคงไม่สามารถเทศนาว่าคนรุ่นใหม่ควรมีสำนึกเพื่อสังคมอะไรบ้าง หรือไม่มีปัญญาจะบอกได้ว่า จะสร้างสำนึกเพื่อสังคมในหมู่คนไทยอย่างไร

แต่คงจะพอแลกเปลี่ยนความฝันของผมให้ฟังได้บ้างว่า ผมมองคนในอุดมคติไว้แบบไหน  ซึ่งผมเองก็ยังเป็นไม่ได้

ผมคิดว่าคนรุ่นใหม่ในฝันควรมีลักษณะเหล่านี้

หนึ่ง ต้องมีจิตใจสาธารณะ คิดถึงคนอื่นที่พ้นไปจากตัวเอง สนใจเห็นใจคนด้อยโอกาสและผู้เสียเปรียบในสังคม

ผมก็ไม่รู้ว่าจะสร้างอย่างไร  แต่พอนึกได้เลาๆ ว่า จิตใจสาธารณะจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรารู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของ “ชุมชน” ต้องคำนึงถึงคนอื่น ที่เรารู้จัก คำนึงถึงสภาพแวดล้อมที่เราใช้ชีวิตอยู่ คำนึงถึงลูกหลานที่จะอยู่ในสังคมนี้ต่อไป

ความรู้สึกที่จะคิดถึงคนอื่นหรือสังคม ที่พ้นไปจากตัวเอง หรือความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน จะเกิดขึ้นได้ก็เมื่อเราเอาตัวเองไปเผชิญกับ “โลก” ที่กว้างใหญ่  เมื่อเราเจอกับโลกที่กว้างใหญ่ ก็จะรู้ตัวว่า ตัวเราเองเล็กลง รู้ด้วยว่า เราเป็นเพียงส่วนหนึ่งของโลกที่กว้างใหญ่  อัตตาก็หายไป  การปสนใจเฉพาะตัวเองไม่เพียงพอเสียแล้ว  ยิ่งเราเจอโลกที่กว้างขึ้น ยิ่งรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนมากขึ้น คิดถึงคนอื่นมากขึ้น ตระหนักถึงขอบฟ้าที่กว้างใหญ่ของโลก รู้ว่าเรามิอาจอยู่ด้วยตัวเองได้ โดยไม่ต้องใส่ใจกับสิ่งรอบตัว

อีกทั้ง กระบวนการค้นหาโลกยังเป็นส่วนหนึ่งของการค้นหาตัวเอง ทำให้เราเข้าใจตัวเองได้มากขึ้นอีกด้วย

การเผชิญโลกที่กว้างใหญ่ทำได้หลายวิธี ไม่ว่ามีประสบการณ์ตรง สัมผัสความจริงที่เจ็บปวดของสังคม เช่น ออกชนบท รับฟังชีวิตของผู้ถูกเอาเปรียบ โดยเฉพาะถูกเอาเปรียบโดยรัฐ  เดินทางท่องเที่ยว หรือแม้แต่การอ่านหนังสือก็ตาม

ข้อนี้ผมมีประเด็นสงสัยที่อยากทิ้งท้าย คือ คนไทยอาจมีศีลธรรมประจำตัว มีจริยธรรมเพื่อตัวเอง และเพื่อคนสนิท  และหลายหน จริยธรรมเพื่อคนสนิทขัดกับจริยธรรมของสังคม  คนดีของสังคมไทยคือคนช่วยเพื่อน  หากมีคนอื่นที่เราไม่รู้จักไม่ได้รับความเป็นธรรม ทำไมเราไม่สนใจเขา  ทำอย่างไรที่จะยกระดับศีลธรรมของปัจเจกไปสู่ศีลธรรมแบบรวมหมู่ได้ ดังที่อาจารย์นิธิได้เคยตั้งคำถาม

สอง รู้จักตัวเอง ชอบอะไร ทำดีทางไหน การทำความดีและการทำประโยชน์มันหลากหลาย ไม่มีสูตรสำเร็จ ไม่ใช่ว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองเท่ากับการมีสำนึกทางสังคม  แต่จริงๆ มันกว้างกว่านั้น กิจกรรมมันหลากหลายขึ่อ

สาม เชื่อในความแตกต่าง และเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน และแสวงหาปัญญาจากความแตกต่างนั้น

สี่  เปลี่ยนโลกด้วยความรู้ ไม่ใช่อารมณ์ ต้องคิดก่อน ค้นหาความรู้ก่อน จิตใจดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องฉลาดและเฉลียวด้ว

ห้า ต้องมีความกล้าหาญทางจริยธรรม ยอมจ่ายต้นทุนเพื่อรักษาสิ่งที่เราเชื่อมั่น รู้ว่าค้านไปจะเกิดผลร้ายต่อตัวเอง ก็ต้องทำ

หก เชื่อในอุดมคติ เชื่อในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้บ้าง ตระกูลไรท์ สองตามองฟ้า สองขาติดดิน ไม่งั้นไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง เชื่อในสังคมนิยมที่แท้จริง

เจ็ด ต้องคิดมากขึ้น ไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ ไม่ด่วนตัดสินคน ไม่ขี้หมั่นไส้ ต้องสร้างสิ่งแวดล้อมให้คนเก่งพัฒนาตัวเองได้

แปด คนรุ่นใหม่ในฝันของผมต้องเรียนรู้จากตัวอย่างที่ดี และทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดี คำว่าตัวอย่างที่ดีไม่เป็นสากล ทำตัวเองให้ดี อย่างที่ตัวเองนิยามความดีของตัวเองไว้  ปัญหาสังคมไทยมันซับซ้อน อย่าคาดหวังจะแก้ได้คนเดียว ทำตัวให้ดี รับผิดชอบตัวเองให้ดี ทำหน้าที่ที่ตัวเองต้องดูแลให้ดีที่สุด มันส่งผลเปลี่ยนแปลงสังคมได้ ด้วยมือคน ๆ เดียว

ใครว่าสามัญชนคนเดียวเปลี่ยนโลกไม่ได้ลองดูตัวอย่างของดาบตรีวิชัย สุริยุทธ  คนปลูกต้นไม้แห่งอำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ ที่เฝ้าปลูกต้นไม้วันละนิดวันละหน่อยมาตลอดสิบห้าปี โดยไม่ได้เรียกร้องคาดหวังจะได้ผลตอบแทนอะไร จนทำให้อำเภอที่แห้งแล้งยากจนที่สุด เขียวชอุ่มไปด้วยต้นปาล์มกว่าสองล้านต้น แม้ในตอนต้น ชาวบ้านคนอื่นจะมองด้วยสายตาแปลก ๆ ก็ตาม

คนปลูกต้นไม้ข้างต้นแสดงให้เห็นว่า คนธรรมดาที่ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างธรรมดา โดยไม่เรียกร้องความสนใจจากใคร – หากซื่อสัตย์ต่อภารกิจ หน้าที่ และอุดมการณ์ของตน ที่วาดฝันให้สังคมส่วนรวมและโลกรอบตัวดีขึ้น –   สามารถสร้างความงดงามให้โลกและสังคมได้อย่างน่ามหัศจรรย์

แม้ผลลัพธ์จากแรงกายแรงใจของเราไม่ผลิดอกออกผลให้ได้ชื่นชมอย่างฉาบฉวยทันใจ  หากต้องใช้เวลานับทศวรรษ

แม้ตอนเราลงมือทำในสิ่งที่เราเชื่อมั่น จะมีคนหัวเราะเยาะหรือปรามาส

แม้สิ่งที่เราทำดูจะเป็นเพียงแค่ผงธุลีที่แลดูไม่สลักสำคัญอะไรในแต่ละวัน

แต่คนเล็ก ๆ คนหนึ่ง สามารถสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ให้กับโลกใบนี้ได้  หากคงไว้ซึ่งความศรัทธา และก้มตาก้มตารับใช้อุดมการณ์ของตน

ต้นไม้เพียงไม่กี่ต้นที่เราทยอยปลูกในแต่ละวันตามกำลังที่พอมี เมื่อรวมเข้าด้วยกัน กลับส่งผลยิ่งใหญ่อย่างคาดไม่ถึง ด้วยพลังห่วงโซ่แห่งความดี

สังคมหรือชีวิตในอุดมคติคงเกิดขึ้นไม่ได้ หากเราเลิกใฝ่ฝันถึงมัน และไม่พยายามลงมือทำมันให้เป็นจริง ตามกำลังที่อำนวย

รักษาจิตวิญญาณแห่งความเป็น คนปลูกต้นไม้ ไว้นะครับ ไม่ว่าคุณจะมีพื้นที่อยู่ตรงไหนในสังคมและชุมชนของคุณ

ทุกคนสามารถเป็น คนปลูกต้นไม้ ได้ โดยไม่จำเป็นต้องลงมือปลูกต้นไม้จริง ๆ เ

เพราะต้นไม้แห่งความดี ปลูกไม่ยาก ขึ้นง่าย ไม่ใช้ต้นทุนมาก ไม่เสียเวลา แต่กลับส่งผลกระทบกว้างไกล  อีกทั้งมันยังดูแลรักษาและแพร่พันธุ์ได้ด้วยตัวเอง

ใช้แต่ใจเท่านั้นครับ โดยเฉพาะจิตใจที่คิดพ้นไปจากตัวเอง

Print Friendly