ในจุลสารหอจดหมายเหตุธรรมศาสตร์ ฉบับที่ 14 (มิถุนายน 2553-พฤษภาคม 2554) ฉบับ ‘ประวัติศาสตร์ปากท้องของคนธรรมศาสตร์และเรื่องเศรษฐศาสตร์รอบรั้วท่าพระจันทร์’ อาจารย์สิทธิกร นิพภยะ แห่งคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขียนบทความเรื่อง ‘เดือน บุนนาค กับเศรษฐศาสตร์’ โดยตั้งข้อสมมติฐานว่า ศาสตราจารย์เดือน บุนนาค เป็นผู้ใช้คำว่า ‘เศรษฐศาสตร์’ เป็นท่านแรก หรืออย่างน้อยที่สุดก็เป็นผู้สนับสนุนให้ใช้คำว่า ‘เศรษฐศาสตร์’ แทน ‘Economics’ จนถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน
อาจารย์เดือนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านกฎหมายและเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยปารีส ประเทศฝรั่งเศส ท่านเคยรับราชการเป็นผู้พิพากษาในกระทรวงยุติธรรม และเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เป็นต้น เมื่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองก่อตั้งขึ้นในปี 2476 อาจารย์เดือนเป็นเลขาธิการมหาวิทยาลัยคนแรก ต่อมา ในปี 2492 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์คนแรก และเคยรักษาราชการในตำแหน่งผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัย นอกจากนั้น ท่านยังเคยทำงานการเมือง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รองประธานสภาผู้แทนราษฎร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรองนายกรัฐมนตรี อีกด้วย
การเรียนการสอนวิชาเศรษฐศาสตร์ในประเทศไทยเริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจังภายหลังจากมีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง เพื่อ “จัดการศึกษาวิชากฎหมาย วิชาการเมือง วิชาเศรษฐการ และบรรดาวิชาอื่นๆ อันเกี่ยวกับวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง” (มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองในปี 2476 และเปิดมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการในปี 2477) อาจารย์เดือนเป็นผู้บรรยายวิชาเศรษฐศาสตร์รุ่นแรกคนสำคัญและมีส่วนในการผลิตสร้างตำราเรียนเศรษฐศาสตร์อย่างแข็งขันตลอดชีวิตนักวิชาการของท่าน
กล่าวสำหรับตำราเรียนเศรษฐศาสตร์ยุคก่อนหน้าธรรมศาสตร์ ตำราเรียนฉบับภาษาไทยเล่มแรกคือหนังสือ ‘ทรัพยสาตร์’ เขียนโดยพระยาสุริยานุวัตร (เกิด บุนนาค) ในปี 2454 ต่อมา เริ่มมีการตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับวิชาเศรษฐศาสตร์ เช่น บทความของเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) อดีตเสนาบดีกระทรวงธรรมการ (2459) ในหนังสือวิทยาจารย์ ได้แก่ “อีคอนอมิกส์คืออะไร” (2455) “อีคอนอมิกส์ของ โอ. ยู. อี.” (2457) “ราคา สัปไปล และดีมานด์ (Price, Supply and Demand)” (2465) เป็นต้น
ศัพท์ที่ใช้แทนคำ ‘Economics’ ในยุคตั้งต้นมีหลายคำ ตัวอย่างเช่น ทรัพยศาสตร์ คหนิติศาสตร์ รัฐนิติวิทยา เศรษฐวิทยา คหกรรม โภคศาสตร์ และเศรษฐการ เป็นต้น บ้างก็ใช้คำทับศัพท์ กระทั่งต้นทศวรรษ 2500 การบัญญัติคำไทยของ ‘Economics’ ก็ยังหาได้เป็นที่ลงตัวสมบูรณ์ หากยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ดังเห็นได้จากบทความเรื่อง ‘อีคอนอมิคส์ เราควรจะใช้คำไทยว่าอย่างไร?” (2501) ใน วิทยาวรรณกรรม
ในช่วงเริ่มต้นการศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาจารย์เดือน บุนนาค ได้เขียนหนังสือเรื่อง ‘เศรษฐศาสตร์’ ในปี 2477 เพื่อเป็นเอกสารประกอบการบรรยายร่วมกับศาสตราจารย์ เจ. เอฟ. ฮัตเจสสัน และ ดร.ทวี ตะเวทิกุล ท่านยังเขียนตำรา เศรษฐศาสตร์ภาคต้น (2493) และต่อมาได้แปลหนังสือ Economics: An Introductory Analysis ตำราเล่มคลาสสิกของศาสตราจารย์ พอล แซมวลสัน เป็นภาษาไทยอีกด้วย
อาจารย์เดือนเป็นผู้มีบทบาทผลักดันให้มีการใช้คำว่า ‘เศรษฐศาสตร์’ ในฐานะคำแปลของ ‘Economics’ ในพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง พ.ศ.2476 และเคยเขียนความเห็นว่า “คำว่า ‘เศรษฐศาสตร์’ ที่ใช้อยู่ในบัดนี้เป็นคำที่ราชการรับรองแล้ว … และมีความหมายพิเศษ ไม่ใช่ตามตัวอักษร ปัญหาเรื่องศัพท์นี้จึงระงับไป” (เดือน บุนนาค, 2495, เศรษฐศาสตร์ภาคต้น (ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2) หน้า 4)
ถึงกระนั้น ในหนังสือเล่มเดียวกัน อาจารย์เดือนได้กล่าวตั้งข้อสังเกตถึงการเลือกใช้คำว่า ‘เศรษฐศาสตร์’ ไว้ด้วยว่า “แต่ถ้อยคำที่ใช้เรียกชื่อวิชานี้ว่า เศรษฐศาสตร์ อาจทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นวิชาเกี่ยวกับการหาความร่ำรวย ถ้าเข้าใจตามนี้ ขอบเขตการศึกษาจะแคบมากกว่า และอุดมคติของเศรษฐศาสตร์ก็จะเป็นการจัดให้กำเนิดผลมากที่สุดโดยเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด มิใยว่าผู้ทำงานจะได้รับความทุกข์ยากลำบากอย่างไร” แต่ท่านก็ยังไม่เห็นด้วยกับการใช้คำอื่นแทนคำว่า ‘เศรษฐศาสตร์’ เช่น ทรัพยศาสตร์ เพราะ “ทรัพย์เป็นสิ่งที่จะนำมาบำบัดความต้องการของมนุษย์ แต่การที่จะได้ทรัพย์นั้นมา อาจทำให้คนอื่นๆ เดือดร้อน คำว่า ‘ทรัพยศาสตร์’ จึงยังไม่เหมาะสมแท้”
อาจารย์สิทธิกรตั้งข้อสังเกตในบทความว่า รายชื่อหนังสือทางด้านเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ นับตั้งแต่ปี 2477 ซึ่งเป็นช่วงหลังจากที่อาจารย์เดือนมีบทบาทนำในวงวิชาการเศรษฐศาสตร์ มักเลือกใช้คำว่า ‘เศรษฐศาสตร์’ ตามอาจารย์เดือนแทนคำอื่นๆ ที่เคยใช้อยู่ก่อนหน้านั้น ตัวอย่างของหนังสือเหล่านี้ ซึ่งตีพิมพ์ในช่วงปี 2480-2500 เช่น ตำราเศรษฐศาสตร์ของ ทองเปลว ชลภูมิ์ หม่อมเจ้าประสบสุข สุขสวัสดิ์ เอื้อ บัวสรวง ขุนประเสริฐศุภมาตรา บุญมา วงษ์สวรรค์ หลวงวิจิตรวาทการ สมทบ สุวรรณสุทธิ เป็นต้น
ในบทนำของหนังสือ 60 ปี เศรษฐกิจไทย 60 ปี เศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ รศ.ชูศรี มณีพฤกษ์ อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย กล่าวยกย่องอาจารย์เดือน บุนนาค ว่าเป็นนักเศรษฐศาสตร์รุ่นบุกเบิกที่นำวิชาเศรษฐศาสตร์มาสอนในมหาวิทยาลัยในเมืองไทย และยังอุทิศตนในการผลิตตำราเศรษฐศาสตร์อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แม้ว่าโดยพื้นฐานการศึกษาแล้ว ท่านจะจบปริญญาเอกด้านกฎหมายก็ตาม
คุณูปการสำคัญของอาจารย์เดือนในสายตาของอาจารย์ชูศรีคือ ท่านได้แปลตำรา เศรษฐศาสตร์ ของพอล แซมวลสัน ก่อนที่แซมวลสันจะได้รับรางวัลโนเบลเสียอีก ตำราเล่มนี้ถูกนำมาใช้เป็นตำราหลักในการสอนของคณะเศรษฐศาสตร์ “ในยุคที่ตำราทางเศรษฐศาสตร์ภาษาไทยหายากยิ่งกว่าทองคำ”
เมื่อพลิกอ่านคำนำผู้แปลของตำรา ‘เศรษฐศาสตร์’ ของแซมวลสัน ฉบับภาษาไทย อาจารย์เดือนเล่าว่า ตนใช้ตำราเล่มนี้สอนวิชาหลักเศรษฐศาสตร์มาตั้งแต่ปี 2501 เนื่องจากเป็นหนังสือที่มหาวิทยาลัยอเมริกันเกือบทุกแห่งใช้ และได้รับการแปลเป็นภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี สเปน โปรตุเกส และอาหรับ ท่านได้ติดตามตำราเล่มนี้มาตั้งแต่ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 จนถึงฉบับพิมพ์ครั้งที่ 7 ซึ่งเป็นฉบับที่นำมาแปลเป็นภาษาไทย จนสำเร็จสมบูรณ์ทั้งเล่มในช่วงต้นทศวรรษ 2510
การกลับมาพลิกอ่านตำราเศรษฐศาสตร์เล่มคลาสสิกของโลก ผ่านสำนวนแปลของอาจารย์เศรษฐศาสตร์ยุคบุกเบิกของไทย เป็นเรื่องรื่นรมย์อย่างยิ่ง สำนวนแปลของอาจารย์เดือนมีเสน่ห์แบบคนโบราณ ภาษาอ่านรื่นแบบไทย ใสชัด ไม่มีกลิ่นนมเนยเจือปน การแปลตลอดทั้งเล่มมีการแทรกถ้อยความดั้งเดิมภาษาอังกฤษตามหลังบทแปลภาษาไทยเป็นระยะ แตกต่างจากขนบการทำงานแปลในปัจจุบัน
นอกจากนั้น เมื่อมีการอ้างอิงชื่อนักวิชาการท่านใดจะนำหน้าชื่อด้วยคำว่า ‘ท่าน’ เสมอ เช่น “ท่านซามวลสันอารัมภบทโดยคัดเอาคำของท่าน Edmund Burke …” และคำศัพท์จำนวนมากซึ่งปัจจุบันมีการบัญญัติศัพท์เฉพาะภาษาไทยและเข้าใจกันทั่วไป สมัยนั้นยังใช้คำทับศัพท์กันอยู่ เช่น สัพพลาย ดีมานด์ อิกิลิเบรียม มารยินัล สเปกิวเลชั่น อีลัสติซิตี้ เป็นต้น
ท้ายที่สุด ในช่วงหลังของคำนำ อาจารย์เดือนได้เขียนความเตือนใจถึงผู้อ่าน โดยเฉพาะเหล่านักศึกษาไว้ว่า
“คำอธิบายหลักเบื้องต้นของเศรษฐศาสตร์เท่าที่ได้เขียนไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งๆ นั้นยังไม่ชัดเจนเพียงพอที่จะทำให้สามัญชนอ่านและเข้าใจได้ดี เหตุนี้จึงยังมีการพยายามที่จะเขียนคำอธิบายใหม่เพื่อให้สามัญชนอ่านเข้าใจได้ง่ายขึ้น นักศึกษาซึ่งเป็นปัญญาชนจึงไม่ควรอ่านหนังสือเล่มเดียว ต้องขยันอ่านหนังสือหลายเล่ม ก็น่าเสียดายที่หนังสือภาษาไทยมีน้อยมาก มีแต่หนังสือภาษาอังกฤษซึ่งราคาสำหรับคนไทยนั้นสูง คือเกือบครึ่งหนึ่งของเงินเดือนของชั้นจัตวา แต่ถ้าจะระลึกว่า การซื้อหนังสือหาความรู้ใส่ตัวนั้นเป็นการลงทุนที่ให้ดอกผล เพราะทำให้เรามีความรอบรู้มากขึ้น มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดขึ้น ดังนั้นจึงไม่ควรเสียดายต่อการที่ได้เสียเงินไปเพื่อให้ได้ความรู้มา อนึ่ง ทุนที่ได้เป็นความรู้จากการหนังสือนี้เป็นทุนชนิดที่ไม่อาจมีผู้ใดฉกฉวยเอาไปจากเราได้ เพราะติดอยู่กับตัวของเรา จึงดีกว่าเพชรนิลจินดา ซึ่งอาจถูกขโมยได้”
ตีพิมพ์: คอลัมน์ way to read! นิตยสาร way ฉบับเดือนกรกฎาคม 2554
