การเมืองเรื่องโลกร้อน

ในที่สุด อัล กอร์ ก็ขึ้นเวทีหาเสียงเลือกตั้งผู้นำสหรัฐเป็นครั้งแรกเมื่อช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2008 โดยประกาศสนับสนุน บารัค โอบามา อย่างเป็นทางการ พร้อมกับโจมตีรัฐบาลของประธานาธิบดีบุชอย่างรุนแรง

หลังจากละวางอาชีพนักการเมืองและหลีกเร้นเกมแย่งชิงอำนาจในวอชิงตันมาเป็นผู้นำต่อสู้โลกร้อน กอร์กลับมี ‘พลัง’ ทางการเมืองเพิ่มสูงขึ้น ภาพลักษณ์นักการเมืองจอมสมบูรณ์แบบ แต่น่าเบื่อแทบจะหมดไป กลายสภาพมาเป็นอดีตนักการเมืองผู้มีจิตใจสาธารณะต่อสู้เพื่อโลกที่ยั่งยืน บุคลิกก็แลดูมีเสน่ห์เต็มไปด้วยสีสัน จนคว้าทั้งออสการ์ เอ็มมี่ จนถึงรางวัลโนเบล

การสนับสนุนของกอร์มีส่วนช่วยเสริมภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่โอบามา  ซึ่งเคยประกาศตอนหาเสียงว่า หากได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐจะเชื้อเชิญกอร์มาร่วมทีมรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อนอย่างจริงจัง ซึ่งตอนนั้นกอร์ก็ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธใดๆ

การเลือกตั้งประธานาธิบดีคราวนี้เป็นครั้งแรกที่ปัญหา ‘โลกร้อน’ กลายเป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่ผู้สมัครหาเสียงกันอย่างจริงจัง ส่วนหนึ่งคงเป็นผลพวงจากหนัง An Inconvenient Truth (2006) ของผู้กำกับเดวิส กุกเกนไฮม์ (Davis Guggenheim) ซึ่งกอร์มีบทบาทสำคัญทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังในการเผยแพร่สภาพปัญหาโลกร้อนสู่สาธารณชนวงกว้างทั่วโลกจนยกระดับจากประเด็นเทคนิคเป็นประเด็นมวลชนไปแล้วในขณะนี้

รัฐบาลของประธานาธิบดีบุชถูกโจมตีจากนักสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง เนื่องจาก ไม่ยอมลงนามในพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศที่มุ่งจำกัดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น คาร์บอน อันเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาโลกร้อน และตัวบุชเองก็มองว่า การจำกัดปริมาณการปล่อยคาร์บอนจะส่งผลด้านลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และรัฐบาลไม่ควรเข้าไปแทรกแซงกระบวนการผลิตของเอกชน และเพิ่มต้นทุนการผลิตให้ภาคเอกชน

จุดใหญ่ใจความของเรื่องนี้อยู่ตรงบทบาทและท่าทีของรัฐบาลในการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมนี่เองว่า รัฐบาลควรจะเข้ามาจำกัดควบคุมการผลิตของภาคเอกชนเพียงใด หากปล่อยให้เอกชนตัดสินใจผลิตตามกลไกตลาดเพื่อกำไรสูงสุด ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมย่อมมีมากขึ้นเกินระดับที่เหมาะสม เพราะการผลิตสินค้าก่อให้เกิดต้นทุนต่อสังคม (Social Cost) เช่น ปัญหามลพิษ ปัญหาโลกร้อน ซึ่งผู้ผลิตในตลาดไม่คำนึงต้นทุนดังกล่าว เพราะสนใจเฉพาะต้นทุนที่ตกกับตัวเอง (Private Cost) เท่านั้น หากต้องการลดต้นทุนต่อสังคมลง รัฐบาลก็ต้องเข้ามาแทรกแซงความล้มเหลวของตลาดในส่วนนี้ โดยการจำกัดปริมาณการปล่อยคาร์บอน เป็นต้น แม้อาจจะทำให้ต้นทุนของภาคอุตสาหกรรมสูงขึ้น แต่ก็ช่วยลดต้นทุนต่อสังคมจากการผลิตลง

แม้จะอยู่พรรครีพับลิกันเช่นเดียวกัน แต่ จอห์น แม็คเคน ก็มีจุดยืนที่แตกต่างไปจากบุชอย่างสิ้นเชิง แม็คเคนเห็นว่าควรใช้ระบบจำกัดปริมาณรวมของการปล่อยคาร์บอนในเศรษฐกิจ โดยมีการกระจายสิทธิการปล่อยคาร์บอนไปยังผู้ผลิตต่างๆ แต่รวมกันแล้วไม่เกินเพดานคาร์บอนที่ถูกกำหนด ทั้งนี้ให้ผู้ผลิตสามารถซื้อขายสิทธิการปล่อยคาร์บอนได้ (Cap-and-trade Program) ผู้ผลิตที่มีประสิทธิภาพ สามารถพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนได้ก็สามารถขายสิทธิส่วนเกินให้แก่ผู้ผลิตรายอื่น ที่ต้องการปล่อยคาร์บอนมากกว่าสิทธิที่ตนมีอยู่แต่แรก

ด้านโอบามาก็สนับสนุนระบบ Cap-and-trade Program เช่นเดียวกัน ทั้งคู่เชื่อว่า ระบบดังกล่าวจะช่วยลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนได้ เพราะจำกัดยอดรวมของการปล่อยคาร์บอนโดยตรง ทั้งยังลงโทษผู้ผลิตที่ปล่อยคาร์บอนมาก และช่วยสร้างแรงจูงใจให้บริษัทต้องพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาดขึ้นเพื่อลดต้นทุนการผลิตของตัวเอง

ทั้งคู่ต่างตั้งเป้าที่จะลดยอดรวมของการปล่อยก๊าซคาร์บอนในเศรษฐกิจลง โดยโอบามา  ประกาศว่า ภายในปี 2050 จะลดการปล่อยคาร์บอนลง 80% จากระดับในปี 1990 ขณะที่แม็คเคนตั้งเป้าไว้ประมาณ 66%

ส่วนการกระจายสิทธิการปล่อยคาร์บอนไปสู่บริษัทนั้น โอบามาเขียนไว้ในนโยบายว่า จะไม่ใช้ระบบการแบ่งสรรสิทธิไปยังบริษัทต่างๆ โดยตรง แต่จะใช้ระบบที่ให้บริษัทต่างๆ มาแข่งขันประมูลสิทธิการปล่อยคาร์บอนถึง 100% เต็ม เพื่อให้บริษัทต้องจ่ายราคาของการปล่อยคาร์บอนอย่างเต็มที่ที่สุด ในขณะที่แม็คเคนไม่ได้บอกไว้ชัดเจนว่าจะใช้ระบบประมูลคิดเป็นสัดส่วนเท่าใดของการจัดสรรสิทธิ เพียงแต่บอกว่า ควรเพิ่มสัดส่วนการประมูลให้สูงขึ้นเรื่อยๆ ข้ามเวลา

ถ้าพิจารณานโยบายด้านสิ่งแวดล้อมว่าด้วยการจัดการก๊าซเรือนกระจกอันเป็นสาเหตุของโลกร้อน นโยบายของทั้งแม็คเคนและโอบามา  ต่างก็แลดู ‘รักโลก’ กว่าสมัยบุช แตกต่างกันเพียงรายละเอียด ซึ่งนโยบายของโอบามาดูจะมีความถึงลูกถึงคนมากกว่า แต่ก็ถูกตั้งคำถามมากกว่าเช่นกันถึงความเป็นไปได้ในการปฏิบัติจริง

กระนั้น ใช่ว่าทั้งคู่จะมีแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด ในส่วนของนโยบายอื่นๆ พบความแตกต่างกันไปคนละทาง ดังเช่น แม็คเคนสนับสนุนพลังงานนิวเคลียร์ สนับสนุนการขุดหาแหล่งน้ำมันในอเมริกา และไม่เห็นด้วยกับการให้สิทธิพิเศษทางภาษีในทางที่ส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก รวมถึงการยกระดับมาตรฐานพลังงานสะอาดในกระบวนการผลิตให้สูงมากเกินไป เพราะจะเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิต

ในขณะที่ โอบามาส่งเสริมบทบาทของรัฐบาลในการลงทุนเพื่อคิดค้นและพัฒนาพลังงานทางเลือกอื่นๆ เช่น พลังงานชีวภาพ ไม่เห็นด้วยกับการขุดเจาะน้ำมัน พยายามลดความต้องการใช้พลังงาน สนับสนุนสิทธิพิเศษทางภาษีในทางที่ส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก และการยกระดับมาตรฐานพลังงานสะอาดในกระบวนการผลิตให้สูงและเข้มข้นขึ้น แม้จะทำให้ต้นทุนทางเศรษฐกิจสูงขึ้นในระยะสั้นก็ตาม

Print Friendly