คณะเศรษฐศาสตร์  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในความฝันของผม

1. ความนำ

ท่ามกลางบรรยากาศแห่งการสรรหาคณบดีคนใหม่ของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผม – ทั้งในฐานะสมาชิกของประชาคมเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ และในฐานะประชาชนไทยคนหนึ่งที่มีความคาดหวังต่อคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ตามสมควร – ขอถือโอกาสแสดงภาพฝันของคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ที่อยากให้เป็น ดังต่อไปนี้

2. จุดหมายปลายทางสูงสุด

ในทัศนะของผม จุดหมายปลายทางสูงสุดของคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ คือ พัฒนาสู่ “ความเป็นเลิศทางวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์” และนำความเป็นเลิศทางวิชาการนั้นเข้า “รับใช้และบริการสังคม”

3. ความเป็นเลิศทางวิชาการ

ในฐานะสถาบันการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์ชั้นนำที่ได้สะสมทุนสังคมไว้มากมายอย่างต่อเนื่องยาวนาน รวมทั้งมีบุคลากรทั้งอาจารย์และนักศึกษาที่มีความสามารถและศักยภาพสูง คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์มีศักยภาพสูงที่จะเป็นสถาบันเศรษฐศาสตร์ที่เปี่ยมด้วย “ความเป็นเลิศทางวิชาการ” ในความหมายของสถาบันที่

(1) เป็น “คลังสมอง” ด้านเศรษฐศาสตร์ของประชาสังคมไทย ที่เสนอทางเลือกทางความคิดต่อระเบียบวาระต่าง ๆ ของสังคม บนพื้นฐานแห่งวิชาการที่หลากหลาย

(2) ตามติดพรมแดนแห่งความรู้ของเศรษฐศาสตร์สาขาต่าง ๆ ที่พัฒนาก้าวหน้าตลอดเวลา รวมถึงเกาะติดการก้าวข้ามพรมแดนของวิชาการเศรษฐศาสตร์ที่เข้าหลอมรวมกับวิชาการด้านสังคมศาสตร์และวิทยาศาสตร์สาขาอื่น ๆ

(3) ผลิต “องค์ความรู้” ทางเศรษฐศาสตร์ ทั้งด้านทฤษฎี และด้านประยุกต์ ที่เป็นประโยชน์ในการเข้าใจปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ทั้งระดับจุลภาคและมหภาค ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ภูมิภาค และโลก (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง องค์ความรู้ด้านทฤษฎี เช่น งานวิจัยพื้นฐาน (Basic Research) ที่สถาบันอื่น นอกจากสถาบันการศึกษา ยากจะลงมือทำหน้าที่ผลิต)

(4) มีบรรยากาศทางวิชาการ มีความหลากหลายทางความคิด มีฉันทะทางวิชาการ มีปฏิสัมพันธ์และวิวาทะทางวิชาการ และมี “สถาบัน” (ทั้งในความหมายขององค์กร ค่านิยม และกฎกติกา) ที่เอื้ออำนวยให้เกิดการพัฒนาทาง “ปัญญา” อย่างไม่หยุดยั้ง ภายในตัวของคณะเอง

(5) เต็มไปด้วยบุคลากร ทั้งอาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษา ที่มี “คุณภาพ” ทั้งทางร่างกาย ปัญญา และจิตใจ ในการผลักดันให้ความเป็นเลิศทางวิชาการในข้อ (1) ถึง (4) เกิดขึ้นได้ในโลกแห่งความจริง

คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะก้าวเดินสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการได้อย่างไร ?

ความเป็นเลิศทางวิชาการจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมี “สถาบัน” “โครงสร้างพื้นฐาน” และ “สิ่งแวดล้อม” ทางวิชาการที่ดี

คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ต้องมีการปฏิรูปครั้งสำคัญ เพื่อสร้างเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยให้เกิดพัฒนาการทาง “ปัญญา” ภายในคณะ ทั้งนี้ การปฏิรูปต้องมองความสัมพันธ์ระหว่างคณะทำงานและกลไกการบริหารต่าง ๆ อย่างเชื่อมโยงเป็นระบบ ไม่แยกส่วน เพื่อตอบสนองจุดหมายปลายทางสูงสุดที่ได้วางไว้ คือความเป็นเลิศทางวิชาการ และนำความเป็นเลิศทางวิชาการให้บริการทางความรู้แก่ประชาสังคมไทย

วาระหลักที่สำคัญของคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ที่ควร “ลงมือ” ผ่าตัดในเร็ววัน เพื่อไปถึงเป้าหมายสูงสุดดังกล่าวในอนาคต ได้แก่

(1) คณะควรนิยามภาระงานของอาจารย์เสียใหม่

ปัจจุบัน อาจารย์มีภาระงานที่ไม่เป็นสาระ ไม่ช่วยให้เกิดพัฒนาการทางปัญญา เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะภาระงานด้านบริหาร (บางส่วน – หรือส่วนใหญ่ ?) ซึ่งเบียดบังศักยภาพในการทำงานวิชาการของอาจารย์ ทั้งนี้ หากมีสถาบันที่ดีและเจ้าหน้าที่สนับสนุนวิชาการที่มีคุณภาพ อาจารย์ย่อมไม่จำเป็นต้องรับภาระงานที่หาสาระไม่ได้เฉกเช่นทุกวันนี้

ทั้งนี้  มิได้หมายความว่า ให้อาจารย์ไม่เสียสละ ไม่ทำงานหนัก ไม่รับผิดชอบต่อคณะ แต่หมายความว่า ให้อาจารย์เสียสละ ทำงานหนัก รับผิดชอบต่อคณะ ในเนื้องานที่ควรจะทำ มีสาระ สร้างสรรค์ มุ่งสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ ไม่ใช่มาลงแรงในเรื่องไม่เป็นสาระ ไม่คุ้มค่า ไม่ก่อประโยชน์สุทธิแก่คณะและสังคม ภายใต้ทรัพยากรที่มีจำกัด

คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ควรทบทวนภาระงานของอาจารย์เสียใหม่ ว่างานใดควรทำ ไม่ควรทำ งานใดมีสาระ งานใดหาสาระมิได้ งานใดควรได้รับน้ำหนักความสำคัญมากกว่างานใด รวมถึงปฏิรูประบบ ขั้นตอนในการบริหาร และกลไกในการตัดสินใจ

ทั้งนี้ ตามความเห็นของผม อาจารย์ควรให้ความสำคัญกับภาระงานสอนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ซึ่งหากอาจารย์จะจัดการเรียนการสอนให้ได้ดี ย่อมต้องมีการทำวิจัย พัฒนาองค์ความรู้ เชื่อมโยงทฤษฎีเข้ากับสังคมไทย ติดตามพัฒนาการของพรมแดนแห่งความรู้ เขียนหนังสือ เขียนบทความวิชาการ   งานวิชาการด้านต่าง ๆ เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อธำรงคุณภาพของการสอนให้อยู่ในระดับสูง

ในส่วนของงานบริหารก็มีความจำเป็นในฐานะที่เป็นสมาชิกของคณะที่ต้องช่วยกันเสียสละกำกับดูแลด้านการบริหารจัดการคณะด้านต่าง ๆ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และช่วยดูแลด้านนโยบาย ทั้งนี้ เป้าหมายบั้นปลายของการบริหารก็เพื่อให้คณะมีสิ่งแวดล้อมและกฎกติกาที่ดีที่จะส่งเสริมให้เกิดความเป็นเลิศทางวิชาการและการพัฒนาทางปัญญา แต่ปัจจุบัน ด้วยข้อจำกัดต่าง ๆ อาจารย์ต้องลงมารับภาระงานบริหารถึงระดับปฏิบัติ ภาระงานบริหารที่ไม่เป็นสาระแต่ท่วมท้นแทนที่จะช่วยเสริมสร้าง กลับเป็นตัวทำลายเส้นทางสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ

การนิยามภาระงานอาจารย์เสียใหม่ โดยเฉพาะงานบริหาร จักเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อมีการยกเครื่องคุณภาพของเจ้าหน้าที่ธุรการควบคู่ไปด้วย คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ จำเป็นต้องคัดสรรเจ้าหน้าที่ที่มีความสามารถและสติปัญญาในการจัดการเนื้องานที่รับผิดชอบได้ด้วยตัวเอง ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีความคิดริเริ่ม และมีความสามารถทำงานเชิงสนับสนุนงานวิชาการได้ ดังเช่น มหาวิทยาลัยในต่างแดน ที่มีเจ้าหน้าที่ธุรการในคณะเพียงแค่ 4-5 คนเท่านั้น

(2) คณะควรมีความหลากหลายทางวิชาการ

ความเป็นเลิศทางวิชาการจักเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อ คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ มีความหลากหลายทางวิชาการ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมบรรยากาศทางวิชาการ ให้เกิดปฏิสัมพันธ์และวิวาทะทางวิชาการ

นอกจาก ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (ในทางลึก) ที่คณะควรส่งเสริมให้อาจารย์แต่ละคนได้พัฒนาตนเองตามความถนัดและสนใจแล้ว คณะจำเป็นต้องมีกระบวนการคัดสรรอาจารย์ให้สามารถได้มาซึ่งอาจารย์ที่มีความสนใจและมีระเบียบวิธีคิดที่แตกต่างหลากหลาย (ในทางกว้าง) มิใช่มีกระบวนการคัดสรรที่มีอคติในการได้มาซึ่งอาจารย์ภายใต้สำนักคิดเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมาตรฐานที่ใช้เรียนสอนกันภายในคณะ ทั้งนี้ อาจโดยการปรับปรุงข้อสอบข้อเขียนให้มีมิติที่หลากหลายขึ้นมากกว่าเน้นความเข้มข้นทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์กระแสหลักและความสามารถทางคณิตศาสตร์เพียงอย่างเดียว นอกจากนั้น อาจให้น้ำหนักกับการสอบสัมภาษณ์มากขึ้น  อาจให้มีการสอบสอนหรือนำเสนอบทความ รวมทั้ง หาวิธีวัดทัศนคติและฉันทะในการเป็นอาจารย์ด้วย

นอกจากนี้ คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ อาจต้องมีการทาบทามเชิงรุกต่อผู้จบการศึกษาระดับปริญญาเอกในต่างประเทศในสาขาวิชาที่คณะขาดแคลนหรือต้องการเพิ่มความหลากหลาย เช่น เศรษฐศาสตร์เชิงทดลอง เชิงพฤติกรรม Post Keynesian หรือเศรษฐศาสตร์สถาบัน เป็นต้น และมีการปรับปรุงหลักสูตรในทุกระดับเป็นระยะ ๆ เพื่อรองรับพัฒนาการทางวิชาการเศรษฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

(3) คณะควรเลือกเส้นทางธำรงคุณภาพการศึกษา ภายใต้แรงกดดันแห่งการแสวงหารายได้ 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เผชิญแรงกดดันให้แสวงหารายได้ด้วยตัวเองภายใต้กระแสแห่งการออกนอกระบบ การแสวงหารายได้ที่ต้องนำบริการการศึกษาเข้าสู่ “ตลาด” อาจนำมาซึ่งภาวะ “ได้อย่าง-เสียอย่าง” ระหว่างเม็ดเงินที่คณะได้รับเพิ่มขึ้น กับ คุณภาพการศึกษาที่ลดลง อีกทั้ง ภายใต้กระบวนการแสวงหารายได้ คณะต้องสร้าง “ความแตกต่าง” ในการแข่งขันกับคณะอื่นและมหาวิทยาลัยอื่น

คณะควรมีจุดยืนอยู่ที่ใด ในกระแสแห่งการแสวงหารายได้ และสร้างความแตกต่าง ?

การแสวงหารายได้มิใช่เรื่องน่าละอาย หากคุณภาพการศึกษามิได้เสื่อมทรามลง คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ควรมีจุดยืนในการธำรงคุณภาพการศึกษาอย่างแน่วแน่ การแสวงหารายได้ต้องผูกติดกับคุณภาพทางวิชาการในระดับสูงอย่างมั่นคง ไม่ตั้งหน้าตั้งตาหารายได้ด้วยความมักง่าย ไร้ความรับผิดชอบต่อจรรยาวิชาการ

คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ควรสร้างความแตกต่างจากสถาบันเศรษฐศาสตร์อื่น โดยสร้างภาพลักษณ์ (บนพื้นฐานความจริง) ว่าเป็นคณะที่เต็มไปด้วยความเข้มข้นทางวิชาการสูง ประกาศตัวว่ามีเป้าหมายเพื่อผลิตบัณฑิต มหาบัณฑิต และดุษฎีบัณฑิต ที่มีความเข้มแข็งทางวิชาการ เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับผู้สนใจจะทำงานวิชาการต่อไปในอนาคต เช่น เป็นนักวิจัยหรืออาจารย์ แม้สถาบันอื่นอาจเสนอหลักสูตรบัณฑิตศึกษาที่จบเร็ว จบง่าย ไม่ต้องทำวิทยานิพนธ์ แต่คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ไม่ควรเลือกเดินเส้นทางมักง่าย และเอาใจความต้องการของตลาดระดับล่างดังกล่าว

การประกาศตัวแน่วแน่ในการธำรงคุณภาพทางวิชาการย่อมนำมาซึ่งคุณภาพของนักศึกษาที่ดีและมีฉันทะทางวิชาการที่จะเลือกตัวเองเข้ามาศึกษาที่คณะ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อคุณภาพ ชื่อเสียง และความเป็นเลิศทางวิชาการของคณะในระยะยาว  การตลาดของคณะควรเน้นที่ตลาดระดับบน (ผู้มีฉันทะทางวิชาการ) ให้ชัดเจน การวางสถานะที่แตกต่างของคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์  โดยเน้นตลาดระดับบนจะยิ่งเพิ่มคุณค่าให้กับผู้จบการศึกษาจากคณะยามเข้าสู่ตลาดแรงงาน

คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ไม่ควรยึดช่องทางการสอนเป็นตัวตั้งในการหารายได้แต่เพียงถ่ายเดียว ไม่ตั้งหน้าตั้งตาเปิดโครงการใหม่ ๆ ในอนาคต คณะควรแสวงหาช่องทางในการแสวงหารายได้ด้วยช่องทางอื่น บนพื้นฐานแห่งคุณภาพทางวิชาการ ไม่หาเงินด้วยความมักง่ายและไร้ความรับผิดชอบ หากคณะวางสถานะของตัวเองโดยเน้นที่ตลาดระดับบน สร้างชื่อเสียงที่มุ่งเน้นงานวิชาการ ผลิตนักวิจัยและอาจารย์ที่มีคุณภาพ ย่อมมีโอกาสดีในการชักนำงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศเข้าสู่คณะในระยะยาว นอกจากนี้ การพัฒนาเครือข่ายความสัมพันธ์กับเหล่าศิษย์เก่าอาจเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการแสวงหารายได้

(4) คณะควรให้ความสำคัญกับโครงการบัณฑิตศึกษา (โทและเอก) มากขึ้น

ที่ผ่านมา คณะใช้ทรัพยากรส่วนใหญ่จัดการศึกษาระดับปริญญาตรีเป็นสำคัญ แต่เมื่อคณะวางสถานะมุ่งเน้นความเข้มแข็งทางวิชาการ การให้ความสำคัญเป็นทวีตรีคูณแก่โครงการบัณฑิตศึกษาจึงเป็นเรื่องสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

คณะควรเพิ่มความเชื่อมโยงระหว่างโครงการปริญญาตรี โท เอก มากขึ้น โดยใช้ประโยชน์จากนักศึกษาโครงการปริญญาโท (โดยเฉพาะภาคภาษาอังกฤษ) และเอก ด้านการเป็นผู้ช่วยสอนและผู้ช่วยวิจัย โดยอาจให้ทุนการศึกษาตลอดหลักสูตรแลกกับการทำงาน

ด้วยปัญหาขาดแคลนอาจารย์ผู้สอนในอนาคต คณะอาจจัดให้อาจารย์ที่สอนวิชาหลักเศรษฐศาสตร์บรรยายรวมในห้องใหญ่ ทำให้ลดจำนวนอาจารย์ที่สอนวิชาหลักได้มากมาย แล้วจัดกลุ่มติวและทบทวนเป็นห้องย่อย ๆ โดยใช้นักศึกษาปริญญาโทและเอกเป็นผู้ติวและทบทวน นอกจากคณะจะมีความยืดหยุ่นและคล่องตัวในการบริหารจัดตัวผู้สอนแล้ว ยังเป็นการฝึกสอนแก่นักศึกษาที่มีศักยภาพในการเป็นอาจารย์ในอนาคตด้วย

สำหรับนักศึกษาที่อาจไม่มีศักยภาพในการสอน คณะอาจจัดให้ทำหน้าที่ผู้ช่วยวิจัยในศูนย์บริการวิชาการของคณะ ซึ่งหากคณะต้องการส่งเสริมงานวิจัยอย่างจริงจัง ศูนย์บริการวิชาการของคณะก็ต้องปรับบทบาท โดยอาจเป็นแหล่งให้บริการด้านข้อมูล (อาจต้องจัดสร้างและรวบรวมเป็นชุดข้อมูลของตนเอง ซึ่งต้องการผู้ช่วยวิจัยทำหน้าที่จัดการข้อมูลให้มีความทันสมัยอยู่เรื่อย ๆ ) และทำงานสนับสนุนงานวิจัยของอาจารย์ โดยเฉพาะอาจารย์ที่ทำงานวิจัยเชิงทฤษฎี ที่มีเงินทุนวิจัยไม่มาก ทั้งนี้ ยังเป็นการฝึกทักษะการทำงานวิจัยแก่นักศึกษาอีกทางหนึ่ง

นอกจากนั้น นักศึกษาในโครงการบัณฑิตศึกษาควรมีส่วนร่วมในคณะมากกว่าที่เป็นอยู่ เช่น มีบทบาทในการรับอาจารย์ใหม่ ดูแลห้องสมุด นำเสนอบทความวิชาการในคณะ เป็นต้น

ที่ผ่านมา คณะรับนักศึกษาที่จบโครงการปริญญาโทภาคภาษาอังกฤษเป็นอาจารย์อย่างต่อเนื่องแทบทุกปี ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันในศักยภาพและคุณภาพของนักศึกษาของโครงการบัณฑิตศึกษาเป็นอย่างดี ดังนั้น คณะจึงควรใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีคุณค่าเหล่านี้ให้เต็มที่

(5) คณะควรออกแบบกฎกติกาที่ส่งเสริมการพัฒนาองค์ความรู้ โดยเฉพาะส่วนที่ระบบตลาดไม่ทำงาน

บนเส้นทางสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ งานวิจัยพื้นฐานเป็นสิ่งสำคัญ แต่โครงสร้างสิ่งจูงใจของงานวิจัยประเภทดังกล่าวให้ผลตอบแทนต่ำกว่างานวิจัยเชิงนโยบายมาก คณะจะมีส่วนอย่างไรในการส่งเสริมงานวิจัยพื้นฐานเป็นคำถามที่สำคัญ ซึ่งผู้เขียนไม่คิดว่าการเพิ่มผลตอบแทนที่เป็นตัวเงินเพียงอย่างเดียวจะเป็นทางออกของปัญหา การปรับบทบาทของศูนย์บริการวิชาการให้เป็นแขนขาที่มีศักยภาพในการสนับสนุนงานวิจัยของอาจารย์ในคณะโดยเฉพาะงานวิจัยพื้นฐานเป็นสิ่งจำเป็น

นอกจากนั้น คณะควรส่งเสริมการจัดตั้งและดำรงอยู่ของกลุ่มศึกษาเศรษฐศาสตร์สาขาต่าง ๆ เช่น กลุ่มศึกษาเศรษฐศาสตร์สถาบัน และควรมีกฎกติกาที่เอื้ออำนวยให้มีการจัดตั้งกลุ่มวิชาการต่าง ๆ ทั้งระดับอาจารย์และนักศึกษา รวมทั้ง สนับสนุนให้เกิดกิจกรรมทางวิชาการอย่างต่อเนื่อง ทั้งการแลกเปลี่ยนความเห็นวงเล็กอย่างไม่เป็นทางการ การนำเสนอบทความ และการบรรยาย เป็นต้น

4. การรับใช้และบริการสังคม

ในฐานะสถาบันการศึกษาเศรษฐศาสตร์ที่มีศักยภาพสูง คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ พึงตระหนักถึงภารกิจแห่งการให้บริการสังคมด้านวิชาการในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งแก่ประชาสังคมไทยนอกรั้วมหาวิทยาลัย ที่ยังขาดแคลนความรู้พื้นฐานด้านเศรษฐศาสตร์อยู่มาก

ในโลกที่นับวันวิชาการเศรษฐศาสตร์ยิ่งมีความสำคัญและส่งผลกระทบต่อชีวิตของทุกกลุ่มชนในสังคม วิชาการเศรษฐศาสตร์มิใช่เรื่องเฉพาะกลุ่มสำหรับนักเศรษฐศาสตร์และผู้กำหนดนโยบายดังแต่ก่อน ประชาชนทั่วไปควรมีภูมิคุ้มกันเพื่อให้รู้เท่าทันนักเทคนิคและผู้กำหนดนโยบายระดับหนึ่ง ทั้งมีความสามารถในการใช้เครื่องมือเพื่อทำความเข้าใจและวิเคราะห์สถานการณ์ได้ด้วยตัวเอง

คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ จึงควรตั้งจุดหมายปลายทางสูงสุด ในการให้บริการความรู้แก่สังคมวงกว้าง โดยไม่มุ่งหวังรายได้เป็นตัวตั้ง และตระหนักเสมอว่า ลำพังการให้ความรู้แก่คนกลุ่มน้อยที่มีโอกาสดีกว่าชาวบ้านโดยสามารถเข้าศึกษาลงทะเบียนเรียนในคณะอย่างเป็นทางการ ไม่เพียงพอในการยกระดับการเรียนรู้ของสังคม การให้การศึกษานอกรั้วมหาวิทยาลัยมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการศึกษาภายในรั้วมหาวิทยาลัย

ทั้งนี้ บทบาทแห่งการรับใช้และบริการสังคม ย่อมมีส่วนสัมพันธ์อย่างยิ่งกับความเป็นเลิศทางวิชาการ

หากคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ไร้ซึ่งความเป็นเลิศทางวิชาการย่อมไม่สามารถเข้ารับใช้และบริการสังคมได้อย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ ไม่สามารถเติมเต็มความคาดหวัง เป็นทางเลือก และเป็นสติให้ประชาสังคมไทยได้

ในทางกลับกัน หากคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์เปี่ยมด้วยความเป็นเลิศทางวิชาการ แต่มิได้คิดนำความเป็นเลิศดังกล่าวมาสร้างประโยชน์แก่สังคมวงกว้าง ย่อมเป็นความสูญเปล่าไม่คุ้มค่าทางปัญญา  และขาดโอกาสดีที่จะพัฒนายกระดับสติปัญญาของสังคมอย่างน่าเสียดายยิ่ง

คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ควรต้องมี “ความสัมพันธ์ทางตรง” กับประชาสังคมไทยมากกว่าที่เป็นอยู่ ทั้งนี้ อาจดำเนินการผ่านช่องทาง ดังต่อไปนี้

(1) การอบรมเศรษฐศาสตร์สำหรับประชาชนทั่วไป หรือเฉพาะกลุ่ม เช่น สื่อมวลชน นักเรียนระดับมัธยมศึกษา ผู้นำชุมชน และองค์กรพัฒนาเอกชน เป็นต้น  โครงการอบรม “เศรษฐศาสตร์ชาวบ้าน” ที่ได้เริ่มจัดขึ้นในปี 2545 และ 2546 เป็นสิ่งที่คณะควรให้ความสนับสนุนอย่่างเต็มที่

(2) การตอบคำถามด้านเศรษฐศาสตร์ผ่านทางเวปไซต์ ของศูนย์บริการวิชาการ
โดยมีอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขาร่วมดูแลรับผิดชอบ

(3) การผลิตงานเขียนทางวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ทั้งใน

ก. ระดับทฤษฎี ที่มีความซับซ้อน เช่น ตำราเรียน หนังสืออ่านประกอบ ผลงานวิจัย บทความวิชาการ วารสารเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์

ข. ระดับชาวบ้าน ที่สามารถย่อยความรู้ได้ง่ายกว่าโดยเปรียบเทียบ เช่น ในรูปของวารสารรายเดือนด้านเศรษฐศาสตร์ ดังเช่น เศรษฐสาร หรือ ชีพจรเศรษฐกิจ (ทั้งคู่ควรปรับปรุงใหม่และกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจนขึ้น) หนังสือรวบรวมบทความของอาจารย์ที่ลงตามหน้าหนังสือพิมพ์ บทถอดเทปงานสัมมนาในประเด็นสถานการณ์ปัจจุบัน เป็นต้น

ทั้งนี้ คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ จำเป็นต้องมี “กองบรรณาธิการ” เป็นของตัวเอง โดยคัดสรรกลุ่มบุคคลที่มีความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์ และภาษาศาสตร์ ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ เพื่อเป็นตัวกลางเชื่อมร้อยระหว่างงานเขียนของอาจารย์หรือบทถอดเทปงานสัมมนาที่มีอยู่แล้ว กับการจัดเตรียมเนื้อหาในเหมาะสมกับการจัดพิมพ์เป็นรูปเล่มเผยแพร่ ทั้งนี้ การมีกองบรรณาธิการยังเป็นประโยชน์แก่อาจารย์ในการจัดเตรียมบทความวิชาการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการทั้งในและต่างประเทศ

(4) การจัดสัมมนาทางวิชาการอย่างต่อเนื่องและเปิดกว้าง ทั้งหัวข้อทางทฤษฎี และประเด็นสถานการณ์ปัจจุบัน ที่ประชาสังคมไทยมีข้อสงสัย ต้องการข้อมูลและการวิเคราะห์ที่ลึกซึ้งรอบด้านบนพื้นฐานแห่งวิชาการ

เพื่อสร้างบรรยากาศทางวิชาการ งานสัมมนาทางวิชาการควรจัดอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์ ประเด็นที่ว่าไม่อยากจัดสัมมนาบ่อย ๆ เพราะกลัวไม่มีใครฟังเป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น การจัดสัมมนาเป็นประจำ ทำให้คนที่อยากเข้าร่วมได้มีเวทีให้เรียนรู้ สร้างโอกาสพัฒนาความรู้แก่นักศึกษาทุกระดับและสังคม และยังเสริมสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ นอกจากนี้ ควรมีออกแบบกติกาให้อาจารย์ที่ทำงานวิจัยใด ๆ นำงานวิจัยมาเล่าสู่กันฟังในวงกว้าง รวมทั้ง เปิดโอกาสให้นักศึกษาปริญญาโทและเอกนำเสนอวิทยานิพนธ์

 

การมีบทบาททางสังคมโดยตรงจักยิ่งช่วยเพิ่มสถานะทางวิชาการที่โดดเด่นให้แก่คณะ ซึ่งจะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือและคุณภาพทางวิชาการของคณะในระยะยาว ทั้งเป็นการแสดงออกซึ่งความรับผิดชอบต่อสังคม นักเรียนที่มีความใฝ่รู้และมีจิตใจสาธารณะย่อมมีแรงบันดาลใจที่จะเข้าศึกษาในคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์

นอกจากนั้น คณะควรทำงานเชิงรุกอย่างหนัก ในการออกแนะแนวการศึกษาต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อสร้างความเข้าใจในวิชาการเศรษฐศาสตร์ ชี้ให้เห็นความสำคัญ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับคณะ และชี้โอกาสในการพัฒนาศักยภาพและการเรียนรู้ หากตัดสินใจเลือกศึกษาในคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ซึ่งจะเป็นการดึงดูดนักเรียนที่มีคุณภาพมาศึกษาต่อระดับปริญญาตรีที่คณะอีกทางหนึ่ง

คุณภาพของนักศึกษาที่รับเข้าเป็นปัจจัยนำเข้าที่สำคัญยิ่งต่อการพัฒนาคุณภาพทางวิชาการของคณะในระยะยาว ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าคุณภาพของอาจารย์  นักศึกษาที่ดีย่อมทำให้อาจารย์มีโอกาสได้พัฒนาศักยภาพของตน ในทางกลับกัน อาจารย์ที่ดีย่อมสามารถพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาให้เป็น “บัณฑิต” ที่แท้ของสังคม

หมายเหตุ : บทความนี้เขียนขึ้นเมื่อเดือนมกราคม 2546 ในระหว่างกระบวนการสรรหาคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเผยแพร่ในหมู่อาจารย์ของคณะ

 

 

 

Print Friendly