Thaksinomics: The overated regime 

 

ผู้ผูกขาดความจริงแท้

ตอนเรียนเศรษฐศาสตร์ใหม่ๆ ผมเคยคิดว่าเศรษฐศาสตร์กระแสหลักคือความจริงแท้ที่ใช้อธิบายโลกได้ทุกเรื่อง  เวลาจะอธิบายปรากฏการณ์อะไร ต้องโยงมาใช้เศรษฐศาสตร์เป็นเครื่องมือในการอธิบายให้ได้  จนเผลอเข้าใจไปว่านี่เป็นวิถีเดียวในการเข้าใจโลกเข้าใจสังคม ตอนคุยหรือเถียงกับนักรัฐศาสตร์ ก็คิดในใจว่าอาจารย์ไม่รู้ (หัวเราะ) ถ้ารู้ต้องพูดแบบผมหรือแบบนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก   เรียนไปเรียนมามันสอนให้กร่างได้ขนาดนั้น

แต่พอผมไปเรียนปริญญาเอก ได้เรียนเศรษฐศาสตร์หลายสำนัก เห็นขอบฟ้าของเศรษฐศาสตร์ที่กว้างขึ้น ได้รู้ว่าเศรษฐศาสตร์กระแสหลักเป็นแค่หนึ่งในเครื่องมือหรือหนึ่งในวิถีที่หลากหลายในการเข้าใจโลกเข้าใจสังคม การมองโลกสามารถมองผ่านแว่นตาได้หลายชนิด แว่นตาแบบเศรษฐศาสตร์เป็นแค่หนึ่งในแว่นตาหลายแบบนั้น ความยึดมั่นถือมั่นก็เริ่มลดลง  ยิ่งเรียนมากขึ้นอ่านมากขึ้นยิ่งคิดว่าเรายิ่งไม่รู้

สำนักเศรษฐศาสตร์แต่ละสำนักต่างก็บอกว่าสำนักตัวเองเล่าความจริง แต่ทำไมความจริงของแต่ละสำนักถึงแตกต่างกันได้ ไม่เป็นสากลเหมือนกัน  สุดท้าย ผมเลยเลิกเรียกมันว่า ‘ความจริง’  แต่เรียกว่า ‘เรื่องเล่า’  ทฤษฎีแต่ละทฤษฎีต่างก็เสนอ ‘เรื่องเล่า’ เรื่องหนึ่ง เรื่องเล่าแต่ละเรื่องก็เป็นความจริง แต่เป็นความจริงที่มีเงื่อนไข อยู่ภายใต้ข้อสมมติหรือข้อจำกัดบางอย่างที่แตกต่างกัน ซึ่งมีที่มาจากจุดตั้งต้นในการศึกษาที่แตกต่างกัน  มันไม่ใช่ความจริงแท้ที่สมบูรณ์ เป็นสากล

ในแง่นี้ ความจริงมันไม่ใช่สิ่งที่เป็นอยู่ตามธรรมชาติ แล้วรอให้คนเข้าไปค้นพบแล้วผลิตคำอธิบายมัน แต่ความจริงมันเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นต่างหาก ซึ่งกระบวนการสร้างความจริงมันก็หลีกหนีการใส่อุดมการณ์ ความเชื่อ ค่านิยม และวิธีมองโลกของคนสร้างไปไม่พ้น  ความแตกต่างของข้อสมมติที่เป็นพื้นฐานของทฤษฎีนั้นๆ รวมถึงระเบียบวิธีศึกษาที่แตกต่างกันเป็นตัวที่ทำให้ความจริงที่ถูกสร้างขึ้นมีความแตกต่างกัน

ดังนั้น  มันจึงไม่มีความจริงแท้  ความจริงแท้อาจจะมี แต่สิ่งที่นักวิชาการพูดๆ กัน มันไม่ใช่ความจริงแท้  ยิ่งนักการเมืองยิ่งแล้วใหญ่  ทุกอย่างมันเป็นวาทกรรม ไม่ใช่ความจริงแท้ วาทกรรมของนักเศรษฐศาสตร์เป็นแบบหนึ่ง  วาทกรรมของนักรัฐศาสตร์ในการอธิบายเรื่องเดียวกันก็เป็นอีกแบบหนึ่ง

ตลอดเวลาเกือบหนึ่งเทอมที่ผ่านมา นายกฯ ทักษิณมักแสดงตนผ่านสื่อเสมอๆ ว่า ตนคือผู้ผูกขาดความจริง โดยเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ตัวเองรู้และสิ่งที่ตัวเองคิดคือความจริงแท้ โดยไม่ตระหนักถึงความจำกัดของความจริงที่ตัวเองเป็นเจ้าของ  คุณทักษิณมักคิดว่าคนที่รู้ไม่เหมือนเขาคือพวกไม่รู้ คนที่คิดต่างจากเขารู้ไม่จริง ไม่มีข้อมูล หวังร้าย คุณไม่รู้แล้วพูดทำไม ผมรู้ ผมทำมากับมือ รู้น้อยอย่าพูด

สิ่งที่นายกฯ พูดอยู่ทุกวี่วันไม่ใช่ความจริงแท้ แต่มันก็เป็นวาทกรรมหนึ่ง อาจเป็นความจริงที่มีพื้นฐานใกล้ชิดข้อมูลระดับปฏิบัติมากกว่าความจริงของสามัญชนอย่างเราๆ  แต่การผลิตวาทกรรมของนายกฯ ก็ต้องหลอมรวมเอาข้อเท็จจริงที่ว่า ผสมเข้ากับประสบการณ์ โลกส่วนตัว ภูมิหลัง วาระทางการเมือง ผลประโยชน์ และอื่นๆ อีกมากของตัวเอง  จนกลายเป็นวาทกรรม ที่พยายามทำให้คนอื่นเชื่อว่าจริง

ในกระบวนการผลิตสร้างความจริงของนายกฯ ท่ามกลางอำนาจที่ล้นเหลือ  ไม่น่าแปลกใจที่ในบั้นปลาย คุณทักษิณจะเข้าใจว่า ความจริงเสมือนที่ตัวเองสร้างขึ้น มันกลายเป็นความจริงแท้ไปจริงๆ  และไม่น่าแปลกใจที่คุณทักษิณจะทึกทักเอาว่า สิ่งที่ตัวเองรู้ คิด เข้าใจ หรือความจริงของตน มีลักษณะความเหนือกว่าความจริงชุดอื่นๆ ของคนอื่นๆ ในสังคม

ความจริงของนายกควรมีที่ทางสูงกว่าความจริงของสมาชิกคนอื่นๆ ในสังคมหรือไม่ ผมว่าไม่  ลำพังการใกล้ชิดข้อมูลระดับปฏิบัติมากกว่าไม่ได้เป็นตัวตัดสินว่าความจริงของใครเหนือกว่าใคร

สิ่งที่คุณทักษิณนิยามว่าดี งาม ถูก จริง เหมาะสม อาจแตกต่างจากสิ่งที่คนแต่ละคนเห็นว่าดี งาม ถูก จริง เหมาะสม เพราะความดี งาม ถูก จริง เหมาะสม ที่ใช้ประเมินเรื่องใดเรื่องหนึ่ง   เป็นอำนาจในการนิยามและตีความของแต่ละบุคคล ไม่มีนิยามทางการที่เป็นสากล นายกฯ ไม่สามารถบังคับให้ผู้อื่นนิยามและตีความตามตนได้

คำอย่าง เสถียรภาพทางการเมือง ความมั่นคงของรัฐ ความรักชาติ มีนิยามและสามารถตีความได้หลากหลาย ความรักชาติในแบบของผมอาจต่างจากความรักชาติในแบบคุณทักษิณ  ซึ่งนายกฯ ไม่มีสิทธิในการคุกคามเสรีภาพในการนิยามและตีความความจริงของผมได้ แต่ที่ผ่านมา นายกฯ มักแทรกแซงสื่ออยู่เสมอๆ หากคิดว่าสื่อทำให้คำนิยามในแบบของนายกฯ ถูกสั่นคลอน ถูกทำให้ลดคุณค่าลง หรือเมื่อสื่อหรือนักวิชาการเสนอคำนิยามหรือการตีความใหม่ๆ ที่ไม่เข้าหูนายก

ใครรักชาติต่างจากความรักชาติแบบทักษิณ จะใช้ชีวิตในระบบทักษิณด้วยความยากลำบาก โดยเฉพาะคนที่รักชาติในแบบที่เห็นว่าอาณาจักรทักษิณควรล่มสลาย เพื่อไม่ให้อาณาจักรทักษิณทำลายประเทศมากไปกว่านี้ในอนาคต

คุณทักษิณพยายามผูกขาดความจริงแท้ของสังคม ซึ่งน่ากลัวกว่าการผูกขาดอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจ เพราะนายกฯ กำลังสร้างนิยามของสังคมที่หลากหลายให้เท่ากับนิยามที่ผูกขาดของตัวเอง เช่น ผมคือคนเดียวที่รักชาติ ถ้าคุณตั้งคำถามกับผม คุณด่าผม คุณไม่รักชาติ เพราะฉะนั้น  ยิ่งเขามีอำนาจมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้สึกว่าผมคือชาติ ผมคือรัฐมากขึ้นเรื่อยๆ  เมื่อคิดอย่างนี้ ประชาชนก็หมดความสำคัญ  นับวันประชาชนยิ่งถูกกันออกไปจากการมีส่วนร่วมทางการเมืองและกระบวนการกำหนดนโยบาย

 

ทักษิณกับความเป็นสัตว์เศรษฐกิจ

ยิ่งเมื่อนักการเมืองมีชีวิตอยู่ภายใต้ “สถาบัน” ที่มีแนวโน้มเพิ่มระดับความเป็นสัตว์เศรษฐกิจให้นักการเมืองด้วยแล้ว  การจัดการกับความจริงที่ออกมาจากปากนักการเมืองยิ่งต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษ เพราะมันจะมีระดับความบิดเบือนสูง กระทั่งการบิดเบือนความจริงระดับล่าง ที่สามารถพิสูจน์ตรวจสอบได้ด้วยข้อเท็จจริงอย่างเป็นวิทยาศาสตร์  บ่อยครั้งที่ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ แต่กลับไปทำลายคะแนนนิยมทางการเมือง  ก็ถูกบิดเบือนให้กลายเป็นความไม่จริงไป

ประโยคหนึ่งที่เราได้ยินคุณทักษิณพูดบ่อยๆ คือ ผมรวยแล้ว ผมไม่โกง  นี่ไม่ใช่ความจริง แต่เป็นวาทกรรม เป็นวาทกรรมทางการเมืองที่คุณทักษิณพยายามให้คนเชื่อว่ามันเป็นความจริง วาทกรรมแบบนี้ของนักการเมืองเชื่อไม่ได้ มันไม่มีอะไรยืนยัน ไม่สามารถพิสูจน์ได้เลย  แต่คนไทยจำนวนไม่น้อยกลับเชื่อโดยไม่สำรวจตรวจสอบ เชื่อว่าเขารวยแล้ว คงอยากทำประโยชน์ในบั้นปลายชีวิต

แต่สัตว์เศรษฐกิจอย่างคุณทักษิณไม่รู้จักพอหรอก

ผมไม่เชื่อว่าคนทุกคนเป็นสัตว์เศรษฐกิจล้วนๆ ก็จริง แต่สำหรับคนเป็นนักการเมือง ยิ่งเคยโตมาจากการเป็นนักธุรกิจผูกขาดด้วยแล้ว คนแบบนี้มีแนวโน้มเป็นสัตว์เศรษฐกิจสูง เพราะเส้นทางชีวิตต้องอยู่กับสถาบันหรือกติกาที่หล่อหลอมให้คุณกลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจ และสำหรับสัตว์เศรษฐกิจแล้ว ถ้ามีโอกาสหาประโยชน์แล้วมันไม่มีวันพอ เพราะสัตว์เศรษฐกิจมีเป้าหมายเพื่อทำอย่างไรให้ตัวเองได้ประโยชน์มากที่สุดภายใต้เงื่อนไขข้อจำกัดหนึ่งๆ    กรณีว่าด้วยพระราชกำหนดภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคม ค่าโง่ไอทีวี และกรณีผลประโยชน์ทับซ้อนของคุณทักษิณและกลุ่มชินอื่นๆ ที่งานวิจัยหลายชิ้นตีแผ่ สะท้อนให้เห็นพื้นฐานความเป็นสัตว์เศรษฐกิจของนายกทักษิณได้เป็นอย่างดี

ทักษิโณมิกส์มีจริงหรือไม่?

หลายคนบอกว่าทักษิโณมิกส์เป็นแบบนั้นแบบนี้ แต่ผมคิดว่ามันเป็นระบอบที่เราประเมินมันสูงเกินไป  ก่อนที่เราจะตั้งคำถามว่าทักษิโณมิกส์ มีลักษณะอย่างไร เราอาจต้องเริ่มตั้งคำถามตั้งแต่ว่า ทักษิโณมิกส์มีจริงหรือไม่  มันเป็นระบบเศรษฐกิจที่คิดใหม่ทำใหม่มาด้วยมือทักษิณจริงๆ ที่แตกต่างจากผู้นำคนอื่นอย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะจริงๆ หรือเปล่า  ลำพังการพิจารณาเฉพาะสไตล์การบริหารที่รวดเร็วฉับไว มันไม่เพียงพอ  ต้องดูแก่นแกนความคิดหรือปรัชญาเบื้องหลังของตัวระบบด้วย

ผมเองไม่แน่ใจว่าทักษิโณมิกส์มีจริง  หนึ่ง – มันไม่มีแก่นแกนความคิดที่เป็นระบบและไม่มีความคงเส้นคงวาของนโยบาย  ถ้าถามผมว่าความคิดทางเศรษฐศาสตร์ของนายกฯทักษิณคืออะไร ผมตอบไม่ได้ เพราะมันไม่มี มันสะเปะสะปะไปหมด ไม่มีความคิดองค์รวมที่เป็นระบบ มันขึ้นกับท่านไปอ่านหนังสือเล่มไหนมา กุนซือคนไหนเสนอความคิดอะไรมา ความคิดมันแยกส่วนมาก พอมาผสมกันแล้วมันเลยจับฉ่าย แม้นโยบายเป็นรูปธรรมก็จริง แต่หาแก่นแกนที่เป็นปรัชญาพื้นฐานเชิงนามธรรมเบื้องหลังไม่ได้เลย

สอง – โดยเนื้อหาแล้ว มันไม่มีอะไรใหม่ ทุกรัฐบาลก็ทำแบบนี้  ด้านหนึ่งกระตืนรือร้นกับการเปิดเสรี เอาใจประเทศมหาอำนาจ บรรษัทข้ามชาติ และองค์กรระหว่างประเทศโดยง่าย อีกด้านก็มีนโยบายแนวชาตินิยม และมีนโยบายประชานิยม เอาใจคนจนในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำให้คนจนหายจน ไม่ได้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำให้ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยหดหายไป ทุกรัฐบาลก็ทำอย่างนี้ เพียงแต่รัฐบาลนี้มีเทคนิคในการสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ และจัดหีบห่อออกขายในตลาดนโยบายที่ยอดเยี่ยม  รู้จังหวะจะโคนในการเล่นกับอารมณ์ของคนไทยเก่งกว่ารัฐบาลอื่นๆ เข้าใจความคิดแบบไทยๆ ดีกว่ารัฐบาลที่ผ่านมา

แต่โดยเนื้อหาแล้วต่างกันตรงไหน? นโยบายของรัฐบาลนี้แทบไม่แตะเรื่องโครงสร้างที่ไม่เท่าเทียมกันเลย  เราจะไปคาดหวังกับรัฐบาลนายทุนที่เต็มไปด้วยอภิมหาเศรษฐีให้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่เท่าเทียมของระบบทุนนิยมได้อย่างไร

สังคมฉาบฉวยแบบไทยๆ ที่สนใจเปลือกมากกว่าแก่น ชอบความรวดเร็วฉับไวโดยไม่เลือกวิธีการ ไม่สนใจว่าเร็วแบบมักง่ายหรือเปล่า ก็ซื้อมันได้ง่ายๆ แบบไม่ต้องคิดมาก

ผมอาจคิดผิด อาจประเมินค่าคุณทักษิณต่ำไป แต่ผมคิดแบบนี้ คิดว่าคุณทักษิณก็เป็นนักการเมืองธรรมดาคนหนึ่ง ที่อาจมีวาระที่ต้องการทำให้สังคมดีขึ้น คิดแก้ไขปัญหาของประเทศบ้าง ไม่ได้ชั่วร้ายไปเสียทั้งหมด แต่ระหว่างทางของการแก้ปัญหา ถ้ามีโอกาสมีช่องทางก็พยายามหาประโยชน์ให้ตัวเองและพรรคตัวเองได้ประโยชน์สูงสุดไปด้วย ซึ่งเป็นพฤติกรรมการตัดสินใจแบบสัตว์เศรษฐกิจ ไม่ได้แตกต่างอะไรจากนักการเมืองคนอื่นไม่ว่าพรรคไหน คุณทักษิณไม่ใช่เทวดาหรืออรหันต์แน่ๆ  เราเห็นตามหน้าหนังสือพิมพ์ว่า บ่อยครั้งประโยชน์สูงสุดของตัวเอง ครอบครัว และพรรคพวกของเขามันขัดกับประโยชน์สูงสุดของประเทศด้วยซ้ำ

รัฐอุปถัมภ์

เมื่อคุณทักษิณเป็นสัตว์เศรษฐกิจเหมือนๆ นักการเมืองคนอื่น เราจึงไม่เห็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่มีความพยายามที่จะลดช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย ถ้าผมจะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง แนวทางที่ทำได้คืออะไรบ้าง กระจายสินทรัพย์ใหม่ เก็บภาษีอัตราก้าวหน้า เก็บภาษีมรดก แต่คุณทักษิณมักไม่แตะปัญหาเชิงโครงสร้างเลย ถึงมีก็นิดหน่อย ให้พอใช้เป็นเครื่องมือชวนเชื่อทางการเมืองได้

เราจะคาดหวังให้รัฐบาลนี้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้อย่างไร เมื่อคณะรัฐมนตรีเป็นนายทุนระดับประเทศทั้งนั้น อย่าหวังว่าเขาจะทำให้ตัวเองแย่ลง  ที่ผ่านมา สิ่งที่รัฐบาลนี้ทำผ่านโครงการเอื้ออาทรสารพัดแบบคืออะไร นัยของนโยบายเอื้ออาทรคือ ผมเหนือกว่าคุณ ผมรวย คุณจน ความจริงผมไม่ยุ่งกับคุณก็ได้ แต่นี่ผมอุตส่าห์เอื้ออาทรให้คุณ (เน้นเสียง) ลดหนี้ให้ พักหนี้ให้ ทุ่มเงินให้ เพราะฉะนั้นคุณต่างหากที่ต้องขอบคุณผม คำว่าเอื้ออาทรก็ชัดเจนแล้วว่า คนข้างบนใจดีให้คนข้างล่าง คนข้างล่างแบมือขอคนข้างบน ถามว่านี่เป็นประชาธิปไตยไหม ก็ไม่เป็น แล้วมันคือทุนนิยมที่แท้จริงหรือเปล่า ก็ไม่ใช่ เพราะคนไม่เท่าเทียมกัน มันคือระบบอุปถัมภ์ดีๆ นั่นเอง

รัฐบาลทักษิณกำลังสร้างอำนาจโดยใช้รัฐอุปถัมภ์ เพราะอำนาจไม่ได้มาจากพระเดชอย่างเดียว แต่เกิดจากพระคุณด้วย

แม้ผมจะรวยจากการนำเข้ามือถือถูกๆ มาขายแพงๆ โดยที่ผมไม่ต้องใช้สมองมาก  รวยจากค่าบริการรายเดือนแพงๆ ที่เก็บจากคุณ รวยจากอำนาจผูกขาดที่ได้มาโดยชอบ – แต่ไม่รู้ว่ากว่าจะได้มาโดยชอบ ต้องใช้วิธีมิชอบมามากแค่ไหน – แม้ผมจะรวยได้เพราะโครงสร้างของระบบทุนนิยมที่คนจนไม่มีสิทธิ์ลืมตาอ้าปาก ไม่มีอำนาจต่อรอง ผมรวยได้ด้วยการเหยียบบ่าพวกคุณขึ้นไป คุณจะไม่ได้ฟังเรื่องเล่าแบบนี้ จะได้ยินแต่ ผมรวย  คุณจน ผมเป็นรัฐบาลเดียวที่เอื้ออาทรให้คุณ ผมเห็นใจคนจน  แล้วคนก็ดันซื้อวาทกรรมพวกนี้

เราจึงต้องอยู่กับรัฐบาลที่แก้ปัญหาแบบรัฐอุปถัมภ์ แต่ไม่แตะปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งส่งผลให้คนไม่สามารถเติบโตได้ด้วยตัวเอง ไม่มีเสรีภาพอย่างแท้จริง ต้องพึ่งรัฐ   เปลี่ยนจากการกู้นายทุนในชนบทมากู้รัฐแทน แล้วมันต่างกันตรงไหน ถามว่าทำให้ชีวิตชาวบ้านดีขึ้นไหม ทุกวันนี้คนยังเป็นหนี้ ยังไม่มีที่ดินทำกินเหมือนเดิม ปัญหาเชิงโครงสร้างยังไม่ได้รับการแก้ไข

อยู่ด้วยความหวัง (ลมๆ แล้งๆ ?)

องค์ประกอบที่สำคัญอันหนึ่งของเศรษฐกิจภายใต้ทักษิณคือเป็นเศรษฐกิจที่อยู่ด้วยความหวัง คุณทักษิณจึงพยายามสร้างความหวังให้กับกลุ่มต่างๆ ในสังคมให้กว้างขวางที่สุด  เศรษฐกิจดีจริงหรือเปล่า ไม่รู้ แต่ผมทำให้คุณเชื่อว่าดีก็พอแล้ว พื้นฐานเศรษฐกิจไม่ต้องดีจริง แต่ถ้าคนเชื่อว่ามันดี เดี๋ยวเศรษฐกิจมันก็ดีไปเอง เพราะคนจะปรับพฤติกรรมไปในทางที่ตัวเชื่อมั่น

ผมบอกความจริงของประเทศไทยในแบบที่คุณสบายใจ ตลาดหุ้นทำให้คุณสบายใจ ผมก็ทำให้หุ้นขึ้น แต่เราก็รู้ว่า ตลาดหุ้นชี้ภาวะเศรษฐกิจไม่ได้ เพราะตลาดหุ้นไทยเต็มไปด้วยการเก็งกำไรเป็นสรณะ ไม่สนใจปัจจัยพื้นฐาน พวกรายย่อยก็ตกเป็นเหยื่อ เป็นแมงเม่ากันหมด  เพราะเล่นหุ้นตามข่าว ถามว่าใครปั่นข่าว ก็พวกรายใหญ่ที่มีหุ้นเยอะๆ นำตลาดได้ แถมตอนนี้มีรัฐมนตรีมาช่วยปั่นหุ้นแบบถูกกฎหมายอีก คอยแต่ชี้นำตลาดในทางบวกโดยตลอด ถามว่าใครได้ประโยชน์  รัฐมนตรีควรทำหน้าที่อะไร ระหว่างการบริหารนโยบายการคลัง หรือมีหน้าที่ทำให้หุ้นขึ้น เป็นผู้จัดการตลาดหุ้นซะเอง

ทำไมคุณทักษิณชอบให้นักวิชาการหุบปาก เพราะนักวิชาการเป็นตัวทำลายความหวัง  มือไม่พายแต่เอาเท้าราน้ำ พวกนักวิชาการไม่รู้ความจริงหรอก อยู่แต่กับกองตำรา อยู่แต่ในห้องสมุด  วันๆก็อ่านแต่หนังสือบ้าบอแบบนี้ (ชี้กองหนังสือบนโต๊ะ) ผมต่างหากที่เป็นคนทำ  ความจริงคือสิ่งที่ผมผูกขาด คุณรู้ไม่จริง แล้วดันทะลึ่งมาทำลายความหวังของคนอีก

ดังนั้น นโยบายเศรษฐกิจแบบทักษิณจึงเน้นการสร้างความหวัง  กระตุ้นการบริโภคด้วยการสร้างความเชื่อมั่น ให้คนอยากใช้จ่าย โดยไม่สนใจความยั่งยืน อีกทางหนึ่ง ถ้าตลาดหรือเอกชนไม่ใช้จ่าย รัฐก็ถือธงนำโดยใช้จ่ายมากๆ เสียเอง ให้เศรษฐกิจโตให้ได้ โดยไม่สนใจว่า มันโตอย่างไร มีองค์ประกอบแห่งการเติบโตจากอะไร ยั่งยืนแค่ไหน ใช้ต้นทุนสูงแค่ไหน คนเอาเงินกองทุนหมู่บ้านไปทำอะไร ไม่ได้ลงทุน แต่เอาไปบริโภค เอาไปใช้หนี้เก่า

เศรษฐกิจเราไม่ได้เข้มแข็งจากรากฐานที่แท้จริง  โครงสร้างธุรกิจและระบบสถาบันการเงินยังเหมือนเดิม ไม่เคยมีใครใส่ใจอย่างจริงจังว่าธุรกิจไทยโกงบัญชีแค่ไหน จ่ายภาษีถูกหรือเปล่า มีนอก มีในไหม  โครงสร้างความสัมพันธ์ของนักธุรกิจกับการเมืองเป็นอย่างไร ผลิตภาพและเทคโนโลยีการผลิตเป็นอย่างไร การศึกษาของคนที่เป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนมีคุณภาพแค่ไหน   คนจนยังจนอยู่ อำนาจต่อรองยังต่ำ ทุกอย่างยังเหมือนเดิม แต่อยู่ได้ด้วยความหวัง แถมเป็นความหวังลมๆ แล้งๆ

เศรษฐกิจที่อยู่ด้วยความหวัง มันอันตราย และเปราะบางมาก เพราะความเชื่อมั่นของคนเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แล้วเปลี่ยนเร็วปุ๊บปั๊บด้วย จากดีมันอาจไม่ดีได้อย่างรวดเร็ว ถ้ามีอะไรมากระทบ ไม่ใช่แค่คนไทยที่เป็นแบบนี้ มันเป็นทั้งโลก  ยิ่งถ้าเศรษฐกิจไทยมีระดับการเปิดประเทศสูง และผูกตัวเองกับชุมชนการเงินระหว่างประเทศมาก  ปัญหายิ่งเกิดขึ้นได้เร็วและแรง ในระบบเสรีนิยมใหม่ที่ทุนระหว่างประเทศเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรี หากการคาดการณ์หรือความเชื่อมั่นในชุมชนการเงินระหว่างประเทศเปลี่ยนไปในทางเลวร้าย เงินจะไหลออกเร็วและมาก เพราะนักลงทุนเหล่านั้นไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับประเทศเราที่สมบูรณ์ ตื่นตระหนกง่าย

 

ปกครองด้วยความกลัว

วิธีบริหารแบบทักษิณส่วนหนึ่งปกครองด้วยความกลัว เราเคยด่านายกฯ คนเก่าๆ ได้ แถมด่าเจ็บด้วย  เพราะรู้สึกว่าพวกนั้นอยู่ระดับเดียวกับเรา เป็นนายกฯ ของเรา แต่ผมว่าสถานะของทักษิณต่างจากนายกฯ เลือกตั้งคนก่อนๆ  มันมีความรู้สึกหลายอย่างผสมๆ กันไปในสังคม และความรู้สึกเหล่านั้นมันแยกเราออกจากนายกฯ เหมือนว่าอยู่กันคนละระดับ   ทุกวันนี้ถ้าไปตามร้านหนังสือจะเห็นพ็อกเก็ตบุ๊ก ทำนอง ‘คมความคิดทักษิณ ชินวัตร’ หรือ ‘บริหารงานสไตล์ทักษิณ’วางเกลื่อนไปหมด  มันสะท้อนว่า ในทางหนึ่ง คนจำนวนมากเริ่มยอมรับทักษิณในฐานะนายกที่สัมผัสไม่ได้ รู้สึกกริ่งเกรง มองเป็นเทวดา อัศวินม้าขาวหรือควายดำบ้างก็มี  ในอีกทางหนึ่ง คนจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะนักวิชาการจำนวนมาก คิดว่า ประเทศนี้โดนยึดไปหมดแล้ว ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงกลาโหม  กองทัพบก กระทรวงยุติธรรม สภาพัฒน์ เพราะฉะนั้นก็ปล่อย ช่างมันเถอะ แล้วแต่เขาแล้วกันว่าจะทำอย่างไร  ทำดีก็ดี ทำไม่ดีก็ไม่ดี พูดไปก็เท่านั้น ทั้งเปลืองตัว ทั้งรำคาญวุฒิภาวะของนายกฯ

เมื่อนายกฯ กุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทุกคนก็อยู่ด้วยความกลัว นักการเมืองกลัวเก้าอี้หลุด ข้าราชการกลัวโดนย้าย แม้กระทั่งสื่อมวลชนก็กลัวไม่มีโฆษณา  สิ่งที่แย่กว่ารัฐบาลสั่งไม่ให้ลงข่าวคือสื่อมวลชนเลือกที่จะเซ็นเซอร์ตัวเอง เพราะกลัวถูกถอนโฆษณา สื่อไหนเลียรัฐบาล ธนาคารรัฐหรือรัฐวิสาหกิจให้เงินโฆษณา จนบางสำนักกลับมาตั้งตัวได้ใหม่  ซึ่งเรื่องแบบนี้เอาผิดไม่ได้ ขึ้นกับจริยธรรมล้วนๆ ที่น่าเศร้าคือ ความกล้าหาญทางจริยธรรมมันหดหายไป ไม่ว่าจะในวงการสื่อหรือนักวิชาการ

ทุกวันนี้ข่าวนายกฯ เบาลงเยอะ  ผมไม่เข้าใจสื่อมวลชนบางสำนัก เวลาด่าประชาธิปัตย์ ก็มองสิ่งที่ประชาธิปัตย์ทำเป็นวาทกรรมทางการเมือง ส่วนอะไรที่ทักษิณทำไม่ใช่วาทกรรมทางการเมือง แต่กลับเป็นความจริง เป็นสิ่งที่เราต้องช่วยกันเพื่อประเทศชาติ ต้องรักษานายกไว้เพื่อประเทศชาติ  ทำไมเขาไม่เข้าใจบ้างว่าทักษิณก็ขายวาทกรรมเหมือนประชาธิปัตย์

คุณทักษิณทำดีหมดเป็นนายกฯ ในฝัน แต่อาจจะพังเพราะคนใกล้ชิด   เพราะฉะนั้นพวกลูกหาบในพรรคหรือชินคอร์ปควรเห็นใจนายกฯ อย่าให้ท่านต้องเสียหายด้วยเรื่องธุรกิจเรื่องไม่รู้จักพอเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ เราอ่านข่าวแบบนี้แล้วก็รู้สึก แหม … คุณทักษิณช่างเป็นคนที่เกิดมาแล้วบริสุทธิ์ผุดผ่องเสียนี่กระไร ถ้าเจอ ผมอยากกราบจริงๆ (หัวเราะ)  ท่วงทำนองของวาทกรรมที่ออกจากปากสื่อบางสำนักเหมือนกับเราตั้งธงว่า ทักษิณต้องการทำเพื่อประเทศ แต่ที่ทำไม่ได้ เพราะติดข้อจำกัดทางการเมืองและคนใกล้ตัวอาจพาเสีย  นี่ไม่ใช่ความจริงนะครับ ผมจะตั้งธงอีกทางได้หรือไม่ว่า คุณทักษิณก็เป็นเหมือนนักการเมืองทั่วไปที่เป็นสัตว์เศรษฐกิจ พยายามทำให้ตัวเองและพรรคตัวเองมีคะแนนนิยมสูงสุด ไม่ใช่ทำให้สังคมส่วนรวมดีที่สุด ท่าทีต่อธงแบบนี้ก็จะเป็นอีกอย่าง ซึ่งผมเห็นว่าสมจริงมากกว่า

เราจะไว้ใจนายกฯที่เป็นเจ้าของไอทีวีได้อย่างไร แม้จะเป็นเจ้าของผ่านเมีย ผ่านลูก ผมก็ถือว่าเป็นเจ้าของ หากตอนประชุมคณะรัฐมนตรีมีการถกเรื่องสัญญาไอทีวี  คนที่เป็นเจ้าของสถานีก็นั่งหัวโต๊ะ แล้วพูดแค่ว่า ผมพอแล้ว ผมไม่ตะกละตะกลามหรอก  ถ้าสังคมไทยเชื่อวาทกรรมง่ายๆแบบนี้ก็น่าเป็นห่วง แทนที่จะบอกให้รัฐสู้เต็มที่ ท่านนายกก็ไปกระซิบบอกพวกลูกน้องในบริษัทของลูกให้ถอนคำร้องสิ ง่ายนิดเดียว (หัวเราะ)

ผมตั้งข้อสังเกตว่าระบอบที่อยู่ด้วยความกลัว  มันจะบั่นทอนจริยธรรมในใจของแต่ละคนโดยอัตโนมัติ คนสนใจเรื่องของสังคมส่วนรวมน้อยลง  เริ่มคิดว่ายุ่งไปก็เท่านั้น  ตอนนี้คุณทักษิณคุมอำนาจรัฐแทบทั้งหมด ข้าราชการต้องเดินไปตามทางที่นายกฯอยากไป  ถ้าคุณไม่เห็นด้วยกับผม คุณก็ทำงานไม่ได้ โดนสั่งย้ายได้ทุกเมื่อ เพราะฉะนั้นผมไม่แน่ใจว่าตอนนี้ข้าราชการรับใช้ประชาชน หรือรับใช้คุณทักษิณ

จริยธรรมของนักวิชาการก็ถูกบั่นทอนเหมือนกัน แรกๆมีคนด่าคุณทักษิณเยอะ  มีคนตั้งคำถามกับนโยบายประชานิยมเต็มไปหมด แต่หลังๆเริ่มยอมรับ มันก็ต้องเป็นแบบนี้ บางคนเบื่อ เซ็ง โดนด่ากลับ พูดไปก็เท่านั้น  บางคนถูกปิดปากด้วยเงินค่าทำวิจัยที่กระทรวงจัดหามาให้ทำวิจัยเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับนโยบายของรัฐบาล

ระบอบผู้นำเดี่ยวทำให้กลไกรัฐไม่ต้องแสดงความรับผิดต่อประชาชน แต่รับผิดต่อนายกฯ เพียงผู้เดียว นี่เป็นต้นทุนทางการเมืองและสังคมของประเทศที่มีผู้นำเข้มแข็ง  หากนำกรอบความคิดนี้มาวิเคราะห์กรณีไข้หวัดนกจะเห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสังคมไทยชัดเจน ทำไมภาครัฐถึงพยายามปิดข่าวในตอนแรก เพราะอะไร  หนึ่ง – มันทำลายความหวัง โดยเฉพาะความหวังทางเศรษฐกิจ ทำให้การส่งออกเสียหาย เงินสำคัญกว่าความปลอดภัยของคนในประเทศ  สอง – กลัว ถ้าพูดไม่ถูกใจ กลัวโดนปลด

ระบอบที่มีคนคนเดียวผูกขาดความจริงก็เป็นแบบนี้ ผมต่างหากที่รู้ว่าไก่ไทยเป็นไข้หวัดนกหรือเปล่า สัตวแพทย์จุฬาฯ ไม่รู้หรอก ยังพิสูจน์ไม่ได้ แต่ผมรู้  ถามหน่อยว่าคนคนเดียวจะรู้ทุกเรื่องได้ไหม เมื่อคนคนเดียวรู้ทุกเรื่องไม่ได้ มันน่ากลัว ยิ่งคนคนเดียวที่ไม่สามารถรู้ทุกอย่างได้ แต่ดันคิดว่าตัวเองรู้หมด ก็ยิ่งน่ากลัวเข้าไปใหญ่  มันจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสร้างกลไกตรวจสอบอาณาจักรทักษิณ

ตอนนี้ทุกคนสวามิภักดิ์นายกกันหมด  ถ้าปรับคณะรัฐมนตรี แล้วใครโดนปลด นี่ซวยนะครับ เพราะกลับไปเป็น ส.ส. ไม่ได้ แต่ละคนจึงหวงตำแหน่ง ถ้าท่านนายกฯสั่งอะไร ต้องรีบทำ ทำตามที่เขาสั่งนะ อย่าเถียง  ดังนั้น คุณจะเลือกอะไร ผมเอาตำแหน่งดีกว่า นายกฯสบายใจ ผมสบายใจ แต่ใครซวยครับ คนที่ซวยคือประชาชน

กระบวนการไม่สำคัญเท่าเป้าหมาย

ตอนนี้คนเริ่มชินกับวิถีแบบทักษิณ ซึ่งมีข้อดีคือทำงานเป็น ทำงานเร็ว และกล้าตัดสินใจ  ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยหรือไม่ การตัดสินใจทำให้เคลื่อนไปข้างหน้า ถามว่ามีข้อดีแบบนี้ แต่ต้องแลกด้วยการยอมให้เขาได้บ้าง ยอมแลกด้วยเสรีภาพบ้าง ยอมให้เขาได้ประโยชน์จากผลประโยชน์ทับซ้อนทางธุรกิจบ้าง จะยอมไหม ถึงนายกฯดี นายกฯเก่ง แต่นายกฯที่มีปัญหาแบบนี้  ผมยอมไม่ได้ แต่ถ้าถามสังคมไทยวันนี้ มีคนจำนวนไม่น้อยที่ยอม

มีคนตั้งคำถามกับความร่ำรวยของทักษิณไม่มาก เพราะสังคมไทยวัดคนที่ความสำเร็จบั้นปลาย โดยไม่สนว่าเติบโตมาอย่างไร จากความสามารถหรือจากทุนนิยมผูกขาด ที่ต้องอุปถัมภ์ข้าราชการระดับสูงและนักการเมืองอยู่ตลอด

ระบอบทักษิณมีมาตรฐานทางจริยธรรมเท่ากับนักธุรกิจทั่วไปที่ยินดีประสบความสำเร็จ โดยไม่เลือกวิถีทาง ดังนั้นถ้าระบอบทักษิณมีจริง มันก็เป็นระบอบที่ไม่สนใจกระบวนการ แต่สนใจบั้นปลาย คิดแต่ว่า ถ้าผลมันออกมาดี จะไปใส่ใจอะไรกับเรื่องราวระหว่างทาง

คุณทักษิณเคยพูดว่า กระบวนการไม่สำคัญเท่าเป้าหมาย เขาจึงไม่สนใจกระบวนการ แต่ถ้าระหว่างทางเศรษฐกิจดี บริหารง่าย ถึงจะไม่เป็นประชาธิปไตยบ้าง ก็คงไม่เป็นไร คุณทักษิณมองประชาธิปไตยเป็นแค่ยานพาหนะ ไม่ใช่เป้าหมายที่สำคัญที่สุดของเขา เพราะประชาธิปไตยมันกินไม่ได้ ในความคิดเขา  ทั้งที่ ในความเห็นผม ประชาธิปไตยเป็นทั้งกระบวนการและเป้าหมายโดยตัวของมันเอง เราอยากให้เศรษฐกิจดีไปทำไม หากยังมีคนจนถูกทอดทิ้ง คนไม่มีเสรีภาพ ต้องเจ็บปวดระหว่างเส้นทางการพัฒนา    เศรษฐกิจดีต้องเกิดจากกระบวนการที่ทำให้คนมีความสุขด้วย เพราะถ้าว่ากันให้ถึงที่สุด กระบวนการสำคัญกว่าเป้าหมายด้วยซ้ำ

ระบอบฉาบฉวย

ระบอบทักษิณฉาบฉวย ทำอย่างไรก็ได้ให้ไปถึงเป้าหมาย เช่น วงการฟุตบอลไทยอยากพัฒนาใช่ไหม ไม่ยาก เดี๋ยวซื้อฟูแล่ม ซื้อลิเวอร์พูล (หัวเราะ) นี่เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของวิธีคิดแบบนี้  เล่นกับอารมณ์คนเป็น แต่ไม่ได้แก้ปัญหาโครงสร้าง ไม่ได้เสนอทางออกที่ยั่งยืน  ถึงนายกฯจะเป็นเจ้าของทีมบอลอังกฤษ ไทยก็ยังไปบอลโลกไม่ได้ เด็กไทยจะเก่งขึ้นตรงไหน วงการฟุตบอลไทยจะพัฒนาขึ้นอย่างไร แต่ถ้าทักษิณเป็นเจ้าของทีมบอลจริงๆ  มันจะทำให้ได้คะแนนเสียง ดูดี เพราะคนไทยชอบพรีเมียร์ชิพ แล้วฟูแล่มหรือหงส์แดงเป็นทีมของคนไทย ขายภาพได้ แต่โดยเนื้อหาไม่มีอะไรเลย โครงสร้างวงการฟุตบอลไทยยังเหมือนเดิม ยังไม่มีการฝึกเด็กตั้งแต่ระดับเยาวชนอย่างจริงจัง  ยังไม่มีใครดูฟุตบอลไทย ยังไม่มีลีกอาชีพ ที่แย่ไม่แพ้กัน ยังคงบริหารด้วยสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย

ช่วงเอแปค อาจารย์ใจ (อึ้งภากรณ์) จะประท้วงจอร์จ บุช นายกฯก็บอกให้อยู่เฉยๆ ให้เขากลับไปก่อนค่อยประท้วง อ้างว่าเราเป็นเจ้าบ้านที่ดี เป็นสยามเมืองยิ้ม เขากลับไปแล้วจะประท้วงทำไมมิทราบ  หรือแก้ปัญหาความงดงามริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยการเอาผ้ามากั้นปกปิดภาพริมฝั่งแม่น้ำ  ซึ่งเป็นวิธีที่ฉาบฉวยมาก แต่คนไทยจำนวนไม่น้อยยังรับได้กับเรื่องแบบนี้ มีคนจำนวนมากคิดว่า ก็มันไม่สวยจริงๆ เลยต้องปิดไว้ ซึ่งมันน่าเศร้ามากที่ความฉาบฉวยแบบนี้ยังขายได้ในสังคมไทยปัจจุบัน

มันสะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยยังไม่โตเท่าไหร่ ถึงโตขึ้นก็จริง แต่ทำไมโตช้าจัง ผมเข้าใจดีว่าประชาธิปไตยไม่ใช่วัฒนธรรมไทย เรากำลังเรียนรู้  ทั้งๆที่เราเผชิญเหตุการณ์ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาหลายวาระแล้ว แต่สังคมไทยก็ยังไปได้ไม่ไกลเท่าไหร่

อาณาจักรทักษิณเข้มแข็งเพราะอะไร ?

ผมคิดว่าคุณทักษิณเป็นตัวแทนของสังคมไทย สังคมไทยยอมรับพฤติกรรมทักษิณได้ นั่นแสดงว่ามาตรฐานทางจริยธรรมของทักษิณไม่ต่างอะไรกับมาตรฐานทางจริยธรรมของสังคมไทย

ที่นายกเข้มแข็งไม่ใช่แค่เพราะเสียงในสภามากแค่นั้น แต่เพราะเล่นกับอารมณ์สังคมไทยเป็น สังคมไทยยอมรับผู้นำที่เข้มแข็งได้ แม้จะไม่เป็นประชาธิปไตยเท่าไหร่  ยอมรับคนรวยได้ โดยไม่สนว่ารวยมาอย่างไร  สนใจผลลัพธ์มากกว่ากระบวนการ  อยู่ด้วยความหวังและแก้ปัญหาแบบฉาบฉวยมากกว่าแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง  ยอมให้คนทำงานเป็นโกงได้บ้าง

คนที่อยู่ในสังคมไทยได้โดยไม่มีศัตรู และทุกฝ่ายยอมรับนับถือ คือคนที่ไม่ตั้งคำถามและไม่พยายามแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง  เพราะการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างย่อมมีคนเสียประโยชน์ และยากที่จะไม่เปลี่ยนแปลงแบบสุดขั้ว พอเปลี่ยนแบบสงบๆ ไม่ได้ ก็กลายเป็นพวกหัวรุนแรงไป

ด้วยเหตุนี้คนที่ตั้งคำถามหรือพยายามเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจึงไม่สามารถชนะใจสังคมไทยได้ในวงกว้าง  คนที่สังคมไทยซื้อก็คือคนที่อาจจะทำดีจริง แต่ไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง หมายถึง ลงมือนะครับ ไม่ใช่แค่พูด

สังคมไทยมีมาตรฐานทางจริยธรรมแค่นี้ คุณทักษิณถึงสามารถมีอำนาจเข้มแข็งมาได้ถึงทุกวันนี้   คุณทักษิณก็เป็นตัวแทน เป็นภาพสะท้อนของสังคมไทย  หากไทยรักไทยชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลายก็เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า มาตรฐานจริยธรรมของคนไทยก็ประมาณๆ คุณทักษิณนี่แหล่ะ  แปลว่า ไม่ค่อยสูงมาก

 

สังคมที่ไร้ทางเลือก

นอกจากนั้น คุณทักษิณยังมีอำนาจมาก เพราะการเมืองไทยแทบไม่มีตัวเลือก  ประชาธิปัตย์ยังแก้ปัญหาด้วยการอัญเชิญ เสธ. หนั่นกลับมา  ผมไม่รู้ว่าพรรคนี้รู้ตัวหรือยังว่าตัวเองตกต่ำแค่ไหนแล้ว ระบอบทักษิณอยู่ได้มั่นคงกว่าที่ควรจะเป็น เพราะสังคมไทยไร้ทางเลือกทางการเมือง

สังคมไทยต้องการพรรคอุดมการณ์ แม้ประชาธิปัตย์อยู่มานานก็จริง แต่ไม่ใช่พรรคอุดมการณ์ ไทยรักไทยก็ไม่ใช่พรรคอุดมการณ์ ถึงจะมีนโยบายเป็นรูปธรรม แต่ความคิดเบื้องหลังไม่ต่างจากประชาธิปัตย์มาก

เรายังไม่มีพรรคตัวแทนชนชั้นแรงงาน ไม่มีพรรคที่ถือธงสังคมนิยม ไม่มีพรรคคอมมิวนิสต์ ไม่มีพรรคที่สู้เพื่อสิ่งแวดล้อม  พรรคทางเลือกเหล่านี้เกิดขึ้นในสังคมไทยไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญใหม่ รวมถึงกติกาที่ผ่านมา ลงโทษพรรคเล็ก เช่นเมื่อก่อนกำหนดให้พรรคที่ไม่มี ส.ส. ต้องถูกยุบ คุณจะให้นักการเมืองอุดมการณ์เติบโตได้อย่างไร ถ้าพรรคถูกยุบ  เวทีเล่นการเมืองไม่ได้มีแต่เวทีในสภาเท่านั้น เวทีนอกสภาก็สำคัญไม่แพ้กัน

ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่เลือกตั้ง แต่คือการมีส่วนร่วมทางการเมือง พรรคการเมืองไม่จำเป็นต้องส่งคนลงสมัครก็ได้ เนื่องจากพรรคเป็นที่ที่คนซึ่งมีความคิดทางการเมืองคล้ายกัน มารวมตัวมีกิจกรรมทางการเมืองร่วมกัน  การเปิดเวทีปราศรัยตามชุมนุมชนเพื่อขายความคิด ก็เป็นการมีส่วนร่วมทางการเมืองแบบหนึ่ง สมัยก่อนเคยมีคนทำ อย่างที่คุณอากร ฮุนตระกูลเคยลงสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร  เพื่อใช้เวทีเลือกตั้งพูดในสิ่งที่ตัวเองอยากบอกกับสังคมว่ากรุงเทพฯ ต้องเล็กลงแล้วนะ  การเลือกตั้งต้องเป็นแบบนี้ ไม่ใช่แค่หาผู้ชนะแล้วจบ แต่มันเป็นเรื่องของกระบวนการ เสนอความคิดของกลุ่มต่อสังคม  ไม่ใช่แค่ชนะเลือกตั้ง

แม้รัฐธรรมนูญใหม่จะมีปาร์ตี้ลิสต์ แต่ต้องได้คะแนนเสียงทั่วประเทศเกิน 5 % พรรคถึงจะได้ ส.ส. ซึ่งพรรคอุดมการณ์ไม่มีทางทำได้ เพราะพรรคอุดมการณ์ไม่สามารถเป็นพรรคใหญ่ได้ พรรคที่จะเป็นพรรคใหญ่ได้ต้องชนะใจคนแบบกลางๆ ดังนั้นนโยบายพรรคจึงออกมากลางๆ เพื่อให้ชนะใจคนได้มากกลุ่มที่สุด พรรคใหญ่ๆจึงไม่ใช่พรรคอุดมการณ์ แต่เป็นพรรคที่แทบไม่มีจุดยืน

หากการเมืองไทยจะพัฒนาไปอีกขั้นได้ ต้องมีที่ทางให้พรรคเล็กๆเกิดขึ้น ถ้าไม่มีพื้นที่ให้พรรคอุดมการณ์ สังคมไทยก็ต้องเปิดโอกาสให้คนแบบอาจารย์ใจเข้าสภาได้  ทำไมต้องบังคับให้ ส.ส. ต้องสังกัดพรรคด้วย มันต้องเปิดโอกาสให้ลงสมัครแบบอิสระได้ คนที่ไม่มีทุน ไม่มีพวกพ้อง จึงจะสามารถนำเสนอตัวเอง และขายความคิดได้ แล้วให้ชาวบ้านตัดสิน ประชาธิปไตยที่แท้จริงต้องไม่บังคับให้เลือกคนที่สังกัดพรรคเท่านั้น ถ้าคุณอยากเลือกคนสังกัดพรรค คุณก็เลือกสิ แต่ทำไมต้องไปบังคับให้ผู้สมัครทุกคนต้องสังกัดพรรคด้วย รัฐธรรมนูญที่ดีต้องเปิดกว้างให้มากที่สุด ต้องสร้างทางเลือกให้สังคม ไม่ใช่เต็มไปด้วยการบังคับหรือข้อจำกัดมากมาย  จะไปบังคับให้คนไปเลือกตั้งทำไม  คุณอยากไปก็ไปสิ  เสรีภาพจะเกิดจากการถูกบังคับได้อย่างไร คนที่ไม่ไปอาจกำลังแสดงความคิดทางการเมืองบางอย่าง เช่น ก็มีแต่พรรคโง่ๆ พรรคชั่วๆ จะไปเลือกทำไม

ผมไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญที่บังคับให้ทำโน่นทำนี่ เพราะประชาธิปไตยต้องเปิดโอกาสให้คนที่มีรสนิยมต่างๆ กันมีที่ทางในสังคม คุณอยากได้ ส.ส.ที่จบปริญญาตรี ตัวคุณเองก็เลือกสิ แต่อย่าห้ามคนที่ไม่จบปริญญาตรีลงสมัคร ไปตัดโอกาสการเลือกของคนอื่นๆ ที่เห็นไม่เหมือนคุณได้อย่างไร

การเมืองไทยกันคนเล็กคนน้อยให้ออกไปจากระบบ ทุกวันนี้ถึงคุณเป็นชาวบ้านก็จริง  แต่พอเข้าสภา คุณก็ไม่ใช่ตัวแทนของชนชั้นคุณแล้ว คุณต้องหาส่วยให้หัวหน้ามุ้ง เพราะเขาจ่ายเงินให้คุณเข้าสภาได้  ถึงคุณเคยเป็นเกษตรกร แต่พอคุณเป็น ส.ส. คุณไม่ได้มีความรับผิดต่อชนชั้นเกษตรกร แต่คุณมีความรับผิดต่อเจ้าพ่อวังโน่นเจ้าแม่วังนี่แทน ด้วยเหตุนี้ การเมืองไทยจึงผูกขาดอยู่กับคนกลุ่มหนึ่งที่ยอมรับบางกติกาเพื่อให้ตัวเองได้อยู่ในสภา แม้จะต้องสูญเสียตัวตนก็ตาม

คุณทักษิณแก้ปัญหาประเทศแบบเบ็ดเสร็จอย่างที่เป็นอยู่ได้เพราะอะไร ก็ใช้กระสุนส่วนตัว ต่อให้คนที่เก่งกว่าคุณทักษิณมาเป็นนายกฯ แต่ไม่รวยเท่า ก็ไม่มีทางทำแบบนี้ได้ ดังนั้นจะต้องมีทุนจำนวนมหาศาล ปัญหาคือเขาต้องเป็นคนแบบไหนถึงจะมีทุนมหาศาลได้ขนาดนี้ หนึ่ง-ถ้าเราดูเส้นทางของเขาที่ทำให้เขารวยมาได้ขนาดนี้ แล้วจะยังไว้ใจได้ไหม สอง-ถ้าเขารวยขนาดนี้ สามารถเข้ามามีอำนาจได้มากขนาดนี้ มันน่ากลัวแค่ไหน ต่อไปถ้ามีคนที่รวยแบบนี้เหมือนกัน อยากมาเป็นนายกฯ ก็เป็นได้อีก ก็ยิ่งน่ากลัว การเมืองกลายเป็นเวทีเล่นของพวกนักธุรกิจที่ร่ำรวยเข้ามาเปลี่ยนประเทศอย่างที่เขาต้องการ ไม่ว่าจะโดยบริสุทธิ์ใจหรือไม่ก็ตาม กลายเป็นคนทุนหนามีโอกาสทางการเมืองสูงกว่าคนอื่นๆ

คุณทักษิณบอกว่า ไม่ต้องกลัวว่าผมจะเผด็จการ ผมฟังเมียผม  ฟังแล้วอยากตาย   แทนที่จะรับผิดต่อประชาชน แต่คุณทักษิณกลายเป็นนายกฯที่รับผิดต่อเมีย ซึ่งยิ่งน่ากลัวเข้าไปใหญ่ (หัวเราะ) เพราะฉะนั้นวาทกรรมว่าด้วยประชาธิปไตยของคุณทักษิณจึงเป็นวาทกรรมที่แปร่งมาก

ความขัดแย้งแตกแยกก็นำไปสู่ปัญญาได้

ประเทศไทยยังเป็นสังคมที่เอียงขวามาก ชอบความสงบเรียบร้อยมากกว่าความขัดแย้ง  ทั้งที่ความขัดแย้งก็นำไปสู่ปัญญาได้ สังคมไทยมีกลไกจัดการกับความขัดแย้งไม่ดีพอ ภาพชาวบ้านที่จะนะถูกปราบ ไม่ต่างอะไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแถวลานโพธิ์ตั้งแต่ผมยังไม่เกิด ที่ผ่านมา เราต้องพึ่งพระสยามเทวาธิราช พึ่งในหลวง แต่การแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยการพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือพระมหากษัตริย์ คงไม่ใช่วิธีที่ดีนัก เราไม่สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยระบบที่ดี ที่ประชาสังคมมีส่วนร่วม

ถ้าจะแก้ปัญหาของสังคมไทยที่มีความขัดแย้งทั้งในระดับใหญ่ และระดับชุมชน ซึ่งซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ก็จะต้องอาศัยกลไกบางอย่างที่เป็นธรรม เปิดเวทีให้คนมีส่วนร่วมมากๆ ใช้วัฒนธรรมสันติวิธี  แต่เราไม่ค่อยคุยเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ เพราะอะไรครับ เพราะมันกินไม่ได้ เอาไว้ก่อน เป็นเรื่องระยะยาว คนสนใจแต่เรื่องปากท้อง  แล้วคนที่เป็นผู้นำทางปัญญาของสังคม อย่างนายกฯก็ยังไม่นำเราไปสู่จุดนั้นเท่าไหร่ สื่อมวลชนก็เหมือนกัน คือยังอยู่ระดับเดียวกับระดับที่สังคมไปถึง

นายกฯซีอีโอ หรือนายกฯเถ้าแก่ ?

อาจารย์รังสรรค์ (ธนะพรพันธุ์) ตั้งคำถามที่แหลมคมว่า ทักษิณเป็นนายกฯซีอีโอหรือนายกฯเถ้าแก่  เพราะวัฒนธรรมแบบเถ้าแก่มีอำนาจบริหารธุรกิจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จะบริหารอย่างไร ฟังลูกน้องหรือไม่ ขึ้นกับเถ้าแก่คนเดียว ลูกน้องที่กระด้างกระเดื่องก็ถูกไล่ออก เถ้าแก่มักเป็นเจ้าของธุรกิจที่มีลักษณะครอบครัว เป็นทั้งเจ้าของและผู้บริหาร ต่างจากซีอีโอที่เป็นผู้บริหารอาชีพและทำงานภายใต้บอร์ดบริหาร ถ้าทำไม่ดีก็อาจโดนปลดออก  เถ้าแก่รับผิดต่อตัวเองและครอบครัวและรับภาระความเสี่ยงจากการตัดสินใจ เถ้าแก่ไม่ต้องฟังใครนอกจากเมีย และคิดว่าตัวรู้ทุกอย่าง เป็นศูนย์กลางของโลก ไม่ชอบฟังคำวิจารณ์

ถ้ามองตามกรอบวิเคราะห์ของอาจารย์รังสรรค์ว่า คุณทักษิณคือเถ้าแก่ ไม่ใช่ซีอีโอ จะช่วยให้เราเข้าใจการทำงานของระบบทักษิณขึ้นมาก ไม่หลงไปตามวาทกรรมว่าด้วยข้าคือยอดซีอีโอที่นายกพร่ำบอกทุกเช้าวันเสาร์  เพราะคุณทักษิณบริหารคณะรัฐมนตรีและบริหารพรรคไทยรักไทย ไม่ใช่แบบซีอีโอ แต่เป็นแบบเถ้าแก่มากกว่า

นายกซีอีโอเท่ากับนายกฯที่ดี ?

แม้เชื่อตามวาทกรรมของนายกฯ ทักษิณว่าเขาคือนายกฯซีอีโอจริง ในแบบที่คุณทักษิณเข้าใจ  ผมถามต่อว่านายกฯซีอีโอตามนิยามแบบคุณทักษิณเองนั้น มีค่าเท่ากับนายกฯที่ดีไหม  ผมว่าไม่เท่านะ   แม้ตัดสินกันตามนิยามของคุณทักษิณเอง  คุณทักษิณก็อาจเป็นได้แค่นายกฯซีอีโอเท่านั้น  เพราะทำงานสำเร็จตามที่ตนต้องการ ตัดสินใจฉับไว  โดยไม่สนใจกระบวนการ  ประชาชนไม่มีเสรีภาพในการแสดงความเห็น สังคมอยู่ด้วยความกลัว อยู่ด้วยความหวังลมๆแล้งๆ  และอยู่ด้วยความจริงแบบที่ทักษิณสร้างขึ้น

นั่นต่างจากนายกฯที่ดี ที่มีความสามารถจัดการกับความเห็นที่แตกต่างหลากหลายของสังคมได้ มีทางออกให้กับปัญหาด้วยระบบที่ดี เป็นธรรม และยั่งยืน สร้างสมดุลให้กับความขัดแย้งในสังคม  เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหาร ไม่มีความฉ้อฉลทางอำนาจที่คุกคามสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล แลกเปลี่ยนถกเถียงกับประชาชนอย่างเปิดเผย โปร่งใส ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

ตลอด 3 ปีกว่าที่ผ่านมา ถ้าเชื่อว่าทักษิณเป็นนายกฯซีอีโอตามคำนิยามของเขาเอง  ทักษิณก็เป็นได้แค่นายกฯซีอีโอแบบที่เขาเข้าใจไปเองเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าอวดอ้างแต่อย่างใด เพราะการเป็นนายกฯ ซีอีโอไม่ได้หมายถึงการเป็นนายกฯ ที่ดี  ยิ่งคุณทักษิณด้วยแล้ว ยิ่งยังห่างไกล

นายกฯ ที่ดีเป็นยากกว่านายกฯ ซีอีโอหลายเท่านัก  ถึงวันนี้ ผมยังไม่เห็นแม้กระทั่งแววเลย

 

 ตีพิมพ์: หนังสือ พิษทักษิณ  สำนักพิมพ์ openbooks (เมษายน 2547)     

 

Print Friendly