หยุดคิดเก็บเงินค่าเข้างานหนังสือ | อย่าผลักภาระให้เพื่อนนักอ่าน

1. ช่วงนี้แวดวงหนังสือถกเถียงกันสนุก เพราะมีการโยนไอเดียเรื่องการเก็บค่าเข้างานมหกรรมหนังสือแห่งชาติเดือนตุลาคมนี้ที่ศูนย์สิริกิติ์มาให้แลกเปลี่ยนกัน ข้อเสนอที่ล่องลอยอยู่ในสายลมคือ 50 บาท
.
เรื่องของเรื่องคือศูนย์สิริกิติ์โฉมใหม่กำลังจะเปิดให้บริการ แทบทุกคนก็อยากกลับไป “บ้านเก่า” ซึ่งเป็นภาพสะท้อนวันชื่นคืนสุขแต่หนหลังของงานหนังสือ แต่ในโลกทุนนิยมอันโหดร้าย (โดยเฉพาะในมือทุนผูกขาด) ไม่มี “บ้าน” ไม่มีสายสัมพันธ์แบบ “ครอบครัว” หรอกครับ เมื่อลงทุน 1.5 หมื่นล้านปิดรื้อทำใหม่มาสามปีครึ่ง สิ่งที่กลับมาพร้อมกับโฉมใหม่ก็คือ “ราคาใหม่” ที่แพงกว่าเดิมอย่างมหาศาล (แม้จะอ้างว่าให้ราคาลดพิเศษแล้วก็ตาม)
.
ถ้าปล่อยตามยถากรรมไม่ลงมือทำอะไรหรือไม่คิดเปลี่ยนอะไร เมื่อค่าเช่าแพงขึ้นมาก ค่าบูธก็ต้องแพงขึ้นมากตามไปด้วย เมื่อรวมกับค่าใช้จ่ายอื่นๆ ก็มีแนวโน้มขาดทุนสูง คำถามคือ สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) ผู้ดูแลรับผิดชอบในการจัดงานหนังสือ ควรบริหารจัดการเรื่องนี้อย่างไร?
.
ไอเดียการเก็บเงินค่าเข้างานหนังสือเลยถูกเสนอเข้ามาเป็นคำตอบในเรื่องนี้ พร้อมกับการสร้างบรรยากาศแห่งความกลัวว่า ถ้าไม่เก็บเงินค่าเข้างาน ค่าบูธอาจจะแพงขึ้นไปถึง 5 หมื่น! ข่าวปล่อยข่าวลือ 6 หมื่นก็เคยมีคนเล่าให้ฟัง (ขอโน้ตตรงนี้ไว้ก่อนด้วยว่า ไปเอาตัวเลขพวกนี้มาจากไหน! คิดเดาเอาเองหรือคำนวณมาอย่างไร? เพราะเท่าที่เคยได้ยินข้อมูลมาจากทางอื่น หากมีการจัดการอย่างสมเหตุสมผล ตัวเลขค่าบูธโดยเฉลี่ยคงไม่ได้แพงขึ้นถึงขนาดนั้นแน่)
.
เท่าที่ผมทราบ แนวคิดการเก็บเงินค่าเข้างานหนังสือไม่ได้ตั้งต้นมาจากกรรมการ PUBAT ที่มีอำนาจหน้าที่ในการจัดงาน และทางกรรมการ PUBAT เองยังไม่ได้มีมติเรื่องนี้แต่อย่างใด รวมถึงตัวเลขที่ลือกันไปในวงการหนังสือตอนนี้ว่าค่าบูธจะแพงขึ้นเท่านั้นเท่านี้ก็ยังเลื่อนลอยไร้รายละเอียด
.
2. ผมไม่เห็นด้วยเลยกับการเก็บเงินค่าเข้างานหนังสือครับ เหตุผลง่ายๆ คือพวกเราฝ่ายคนขายหนังสือไม่ควรผลักภาระให้กับเพื่อนนักอ่าน โดยที่ PUBAT ยังไม่พยายามหาทางเลือกอื่นที่เป็นไปได้อย่างสุดกำลัง
.
อย่าให้แฟนหนังสือของพวกเราวิจารณ์ผู้จัดว่าเป็นเหมือนรัฐบาลที่พอเงินหมดกระเป๋าก็ชอบคิดผลักภาระให้ประชาชนแบบง่ายๆ (มักง่าย) ด้วยการขึ้นภาษี แทนที่จะไปทำงานหนักสำรวจตัวเองก่อนว่ามีงบประมาณส่วนไหนที่ใช้จ่ายแบบไม่จำเป็น-ไม่มีประสิทธิภาพ-รั่วไหล และแทนที่จะพยายามหารายได้เพิ่มด้วยช่องทางอื่นๆ ที่ไม่ส่งผลกระทบรบกวนประชาชนคนเล็กคนน้อยในวงกว้าง
.
การผลักภาระให้ประชาชน (และคนอ่าน) ควรเป็นทางเลือกสุดท้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบยังไม่ได้พยายามคิดหาวิธีบริหารจัดการทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพอย่างเต็มที่ที่สุด
.
3. ข้อเสนอเก็บเงินค่าเข้างานหนังสือมาผิดจังหวะมากครับ มันผิดเวลา ผิดที่ผิดทางไปหมด
.
หนึ่ง เราอยู่ในยุคเศรษฐกิจโควิดที่มีทั้งปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว การผลิตและการค้าชะงักงัน คนตกงาน รายได้น้อยลง และข้าวของแพงขึ้น พร้อมๆ กัน เรียกว่า ลำบากกันอยู่แล้วทั้งคนขายหนังสือและคนซื้อหนังสือ อย่าเพิ่มภาระให้แก่กันมากไปกว่านี้เลยครับ ทำให้ทุกคนอยากเข้ามาซื้อหนังสืออย่างมีความสุขดีกว่า
.
สอง ตลาดออนไลน์ทำให้พลังของงานหนังสือลดลงมากอยู่แล้ว ผู้ซื้อมีทางเลือกมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องออกจากบ้าน โจทย์ของงานหนังสือก็ยากขึ้นในตัวเองอยู่แล้ว มีเรื่องให้ต้องปรับตัวหลายอย่าง อย่าเพิ่มปัญหาให้มากขึ้นอีกด้วยการเก็บเงินแขกของเรา
.
จะสู้กับปัญหาสองข้อข้างบน ทางออกคือต้องหาทางดึงดูดให้คนอยากมางานหนังสือมากที่สุด มาแล้วรู้สึกคุ้มค่าที่สุด ได้เจอหนังสือหลากหลายในราคาถูก ซึ่งการเก็บเงินไม่ใช่คำตอบเพราะให้ผลตรงกันข้าม ทำให้ผู้ซื้อลำบากใจ-ลำบากกระเป๋ามากขึ้น ทำลายแรงจูงใจที่อยากมางาน หรือมีโอกาสสูงที่ทำให้คนตั้งใจมาหลายครั้งจะลดความถี่ลงเหลือครั้งเดียว ยิ่งทีมที่ยกกันมาเป็นครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อนเข้ามาทีหนึ่งต้องเสียเงินค่าเข้าหลายร้อยก็คงคิดหนักจนหายไปด้วย
.
เอาเข้าจริง เรื่องแบบนี้ก่อนมีการเสนอควรผ่านการศึกษาวิจัยมาก่อนว่าการเก็บเงินส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมผู้ซื้ออย่างไร คนซื้อจะยังมางานอยู่ไหม มาถี่ลดลงเท่าไหร่ ตอบสนองต่อราคาอย่างไร ปริมาณซื้อหนังสือเปลี่ยนไปอย่างไร รูปแบบการซื้อเปลี่ยนไปอย่างไร ไม่ใช่นั่งคิดคาดเดากันไปเองตามอำเภอใจ ไม่งั้นเราจะใช้อะไรเป็นฐานในการตัดสินใจ ภาระเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ผู้ค้าน แต่อยู่ที่ผู้เสนอ
.
หลายคนตั้งใจดีบอกว่า เราเก็บเงิน แต่ลงทุนจัดงานเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้นักอ่านอย่างดีที่สุด แบบหาไม่ได้จากการซื้อออนไลน์หรือร้านหนังสือ ปัญหาก็คือว่าที่เราเก็บเงินค่าเข้าก็เพราะเราไม่มีเงินพอนี่ครับ แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาลงทุนจัดงานให้แตกต่างระดับนั้น หรือถ้าจะเก็บเงินคนอ่านเพื่อยกระดับการจัดงาน ลองถามคนอ่านกันก่อนไหมว่าต้องการอะไรกันแน่ ส่วนในฝั่งสำนักพิมพ์ ภายใต้เศรษฐกิจแบบนี้ และค่าบูธแพงขึ้นกว่าเดิม เรายังเหลืองบลงทุนแต่งบูธและจัดกิจกรรมในงานกันขนาดไหน
.
ก่อนหน้านี้ คนในวงการหนังสือฝันหวานกันว่าสิ้นปีนี้จะได้กลับศูนย์สิริกิติ์ ทำเลดี เดินทางสะดวก มีโอกาสขายดีเหมือนเดิม ได้รำลึกบรรยากาศเก่า ชมบรรยากาศใหม่ แต่พอข้อเสนอเก็บเงินค่าเข้าโผล่ขึ้นมา มันทำลายบรรยากาศความหวังพวกนี้ไปหมดเลยครับ คนอ่านก็เสียความรู้สึก (ลองไปไล่อ่านเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์กันดูครับ) คนทำก็กังวลทั้งเรื่องบูธแพงแถมเรื่องกลัวคนไม่มาหรือมาไม่บ่อย ดีมานด์จะหายไปเท่าไหร่ มันคุ้มกันจริงหรือไม่
.
การเก็บเงินอาจจะทำให้ทีมจัดงานทำงานได้ง่ายขึ้น แต่ผลกระทบน่าจะกว้างขวางอยู่ครับ บางทีอาจต้องทบทวนว่าเราจัดงานหนังสือเพื่ออะไร เพื่อให้ผู้อ่านเข้าร่วมมากที่สุด เพื่อให้เพื่อนสำนักพิมพ์มาร่วมกันออกบูธมากที่สุด เพื่อสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างผู้อ่านกับคนทำหนังสือ เพื่อหารายได้สุทธิเข้า PUBAT ไปใช้ทำงานต่างๆ หรือเพื่อให้ PUBAT ทำงานสะดวกอยู่มือที่สุด แต่ละจุดหมายให้คำตอบแตกต่างกันครับว่าเราควรทำอย่างไร
.
สิ่งที่น่ากังวลคือ การเก็บเงินค่าเข้างานอาจเป็น “จุดเปลี่ยน” ของพฤติกรรมการเข้าร่วมงานหนังสือในอนาคตของเหล่านักอ่านไปด้วย เชื่อว่าคำบ่นเหล่านี้จะดึงกระหึ่มและฝังใจคนไปอีกนาน — “ไปทำไม เสียเงิน” “สั่งออนไลน์เอาก็ได้โปรเท่ากัน” “ค่าเข้าเท่ากับค่าส่งออนไลน์ แล้วจะเสียเงินเสียเวลาเดินทางไปทำไม” “งานหนังสือไม่เป็นมิตรต่อคนอ่าน” “ไม่เห็นหัวคนอ่าน” ฯลฯ ทั้งหมดนี้สรุปจบเหมือนกันคือ “ไม่ไปงานหนังสืออีกต่อไปแล้ว” ซึ่งไม่ใช่เรื่องดี
.
ใช่ครับ “ราคาค่าเข้า” อาจดูไม่แพงในสายตาของหลายคน แต่มันจะส่งผลต่อความรู้สึกของผู้ซื้อ ซึ่งความรู้สึกมันมีค่านะครับ แต่ตีราคายาก และเรียกคืนกลับมายาก ความสัมพันธ์ระหว่าง PUBAT กับนักอ่านจะเปลี่ยนไป – ไม่น่ารัก ไม่ใช่แคร์ ผลักภาระ ทำงานไม่เป็น คนจะบ่นกันแบบนี้ครับ (ลองไปจับกระแสความรู้สึกของผู้คนในสื่อกันดูครับ)
.
ประเด็นของเรื่องนี้คือ [“เก็บ” หรือ “ไม่เก็บ”] มากกว่า [“เก็บกี่บาท”] เพราะกี่บาทก็ดูแพง เมื่อเทียบกับวิถีปฏิบัติเดิมที่ไม่มีการเก็บเงิน และในเชิงจิตวิทยาหรือเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (การที่ต้องเสียในสิ่งที่ไม่เคยเสีย มีราคาแพง) ความรู้สึกพวกนี้จะส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้อ่านทั้งในวันนี้และวันหน้า เคยเห็นพฤติกรรมเซนซิทีฟต่อราคาของเหล่านักช็อปในยุคออนไลน์ไหมครับ นั่นละครับเตรียมรับมือกันไว้
.
ผมกังวลว่า ข้อเสนอเก็บเงินค่าเข้านี้จะเปลี่ยนงานหนังสือครั้งนี้จากการเป็นหมุดหมายของการเปิดม่านงานหนังสือยุคใหม่ ให้กลายเป็นหมุดหมายเริ่มต้นของยุคเสื่อมงานหนังสือไป ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริง กรรมการ PUBAT รับผิดชอบกันไม่ไหวหรอกครับ
.
4. นี่ยังไม่ได้พูดถึงต้นทุนของการบริหารจัดการอีกนะครับ ถ้ามีการเก็บค่าเข้าจริง ต้องมีค่าใช้จ่ายด้านการบริหารจัดการอีกไม่น้อย จนเอาเข้าจริงแล้ว ไม่รู้ว่าคิดทุกอย่างรอบด้านแล้ว จะได้มากกว่าเสียอย่างที่หวังไหม คุ้มต้นทุนการทำงานไหม
.
จริงๆ แล้ว เราก็ยังไม่รู้นะครับว่าผู้เสนอคิดระบบการจัดการแบบไหนในใจ และจะตอบคำถามพวกนี้ยังไง
.
– บางเสียงบอกว่าเก็บเงินได้แต่ขอบัตรสวยๆ ไว้เป็นของที่ระลึกสำหรับสะสมได้ไหม (ค่าลงทุนทำบัตรเท่าไหร่ ค่าจ้างวาดและออกแบบเท่าไหร่ / ถ้ามั่นใจว่าบัตรสวยจนคนอยากเก็บ ทำไมไม่ทำบัตรขายเป็นรายได้ไปเลย ใครไม่อยากได้ก็ไม่ควรต้องเสียค่าเข้า)
.
– ระบบเก็บเงินและออกบัตรหน้างานจะเป็นอย่างไร (แถวเข้าคิวซื้อบัตรหน้างานที่ต้องยาวแน่ๆ คนเห็นแล้วจะอยากเสียเวลามาไหม ใครจะเป็นคนบริหารจัดการด้านหน้า ค่าจ้างคนขายบัตร คนตรวจบัตร ผู้จัดการดูแลหน้างาน อีกเท่าไหร่)
.
– บางเสียงบอกว่า ยินดีจ่าย แต่ขอให้แจกบัตรส่วนลดเท่ากับราคาบัตร ใช้แลกซื้อหนังสือได้ (แล้วจะออกแบบระบบลดราคาอย่างไร ถ้าคนแห่ไปแลกกันเฉพาะบูธดัง บูธนั้นก็ต้องเสียกำไรเป็นค่าส่วนลดเยอะ เขาอาจจะบอกว่าเก็บค่าบูธแพงขึ้นไปเลยเถอะ ค่าเท่ากันแต่เขาจะได้ไม่ต้องเสียเวลาบริหารจัดการ / แล้วถ้าบางบูธไม่อยากเข้าร่วมแคมเปญส่วนลดนี้โดยตั้งเงื่อนไขแลกส่วนลดยากๆ เวลาผู้บริโภคใช้งานแลกไม่ได้จริง ก็จะบ่นผู้จัดอีกว่าหลอกกัน / หรือถ้าจะไปบังคับให้ทุกบูธต้องยอมรับกติกาแบบเดียวกันหมดก็ไม่สมควร เพราะหลายบูธเขาไม่ได้อยากได้ระบบนี้แต่แรก และเงื่อนไขและทรัพยากรของแต่ละบูธไม่เท่ากัน / ถ้ามีคนเข้าร่วมระบบส่วนลดนี้น้อย ก็ทำให้ผู้ซื้อเสียความรู้สึกอีก)
.
เรื่องบัตรส่วนลดนี่คิดง่ายสั่งง่ายครับ แต่ลงมือทำจริงหน้างานจะยากมาก คนที่ชินกับการสั่งการจากข้างบนลงมาอาจจะมองไม่เห็นความยากลำบากของคนทำงานหน้างานที่ต้องรับหน้าลูกค้า นึกถึงระบบเก็บเงินในวันเสาร์อาทิตย์ที่คนมางานเยอะที่สุดแล้วต้องมาจัดการเรื่องพวกนี้
.
นี่ยังไม่ได้พูดถึงว่าเรื่องอื่นๆ คิดละเอียดหรือยัง เช่น จะเก็บเงินทุกครั้งที่แต่ละคนมา หรือจะเก็บแต่ละคนครั้งเดียวตลอดงาน (แล้วต้องตรวจสอบกันยังไงว่าเคยจ่ายหรือยัง) หรือจะเก็บทุกคนหรือยกเว้นบางกลุ่ม (ยกเว้นกลุ่มไหน ด้วยเหตุผลอะไร ตรวจสอบกันยังไง แล้วคนของสำนักพิมพ์ คนส่งของจะต้องทำอย่างไร) หรือบางคนเสนอให้เก็บเงินให้ได้เท่ากับค่าชดเชยการขาดทุนของ PUBAT ถ้าได้ตามเป้าแล้วก็เลิกเก็บ (คนที่จ่ายเงินไปก่อนก็โวยแย่เลยครับ)
.
คือไล่คิดทั้งหมดแล้ว อย่าหาทำเลยครับ ไม่คุ้มหรอก
.
5. ข้อเสนอเรื่องการเก็บเงินค่าเข้างานหนังสือเป็นเรื่องใหญ่ และส่งผลกระทบต่อสมาชิกและผู้อ่านอย่างสำคัญ ทางผู้บริหาร PUBAT ไม่ควรใช้อำนาจตัดสินใจเอง แต่ต้องเปิดโอกาสให้สมาชิก PUBAT ทั้งหมดได้แสดงความคิดเห็นและถกเถียงกันอย่างรอบด้าน และเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายผ่านการลงคะแนน ที่สำคัญที่สุด PUBAT ต้องเปิดเผยข้อมูลที่จำเป็นต่อการตัดสินใจของสมาชิกอย่างเปิดเผย โปร่งใส และตรงไปตรงมา รวมทั้งเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นของสาธารณะด้วย โดยเฉพาะกลุ่มผู้อ่าน
.
นอกจากผลการศึกษาวิจัยถึงผลกระทบของการเก็บค่าเข้าต่อพฤติกรรมของผู้ซื้อแล้ว ข้อมูลสำคัญที่จำเป็นต้องเปิดเผยน่าจะมีดังนี้ครับ
.
– ในส่วนของรายจ่ายการจัดงาน ได้แก่ ค่าใช้จ่ายในการจัดงานครั้งนี้มีมูลค่าเท่าไหร่ เพิ่มขึ้นจากเดิมเท่าไหร่ รายการค่าใช้จ่ายหลักๆ เป็นอย่างไร แล้วมาไล่ดูกันว่ารายการค่าใช้จ่ายไหนที่ตัดทอนได้บ้าง เพราะไม่มีความจำเป็นอีกแล้ว-ไม่คุ้มค่า-ผลงานในอดีตไม่ดีพอ เพื่อให้สมาชิกได้ช่วยกันหาทางลดค่าใช้จ่าย เพื่อให้ค่าบูธของสมาชิกเพิ่มขึ้นน้อยที่สุด เท่าที่เคยปรึกษากับหลายคน เมื่อพิจารณาค่าใช้จ่ายของการจัดงานในอดีต คิดว่ามีหลายงบตัดลดและเพิ่มประสิทธิภาพได้ และควรรื้อใหม่เพื่อเป็นบรรทัดฐานในการจัดงานในอนาคต
.
ถ้าจำเป็น PUBAT อาจจะต้องถือโอกาสทบทวนการทำงานของตัวเองในภาพรวม แล้วตัดลดค่าใช้จ่ายในโครงการอื่นๆ ที่ไม่จำเป็นหรือใช้เงินไม่คุ้มค่าลง ซึ่งอาจได้เงินงบประมาณบางส่วนมาสนับสนุนการจัดงานมหกรรมหนังสือเพิ่มเติม
.
– ในส่วนของรายได้การจัดงาน PUBAT ต้องเปิดเผยการประมาณการรายรับ เช่น รายได้ที่คาดว่าจะได้รับจากค่าบูธ (สูตรคำนวณเป็นอย่างไร) และรายได้จากค่าสปอนเซอร์ (ตั้งใจหาสปอนเซอร์จากภาคเอกชนและภาครัฐมาสนับสนุนเต็มที่หรือยัง)
.
เรื่องสำคัญคือการให้สมาชิกช่วยกันพิจารณาสูตรการตั้งราคาค่าบูธ มันไม่ใช่เรื่องขาว-ดำระหว่าง [เก็บเท่าเดิมตามเรทยุคเก่า] หรือ [เก็บแพงเต็มที่ตามค่าเช่าจริงยุคใหม่] ราคาฐานต้องแพงขึ้นแน่ แต่อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ไม่สร้างช็อกจนเกินไป แต่เราต้องคิดออกแบบการตั้งราคาค่าบูธที่หลากหลาย มีตัวปรับราคาส่วนเพิ่ม ใช้โมเดล “หนึ่งบูธหลายราคา” อย่างน้อยคำนวณจากความสามารถในการจ่าย (วัดจากจำนวนบูธที่ขอ) และความโดดเด่นของทำเล เพื่อกระจายภาระค่าเช่าที่แพงขึ้นให้เป็นธรรมมากขึ้น ตัวอย่างเช่น
.
– การตั้งราคาค่าบูธในอัตราก้าวหน้าเป็นขั้นบันได (progressive rate) กล่าวคือ สำนักพิมพ์ที่เช่าบูธจำนวนมาก ต้องจ่ายค่าบูธต่อหน่วยในอัตราแพงขึ้น (เหมือนคนที่มีรายได้ยิ่งมาก ยิ่งต้องเสียภาษีในอัตราสูง) ถ้าใจดีหน่อยก็เก็บเป็นขั้นบันได ถ้าโหดหน่อยก็ใช้ราคาบูธหน่วยสุดท้ายเป็นอัตราคำนวณบูธทั้งหมด เพื่อให้สำนักพิมพ์ใหญ่ที่มีความพร้อมมากกว่า (มีเงินมากกว่า มีทรัพยากรมากกว่า พร้อมรับภาระได้มากกว่า ซึ่งสะท้อนผ่านความสามารถในการซื้อบูธได้มากกว่า) ต้องจ่ายค่าบูธในอัตราแพงกว่าสำนักพิมพ์เล็ก
.
ผลลัพธ์คือเป็นการช่วยสำนักพิมพ์เล็กที่มีความพร้อมน้อยกว่าให้สามารถเข้าร่วมออกบูธได้ในราคาไม่แพงขึ้นมากเกินไปนัก (ใช้ระบบรายใหญ่ช่วยรายเล็ก คล้ายการออกแบบระบบสวัสดิการที่เน้น solidarity) อย่าลืมว่าการที่มีสำนักพิมพ์มาออกบูธอย่างหลากหลายเป็นจำนวนมาก จะเป็นประโยชน์กับงานโดยรวม เพราะงานหนังสือก็จะมีความหลากหลาย มีพลังในการดึงดูดผู้ซื้อมากขึ้น ทั้งสำนักพิมพ์ใหญ่และเล็กจะได้ประโยชน์จากความหลากหลายนี้ในที่สุด
.
– การเก็บค่าบูธตามพื้นที่ ใครได้ทำเลดี เช่น พื้นที่ส่วนหน้างาน ใกล้ทางเข้า ใกล้จุดสำคัญ ก็ต้องจ่ายราคาแพงกว่าพื้นที่ทำเลด้อยลงมาในจุดอับ
.
ทางกรรมการ PUBAT ควรทดลองหาสูตรคิดราคาบูธที่แตกต่างกัน โดยอาจจะมีสูตรแบบอื่นๆ อีก แล้วนำมาปรึกษาหารือกับสมาชิกในเวทีแสดงความคิดเห็นเรื่องนี้ ก่อนที่สุดท้ายแล้ว ให้สมาชิกเป็นผู้ลงคะแนนตัดสินใจว่าจะเอาอย่างไร
.
เมื่อคิดคำนวณวิธีตั้งราคาบูธแบบต่างๆ รวมถึงยุทธศาสตร์การขายบูธเพื่อหารายได้เพิ่มเติม หรือของที่ระลึก หรืออาหารเครื่องดื่ม รวมถึงสปอนเซอร์ ด้านหนึ่ง และคำนวณและบริหารจัดการฝั่งค่าใช้จ่ายและต้นทุนให้มีประสิทธิภาพขึ้น รวมถึงการพยายามต่อรองกับศูนย์สิริกิติ์เพิ่มเติม อีกด้านหนึ่ง เราก็จะพอรู้ว่าต้นทุนในการจัดงานจริงๆ เป็นเท่าไหร่ รายได้ที่คาดว่าจะได้จริงๆ เป็นเท่าไหร่ ยังขาดทุนอยู่อีกเท่าไหร่ เราก็ลองดูว่าปรับสูตรคำนวณค่าบูธเพื่อชดเชยได้ถึงระดับไหน หรือต้องใช้เงิน PUBAT มาเสริมเท่าไหร่ มีแนวทางหาเงินเพิ่มเติมอย่างไรได้อีกบ้าง
.
และที่ว่า “ขาดทุน” เป็นการขาดทุนที่ดูเฉพาะต้นทุนการจัดงานครั้งนี้ล้วนๆ เท่าไหร่ และเป็นการขาดทุนที่คำนึงถึงรายได้เข้า PUBAT ไปเป็นค่าบริหารจัดการสมาคมอื่นๆ เท่าไหร่ เราควรใช้เกณฑ์การขาดทุนแบบไหนเป็นฐานในการพิจารณาตัดสินใจเรื่องต่างๆ เช่น การตั้งราคาบูธ และการเก็บเงินค่าเข้า
.
ก่อนจะคิดเก็บเงินผู้อ่าน ควรคิดเรื่องทั้งหมดที่ว่ามานี้ก่อน
.
6. เมื่อเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนกับสมาชิกแล้ว ถ้ายังเห็นความจำเป็นในการเก็บเงินค่าเข้างานอยู่อีก ก็ควรมีการกำหนด “ตัวเลือก” ให้สมาชิกลงคะแนน ทางเลือกไม่ควรอยู่ในรูปแบบ “เอา/ไม่เอา” เท่านั้น และต้องเป็นตัวเลือกที่ข้อมูลมีคุณภาพไม่เลื่อนลอย มีฐานคิดเบื้องหลังตัวเลข ไม่ใช่กำหนดตัวเลขตามอคติเพื่อหวังผลการโหวต
.
ตัวเลือกลงคะแนนควรอยู่บนเงื่อนไขแบบต่างๆ ว่าถ้าไม่มีการเก็บเงินค่าเข้า ค่าบูธในรูปแบบต่างๆ จะมีราคาเท่าไหร่ / ถ้ามีการเก็บเงินค่าเข้า x บาท ค่าบูธในรูปแบบต่างๆ จะมีราคาเท่าไหร่ เราก็จะพอเห็น range ของราคาตั้งแต่ค่าบูธต่ำสุดถึงสูงสุด ให้สมาชิกตัดสินใจได้
.
ถ้ามีการออกแรงปรับเปลี่ยนทั้งฝั่งรายได้และรายจ่ายตามที่คุยกันมา และมีโมเดลการตั้งราคาบูธที่หลากหลาย เชื่อว่าราคาบูธต่ำที่สุดที่เป็นไปได้ไม่น่าจะสูงขึ้นมากอย่างที่ลือกันด้วยความกลัว
.
7. ในระยะนี้ PUBAT ควรเน้นการต่อรองกับทางศูนย์สิริกิติ์ (ตลอดจนผู้บริหารในเครือ “สิริวัฒนภักดี”) ให้เข้มข้นขึ้น โดยอาศัยพลังสนับสนุนจากสังคม อย่างน้อยผลักดันให้มองงานสร้างปัญญาแบบงานหนังสือเป็น CSR ของบริษัทแบบหนึ่ง แม้ว่าในเชิงยุทธศาสตร์ การประกาศว่าจะกลับไปจัดงานที่ศูนย์สิริกิติ์แน่ๆ ตั้งแต่ต้น น่าจะทำให้อำนาจต่อรองของเราอ่อนลง เมื่อเทียบกับกรณีที่ PUBAT เปิดทางเลือกในการจัดงานไว้หลากหลาย แล้วพิจารณาเทียบราคาของสถานที่ต่างๆ ถ้าคุ้มค่าลงตัวค่อยเลือกจัดที่ศูนย์สิริกิติ์
.
ถ้าอัตราค่าเช่าแพงเกินกำลังจนสมาชิกจำนวนมากไม่สามารถจ่ายได้ เชื่อว่าสมาชิกเข้าใจได้หากต้องไปจัดงานหนังสือแห่งชาติที่อื่น เมื่อก่อนเขาอยากกลับศูนย์สิริกิติ์ก็เพราะคิดว่าราคาใกล้เคียงเดิมหรือแพงขึ้นไม่มาก ถ้าในระยะยาว ศูนย์สิริกิติ์แพงเกินไปจนทำให้เราต้องทิ้งเพื่อนจำนวนมากไว้ข้างหลัง ก็ควรพิจารณาไปจัดงานที่อื่น
.
การจัดงานที่สถานีกลางบางซื่อเป็นตัวอย่างที่ดีว่าไม่ต้องเป็นศูนย์สิริกิติ์ก็ได้ ถ้าสถานที่จัดงานเดินทางสะดวกและอยู่ในวิถีชีวิตของผู้คนจำนวนมาก งานหนังสือก็ประสบความสำเร็จได้ PUBAT ควรเตรียมหาตัวเลือกอื่นๆ ในการจัดงานในอนาคตไว้ด้วย สถานที่ที่ราคาถูกกว่าศูนย์สิริกิติ์และเหมาะกับการจัดงานมากกว่าสถานีรถไฟ
.
8. สรุปสั้นๆ ง่ายๆ ก็คือ หยุดคิดเก็บเงินค่าเข้างานหนังสือ อย่าผลักภาระให้เพื่อนนักอ่าน วิธีที่ง่ายที่สุดที่จะไม่ต้องมาวุ่นวายกันในภายหลัง คือผู้บริหารและกรรมการ PUBAT ที่เป็นผู้รับผิดชอบตัวจริง โปรดดับความคิดเก็บเงินค่าเข้างานหนังสือให้จบไปตั้งแต่ในการประชุมกรรมการ PUBAT แล้วใช้เวลาไปทำงานตัดลดรายจ่ายและหารายได้เพิ่มเติม รวมถึงการออกแบบระบบตั้งราคาค่าบูธที่คำนึงถึงทั้งประสิทธิภาพและความเป็นธรรม เพื่อให้ค่าบูธแพงขึ้นน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
.
ทั้งหมดนี้ควรเปิดเวทีชวนเพื่อนสมาชิกมาช่วยคิดช่วยแนะนำช่วยหาทางออก อาจเจอไอเดียใหม่ๆ ที่นึกไม่ถึงและไม่ต้องรบกวนเพื่อนนักอ่านของเรา คำแนะนำและการตัดสินใจที่ดีร่วมกันจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการเปิดเผยและสื่อสารข้อมูล ปัญหา ทางเลือก และทางออกต่างๆ อย่างชัดเจนตรงไปตรงมา
Print Friendly