ภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกใหม่

“ฉันทมติแห่งวอชิงตันแบบเก่าได้จบสิ้นลงแล้ว”

กอร์ดอน บราวน์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร เอ่ยประโยคสำคัญดังกล่าวในช่วงท้ายการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่ม G-20 ว่าด้วยการปฏิรูประบบกำกับดูแลระบบการเงินโลกในยุคหลังวิกฤตการณ์ซับไพรม์ ณ กรุงลอนดอน เมื่อเดือนเมษายน 2009

ถ้อยคำดังกล่าวสะท้อนกระแสความคิดร่วมสมัยของเหล่านักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากที่มองว่า วิกฤตการณ์การเงินซึ่งส่งผลสะเทือนทั่วสหรัฐอเมริกาและทั่วโลกตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ลึกลงไป มันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างจากอุดมการณ์เสรีนิยมใหม่ทางเศรษฐกิจ โดยเป็นผลพวงจากการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจตามแนวทาง “ฉันทมติแห่งวอชิงตัน” (Washington Consensus) ซึ่งครอบงำการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจโลก ตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เรื่อยมา อันได้แก่ การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ (Economic Liberalization) การลด –ละ- เลิกการกำกับและควบคุมโดยรัฐ (Deregulation) การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ (Privatization) และการรักษาเสถียรภาพของระดับราคา (Price Stabilization)

นโยบายเศรษฐกิจเหล่านี้ตั้งอยู่บนฐานคิดที่เชื่อมั่นในการตัดสินใจอย่างเสรีของปัจเจกบุคคล ระบบตลาดเสรี และกรรมสิทธิ์เอกชน ซึ่งล้วนเป็นเสาหลักของระบบทุนนิยม โดยเน้นสร้างบรรยากาศที่ส่งเสริมการค้าและการลงทุนของภาคเอกชน รวมทั้งเป็นมิตรต่อกระบวนการผลิตและการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ โดยรัฐบาลรับบทเพียงตัวประกอบริมขอบเวที แต่ให้ภาคเอกชน ทั้งผู้ผลิตภายในประเทศ บรรษัทข้ามชาติ สถาบันการเงิน และเหล่านักลงทุนการเงิน เป็นพระเอกและผู้เล่นหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

เมื่อเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะตกต่ำอย่างหนัก อันเป็นผลพวงจากความล้มเหลวของการทำงานของตลาดการเงิน ซึ่งทำงานอยู่บนฐานแห่งความโลภส่วนตน แต่ไร้ซึ่งการกำกับดูแลอย่างมีประสิทธิภาพ เต็มไปด้วยโครงสร้างสิ่งจูงใจที่บิดเบือน และผลประโยชน์ทับซ้อน ทำให้ตลาดไม่สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพเหมือนดังคำทำนายของทฤษฎีเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมาตรฐาน ผู้คนทั่วโลกจึงเริ่มตั้งคำถามท้าทาย “ฉันทมติแห่งวอชิงตัน” อย่างหนักหน่วง ในฐานะปัจจัยสำคัญที่นำพาเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะวิกฤตรุนแรง และเกิดกระแสด้านกลับต่อฉันทมติแห่งวอชิงตัน เช่น การเรียกร้องระบบกำกับดูแลตลาด โดยเฉพาะตลาดการเงิน การสนับสนุนบทบาทของรัฐบาลในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นเป้าหมายด้านการจ้างงานเป็นสำคัญ เป็นต้น

ภูมิทัศน์ของเศรษฐกิจโลกยุคหลังวิกฤตการณ์ซับไพรม์จึงมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จุดสำคัญคือ รัฐบาล ซึ่งถูกลดบทบาทลงไปมากในยุคเสรีนิยมใหม่ จะกลับมามีบทบาททางเศรษฐกิจโดยเป็นผู้เล่นหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีกครั้ง ทั้งนี้ บทบาทสำคัญที่รัฐบาลทั่วโลกแบกรับอยู่ในขณะนี้ ได้แก่

(1) การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยการกระตุ้นเศรษฐกิจ แทนที่ความต้องการใช้จ่ายของภาคเอกชน (ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ) ที่อ่อนแรงลง ผลลัพธ์ก็คือ รัฐบาลต้องดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุล โดยการเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐและการลดภาษี

(2) การช่วยเหลือดูแลด้านสวัสดิการแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มคนจน และกลุ่มแรงงานรายได้ต่ำ รวมถึงการปฏิรูประบบสวัสดิการสังคม

(3) การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่สถาบันการเงิน และธุรกิจบางประเภทที่ล้มละลาย ในหลายกรณี รัฐบาลเข้าไปเป็นเจ้าของวิสาหกิจเอกชน หรือเข้าไปมีบทบาทในการกำกับควบคุมทิศทางและการทำงานของวิสาหกิจเอกชน

และ (4) การมีบทบาทในการกำกับดูแลในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น เช่น การกำกับดูแลระบบสถาบันการเงิน การกำกับดูแลการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ เพื่อสร้างเสถียรภาพ และลดความเสี่ยงของระบบเศรษฐกิจ รวมถึงการกำกับดูแลตลาดเพื่อสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ

ท่ามกลางภาวะวิกฤตเศรษฐกิจครั้งรุนแรงที่สุดนับจากเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ทั่วโลกในช่วงทศวรรษ 1930 (The Great Depression) บทบาทของกลุ่ม G-20 ในเวทีเศรษฐกิจโลกฉายแสงโดดเด่นขึ้นเรื่อยๆ จนคาดการณ์กันว่า กลุ่ม G-20 จะเป็นเวทีหลักในการกำหนดกรอบทิศทางของเศรษฐกิจโลกในยุคต่อไป เพราะเป็นแหล่งรวมประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและประเทศเศรษฐกิจใหม่ซึ่งมีศักยภาพสูงในทุกภูมิภาคไว้อย่างครบถ้วน

กลุ่ม G-20 เริ่มตั้งขึ้นเมื่อปี 1999 ภายใต้รูปแบบการประชุมแลกเปลี่ยนถกเถียงอย่างไม่เป็นทางการในประเด็นเศรษฐกิจโดยมุ่งเน้นเรื่องเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจโลก สมาชิกของกลุ่มเป็นการรวมตัวระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศเศรษฐกิจใหม่ จำนวน 20 ราย ได้แก่ อาร์เจนตินา ออสเตรเลีย บราซิล แคนาดา จีน ฝรั่งเศส เยอรมัน อินเดีย อินโดนีเซีย อิตาลี ญี่ปุ่น เม็กซิโก รัสเซีย ซาอุดิอาระเบีย แอฟริกาใต้ เกาหลีใต้ ตุรกี สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป โดยมีผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และประธานธนาคารโลก ร่วมประชุมด้วย

ปรัชญาสำคัญของกลุ่ม G-20 คือ การผลิตสร้างบทสนทนาอันนำไปสู่ความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาปัตยกรรมการเงินระหว่างประเทศ เพื่อหาทางป้องกันและจัดการวิกฤตการณ์การเงินโลก ในเดือนพฤศจิกายน 2008 ขณะที่เศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในช่วงตกต่ำอย่างหนัก เหล่าผู้นำของกลุ่ม G-20 ได้ร่วมประชุมกันครั้งแรกที่สหรัฐอเมริกา และออกแถลงการณ์ว่าด้วยการปฏิรูประบบการเงินโลกเชิงโครงสร้าง และสร้างระบบความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อให้ตลาดการเงินมีความเข้มแข็ง ก่อให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน มีเสถียรภาพ และหลีกเลี่ยงไม่ให้วิกฤตการณ์การเงินเช่นนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต

ภายในกลุ่ม G-20 มีประเทศเศรษฐกิจใหม่ 4 ประเทศที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ นั่นคือ บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน หรือที่เรียกรวมกันว่า กลุ่ม BRICs  ในปี 2009 ผู้นำทั้ง 4 ประเทศได้จัดประชุมสุดยอดร่วมกันเป็นครั้งแรกที่ประเทศรัสเซีย การประชุมครั้งดังกล่าวเป็นการตอกย้ำความสำคัญทางเศรษฐกิจของกลุ่ม BRICS และมีความสำคัญเชิงสัญลักษณ์ในฐานะกลุ่มอำนาจใหม่ทางเศรษฐกิจ ซึ่งคาดว่าจะมีอำนาจต่อรองสูงในอนาคต

กลุ่ม BRICs มีประชากรรวมกันคิดเป็น 40% ของประชากรโลก มีขนาดพื้นที่รวมกันคิดเป็น 25% ของพื้นที่โลก กระจายอยู่ใน 3 ทวีป มีขนาดเศรษฐกิจรวมกันคิดเป็น 25% ของ GDP โลก และสะสมทุนสำรองระหว่างประเทศรวมกันคิดเป็น 40% ของทั้งโลก  Goldman Sachs คาดการณ์ว่า ภายในปี 2050 กลุ่ม BRICs จะเติบโตจนมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ขึ้นจาก 15% ของกลุ่ม G6 (ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาลี และสหราชอาณาจักร) ในปี 2003 เป็นครึ่งหนึ่งของกลุ่ม G6 ภายในปี 2025 และแซงหน้ากลุ่ม G6 ภายในเวลาไม่ถึง 40 ปีข้างหน้า เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ อินเดียเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงสุด โดยคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 8% จนถึงปี 2020  หากเติบโตภายในจังหวะนี้ ขนาดเศรษฐกิจของอินเดียจะแซงหน้าสหรัฐอเมริกา ภายในปี 2050

กลุ่ม BRICs จะกลายเป็นฐานของความต้องการซื้อ (การใช้จ่าย) ทางเศรษฐกิจของโลกในอนาคต เพราะฐานของคนชั้นกลางที่ใหญ่ขึ้นและการขยายตัวของเขตเมืองอย่างรวดเร็ว โดยจะมีระดับการใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้นเป็น 2 เท่าของกลุ่ม G6 ภายในปี 2025 และเป็น 4 เท่าของกลุ่มประเทศ G6 ภายในปี 2050 และจะเป็นฐานการลงทุนที่สำคัญของโลกในอนาคต เนื่องจาก มีระดับผลตอบแทนจากการลงทุนสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด เช่นนี้แล้ว กลุ่ม BRICs จะเป็นเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในช่วงหลายทศวรรษข้างหน้า

มนตราของฉันทมติแห่งวอชิงตันกำลังเสื่อมถอยลง พร้อมกับความเสื่อมถอยทางอำนาจเศรษฐกิจและการเมืองของสหรัฐอเมริกา จนห่างไกลจากความเป็นผู้นำเดี่ยวของโลกลงทุกที  ขณะที่กลุ่ม G-20 และกลุ่ม BRICs มีบทบาทมากขึ้นอย่างสำคัญบนเวทีเศรษฐกิจโลก เหล่านี้เป็นเพียงภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกใหม่บางเสี้ยวส่วน เรายังไม่ได้พูดถึงวิกฤตสิ่งแวดล้อม วิกฤตอาหาร วิกฤตพลังงาน ที่รุมเร้าสังคมเศรษฐกิจโลก หรือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของหลายประเทศที่มุ่งหน้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ

คำถามหลักที่สังคมเศรษฐกิจไทยต้องเร่งหาคำตอบ – แต่ดูเหมือนน้อยคนจะใส่ใจหาคำตอบอย่างจริงจัง – คือ แล้วเราจะอยู่กันอย่างไรภายใต้ภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกใหม่เหล่านี้

 

ตีพิมพ์: นิตยสาร ค คน ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2553

Print Friendly