ความไม่คงเส้นคงวาของรัฐธรรมนูญว่าด้วย “วุฒิสภา”

แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 เป็นหนึ่งในความหวังของยุคปฏิรูปการเมืองใหม่ ที่เรียกร้องความโปร่งใส   ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอย่างเข้มข้น  เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน ตระหนักถึงสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ รวมทั้งเสริมสร้างระบบบริหารจัดการที่ดี  แต่กระนั้น รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวหาใช่รัฐธรรมนูญที่อยู่ในภาวะสมบูรณ์แบบ  หากยังมีความไม่คงเส้นคงวาในหลายประเด็น โดยเฉพาะในส่วนที่ว่าด้วย “วุฒิสภา”

“ความคงเส้นคงวา” (Consistency) หมายถึง ความสามารถในการถ่ายทอดคุณสมบัติหนึ่ง ๆ อย่างสมเหตุสมผลในทิศทางที่คาดคะเนได้ ยกตัวอย่างเช่น หากนาย ก. ชอบพรรคประชาธิปัตย์มากกว่าพรรคไทยรักไทย และชอบพรรคไทยรักไทยมากกว่าพรรคชาติพัฒนาแล้ว  นาย ก. ย่อมต้องชอบพรรคประชาธิปัตย์มากกว่าพรรคชาติพัฒนา

หรือหากรัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจหน้าที่ในการออกกฎหมาย ด้วยเหตุผลที่ว่ามีที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน  สมาชิกวุฒิสภาที่มีที่มาจากการแต่งตั้ง ย่อมไม่สมควรทำหน้าที่ดังกล่าว เนื่องจากมิได้รับฉันทานุมัติจากประชาชนในการเป็นตัวแทน  ในทางกลับกัน หากสมาชิกวุฒิสภามีที่มาจากการเลือกตั้ง ย่อมควรที่จะทำหน้าที่ดังกล่าวได้

หากถามต่อไปว่า “ความคงเส้นคงวา” ดังกล่าวมีความจำเป็นอย่างไร  คงตอบได้ว่า สิ่งที่มีความคงเส้นคงวาย่อมทำให้เราสามารถวิเคราะห์และคาดการณ์พฤติกรรมของตัวละครต่าง ๆ ได้ ทั้งยังมีผลกระทบให้พฤติกรรมหรือการตัดสินใจเป็นไปในทิศทางที่สอดรับกับกติกาที่ถูกกำหนด

หากมองในแง่ “สถาบัน” (หมายรวมถึง “กฎกติกา” ด้วย ไม่ใช่แค่ “องค์กร”)  กติกาที่สถาบันหนึ่ง ๆ กำหนดย่อมทำให้ผู้เล่นที่อยู่ภายใต้กติกานั้นเผชิญโครงสร้างสิ่งจูงใจแบบหนึ่ง  โครงสร้างสิ่งจูงใจเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของผู้เล่นให้เป็นไปในทิศทางที่สถาบันนั้น ๆ อยากให้เป็น ซึ่งการถ่ายทอดดังกล่าวจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อกติกาหรือผู้เล่นมีพฤติกรรมที่คงเส้นคงวา

หากมองรัฐธรรมนูญเป็น “สถาบัน” หนึ่ง  บทบัญญัติมาตราต่าง ๆ ในรัฐธรรมนูญแสดงกติกาการเล่นเกม ที่สร้างโครงสร้างสิ่งจูงใจในการกำหนดพฤติกรรมทางการเมืองของตัวละครที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ข้าราชการ หรือภาคประชาสังคม  ซึ่งตัวละครเหล่านี้จะมีพฤติกรรมตอบสนองต่อบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนั้น

ตัวอย่างเช่น หากกำหนดให้มีองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐมากขึ้น หน่วยงานรัฐย่อมมีแนวโน้มที่จะลดการใช้อำนาจในทางมิชอบมากขึ้น   หรือ หากกำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน ผู้แทนย่อมมีเป้าหมายสูงสุดในการหาคะแนนนิยมในเขตเลือกตั้งให้มากที่สุด พฤติกรรมของผู้แทนจึงเป็นไปในทางหาเสียงเพื่อให้ชนะเลือกตั้งในครั้งต่อไป เช่น พยายามดึงงบประมาณลงพื้นที่เลือกตั้ง สนใจงานศพงานแต่งงานบวชมากกว่างานสภา เป็นต้น

บทบัญญัติว่าด้วย “วุฒิสภา” ในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 สามารถตั้งข้อสงสัยถึงความไม่คงเส้นคงวาได้หลายประการ ดังนี้

ประการแรก  ตามรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้วมา  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้ง ส่วนสมาชิกวุฒิสภามาจากการแต่งตั้งโดยการสรรหาของนายกรัฐมนตรี  เมื่อเป็นดังนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนจึงมีหน้าที่ออกกฎหมาย เพราะมีมิติที่ได้รับการยอมรับจากประชาชน ประชาชนยินยอมมอบอำนาจให้ผู้แทนใช้แทนตน จึงสามารถออกกฎกลับมาใช้บังคับประชาชนได้  ส่วนสมาชิกวุฒิสภาทำหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย เนื่องจากเป็นผู้(ที่คาดหวังว่า)ทรงคุณวุฒิที่ได้รับแต่งตั้งเข้ามา เช่น ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ผู้มีประสบการณ์ในการบริหารราชการแผ่นดิน เป็นต้น  เมื่อวุฒิสภามีหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายก็ย่อมมอง(จากโลกแห่งอุดมคติ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นจริง) ได้ว่าเป็นสภาที่มีวุฒิภาวะสูงกว่าสภาผู้แทนราษฎร จึงสามารถเข้ามาดูแลกระบวนการออกกฎหมายให้เป็นไปอย่างรอบคอบมากยิ่งขึ้น

เห็นได้ว่า อำนาจหน้าที่ที่แตกต่างกันของสภาทั้งสอง ก็เนื่องจากฐานที่มาแห่งอำนาจของทั้งสองสภาแตกต่างกัน

รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาต่างมีฐานที่มาแห่งอำนาจจากประชาชนเช่นเดียวกัน แต่บทบัญญัติที่เกี่ยวเนื่องด้วยสภาทั้งสองยังคงบัญญัติหน้าที่ของทั้งสองสภาไว้เช่นเดิม  เมื่อเป็นดังนี้ มิอาจเข้าใจได้ว่า เหตุใดสมาชิกวุฒิสภาจึงไม่มีอำนาจในการริเริ่มเสนอกฎหมายเช่นเดียวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งนี้เพราะวุฒิสภาได้กลายเป็นสภาที่มีฐานที่มาแห่งอำนาจจากประชาชนแล้ว  มิหนำซ้ำยังสะท้อนความเป็นตัวแทนของประชาชนกลุ่มใหญ่กว่าและคำนึงถึงผลประโยชน์ในขอบเขตฐานเสียงที่ใหญ่กว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสียอีก

การที่สมาชิกวุฒิสภาได้รับเลือกตั้งจากประชาชนทั่ว “ทั้ง” จังหวัด เมื่อเปรียบเทียบกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนเพียงเขต “เดียว” ในจังหวัด ทำให้สมาชิกวุฒิสภาสะท้อนความเป็นตัวแทนระดับชาติในรัฐสภาในอัตราที่สูงกว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  นี่ย่อมเป็นเหตุผลสนับสนุนให้สมาชิกวุฒิสภาควรทำหน้าที่ออกกฎหมาย ซึ่งเป็นหน้าที่ระดับชาติ ได้เช่นเดียวกับสภาผู้แทนราษฎร

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีฐานที่มาใกล้ชิดกับประชาชนในพื้นที่มากกว่า เนื่องจากเป็นตัวแทนของเขตเลือกตั้งที่เล็กกว่า ทำให้มีแรงจูงใจที่จะทำงานเพื่อหวังคะแนนนิยมในพื้นที่เลือกตั้ง ซึ่งไม่จำเป็นต้องต้องเป็นสิ่งเดียวกับการรักษาผลประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนทั้งประเทศ  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจึงหาได้มีความสนใจหน้าที่ด้านนิติบัญญัติมากไปกว่าสนใจงานหาคะแนนนิยมในพื้นที่ อย่างการออกงานสังคม การยักย้ายถ่ายเทงบประมาณลงเขตพื้นที่ของตน หรือการอภิปรายและตั้งกระทู้ถามในประเด็นปัญหาของเขตเลือกตั้งที่ตนเป็นผู้แทน

ในขณะที่กติกาที่ใช้กับสมาชิกวุฒิสภามีโครงสร้างสิ่งจูงใจให้สมาชิกวุฒิสภาสนใจงานระดับประเทศมากกว่า เช่น การห้ามสมาชิกวุฒิสภาลงสมัครรับเลือกตั้งสองสมัยติดต่อกัน และห้ามเป็นรัฐมนตรีหลังจากพ้นตำแหน่งในช่วงหนึ่งปี  กติกาดังกล่าวลดความจำเป็นในการหาเสียงในพื้นที่เลือกตั้งได้ระดับหนึ่ง

ประวัติศาสตร์การเมืองที่ผ่านมา บทบาทด้านนิติบัญญัติของสภาผู้แทนราษฎรเป็นไปอย่างขาดประสิทธิภาพ ทั้งในแง่ระบบและตัวบุคคล   สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญก็คงเห็นปัญหาดังกล่าวเช่นเดียวกันจึงได้บัญญัติให้มีสมัยประชุมนิติบัญญัติ ให้พิจารณาเฉพาะกฎหมายเท่านั้น   ยิ่งหากรัฐธรรมนูญบัญญัติให้สมาชิกวุฒิสภาทำหน้าที่ริเริ่มออกกฎหมายได้ เชื่อว่าจะช่วยสร้างบรรยากาศการแข่งขันในการออกกฎหมายให้เกิดขึ้นในรัฐสภา คงทำให้ทั้งสองสภาใส่ใจกับงานนิติบัญญัติซึ่งควรจะเป็นหน้าที่รับผิดชอบที่สำคัญที่สุดของรัฐสภามากขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น

ส่วนประเด็นคำถามที่อาจจะตามมาคือ หากสมาชิกวุฒิสภาเป็นผู้ริเริ่มออกกฎหมาย จะมีระบบการกลั่นกรองอย่างไร  กรณีประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาต่างมีที่มาจากการเลือกตั้ง โดยผู้แทนราษฎรเป็นตัวแทนเขตเลือกตั้ง หนึ่งเขตมีผู้แทนหนึ่งคน  ผู้แทนในแต่ละรัฐมีจำนวนไม่เท่ากันขึ้นกับสัดส่วนจำนวนประชากร  ผู้แทนเป็นตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์ของพื้นที่เลือกตั้ง  ส่วนสมาชิกวุฒิสภาแต่ละรัฐมีจำนวนเท่ากัน ในแง่นี้ วุฒิสภาเป็นตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์ของรัฐ  แม้แต่ละรัฐอาจมีขนาดพื้นที่ทางกายภาพไม่เท่ากัน มีจำนวนประชากรไม่เท่ากัน แต่รัฐแต่ละรัฐมีพื้นที่เท่ากันในรัฐสภาคือรัฐละสองคน

ฐานที่มาแห่งอำนาจของวุฒิสภาจึงสะท้อนความเป็นตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์ที่ใหญ่กว่าสภาผู้แทน แต่ความใหญ่กว่าดังกล่าวมิได้หมายความว่า วุฒิสภาจะคอยตรวจสอบงานที่ผ่านสภาผู้แทนมาแล้วชั้นหนึ่งเสมอไป ไม่ใช่สภาผู้แทนออกกฎหมายแล้ววุฒิสภาทำหน้าที่กลั่นกรอง  หากสมาชิกวุฒิสภายังมีอำนาจที่ในการริเริ่มเสนอร่างกฎหมายได้ด้วยเช่นเดียวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  โดยร่างกฎหมายที่ผ่านสภาหนึ่ง ต้องผ่านอีกสภาหนึ่งด้วย จึงจะกลายเป็นกฎหมายโดยสมบูรณ์  ดังนั้น หน้าที่ดังกล่าวจึงไม่ได้เกี่ยวกับประเด็นที่ว่าสภาใดใหญ่กว่ากัน

หากเปรียบเทียบฐานที่มาแห่งอำนาจของวุฒิสภาในกรณีประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาจะพบว่ามีประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ  ในสหรัฐอเมริกาเป็นที่ชัดเจนว่าวุฒิสภาสะท้อนความเป็นตัวแทนของแต่ละรัฐโดยสมบูรณ์ ทุกรัฐมีความเท่าเทียมกันในรัฐสภา แต่กรณีของประเทศไทย หากถามว่าสมาชิกวุฒิสภาเป็นตัวแทนของใคร เป็นตัวแทนของประเทศหรือ? ถ้าใช่ เหตุใดจึงไม่ใช้ทั้งประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง  เป็นตัวแทนของจังหวัดหรือ? ถ้าใช่ ทำไมแต่ละจังหวัดจึงมีจำนวนสมาชิกวุฒิสภาไม่เท่ากันเพื่อความเท่าเทียมของแต่ละจังหวัดในรัฐสภา  หรือสมาชิกวุฒิสภาเป็นตัวแทนของเขตพื้นที่เพียงแต่เผอิญว่าพื้นที่ในที่นี้ใช้เป็นเขตจังหวัด จังหวัดใดที่มีประชากรมากก็มีจำนวนสมาชิกวุฒิสภามาก

เมื่อเป็นเช่นนี้มีหลายประเด็นคำถามตามมาว่า แล้วสมาชิกวุฒิสภาจะแตกต่างอะไรจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพราะต่างเป็นตัวแทนของเขตพื้นที่ เพียงแต่วุฒิสภามาจากเขตเลือกตั้งที่ใหญ่กว่าเท่านั้น และหน้าที่รับผิดชอบของทั้งสองสภาที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างแตกต่างกันมากนั้นจะสอดคล้องกับฐานที่มาแห่งอำนาจที่เลื่อมซ้อนทับกันนี้เพียงใด

ประการที่สอง  หน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาล้วนเป็นหน้าที่ระดับประเทศ ไม่ว่าการกลั่นกรองกฎหมาย การแต่งตั้งบุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ และถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมือง  กระบวนการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาควรอยู่ภายใต้กติกาการเลือกตั้งที่สามารถคัดสรรผู้ที่เหมาะสมในการทำหน้าที่ระดับชาติดังกล่าวได้  ดังนั้น การใช้ “จังหวัด” เป็นเขตเลือกตั้งเป็นการส่งสัญญาณที่ผิด เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภายังตลาดการเมืองที่ได้รับข่าวสารข้อมูลไม่สมบูรณ์หรือไม่  สมาชิกวุฒิสภามิใช่เป็นตัวแทนของประชาชนในเขตเลือกตั้ง มิได้มีหน้าที่กำจัดน้ำเสีย ลดความยากจนของคนในจังหวัด หรือสร้างศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ในท้องถิ่นของตน ดังเช่นที่สมาชิกวุฒิสภาหลายรายได้ให้สัมภาษณ์ไว้ภายหลังจากได้รับเลือกตั้ง

การใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งดังกล่าวอาจทำให้ประชาชนในพื้นที่โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารทางการเมืองอย่างสมบูรณ์คาดหวังให้สมาชิกวุฒิสภาปฏิบัติหน้าที่เช่นว่า และเมื่อเวลาผ่านพ้นไป 6 ปี  การเลือกตั้งครั้งถัดไป ผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาประเภทที่ประกาศว่าจะไม่เติมเต็มความคาดหวังดังกล่าว แต่มุ่งทำหน้าที่ระดับชาติ อาจไม่ได้รับการเลือกตั้ง โดยมิอาจสู้นักการเมืองท้องถิ่น หรือผู้สมัครที่เน้นการสร้างคะแนนนิยมในพื้นที่ก่อนหน้าที่จะมีการเลือกตั้งได้

กติกาการเลือกตั้งที่ใช้ทั้งประเทศเป็นเขตเลือกตั้งจะสามารถสรรหาผู้ที่คู่ควรในการทำหน้าที่ระดับชาติ อย่างการออกกฎหมาย ได้ดีกว่าการใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องทบทวน

ประการที่สาม ตามเจตนารมณ์ของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ คาดหวังให้วุฒิสภาเป็นสภา “เปาบุ้นจิ้น”  อำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาโดยเฉพาะการตรวจสอบผู้ใช้อำนาจรัฐต้องการความเป็นอิสระที่ปราศจากการแทรกแซงของนักการเมืองในระดับสูง  เมื่อสมาชิกวุฒิสภาสามารถถอดถอนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ สังคมย่อมปรารถนาจะได้สมาชิกวุฒิสภาที่มีมาตรฐานทางจริยธรรมและทางการเมืองสูงกว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

คำถามที่เกิดขึ้นตามมาก็คือว่า เราสามารถคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภาที่มีคุณสมบัติสูงเช่นว่าจากการเลือกตั้งได้หรือไม่  สมาชิกวุฒิสภาที่มีที่มาจากการเลือกตั้งจะปราศจากการเมืองได้อย่างแท้จริงหรือไม่

ประจักษ์พยานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในวุฒิสภาชุดปัจจุบัน ชวนให้สรุปได้ว่าสมาชิกวุฒิสภาโดยเฉลี่ยหาได้มีมาตรฐานทางจริยธรรมและทางการเมืองสูงกว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่อย่างใด  มิหนำซ้ำหลายบุคคลมีคุณธรรมต่ำกว่าอย่างน่าอดสู

กระนั้น วิธีกำจัดการเมืองออกจากวุฒิสภาไม่สามารถคิดง่าย ๆ เพียงแค่การห้ามสมาชิกวุฒิสภาหาเสียงเท่านั้น (ยากที่จะเข้าใจว่าการ “แนะนำตัว” โดยเนื้อหาสาระแล้ว ต่างไปจากการ “หาเสียง” อย่างไร)  เป็นไปได้หรือไม่ที่จะแยกการเมืองออกจากรัฐสภา และลึกลงไป จำเป็นต้องแยกการเมืองออกจากรัฐสภาหรือไม่

การขจัดการเมืองออกจากรัฐสภาอาจเป็นเรื่องไร้เดียงสา เมื่อเทียบกับการเข้าใจสภาพความเป็นจริงและสร้างระบบที่ไปด้วยกันได้กับธรรมชาติของการเมืองที่มุ่งเน้นประโยชน์ส่วนตน แต่มีระบบคานอำนาจไม่ให้ประโยชน์ส่วนตนนั้นขัดต่อประโยชน์ของสังคม ดังเช่น ระบบคานอำนาจการเมืองระหว่างสองสภา ซึ่งระบบคานอำนาจที่ดีจะเกิดขึ้นได้หากฐานที่มาแห่งอำนาจต่างกันมาก แต่นั่นไม่ใช่ระบบสองสภาแบบไทย ที่ฐานที่มาแห่งอำนาจมีความซ้อนทับกันสูง

ที่สำคัญ สังคมการเมืองไทยต้องเข้าใจด้วยว่า ไม่มีทางที่จะสรรหาอรหันต์หรือเปาบุ้นจิ้นผ่านระบบการเลือกตั้งได้

ประการที่สี่  เหตุผลหนึ่งที่สภาร่างรัฐธรรมนูญแสดงให้เห็นว่าทำไมสมาชิกวุฒิสภาสามารถตรวจสอบและถอดถอนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ เนื่องจาก “สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งเขตใหญ่กว่าจึงถอดถอนผู้แทนราษฎรและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเขตเล็กกว่าได้”  เมื่อเป็นเช่นนั้น สภาร่างรัฐธรรมนูญวาง “ที่” ของวุฒิสภาไว้สูงกว่าสภาผู้แทนราษฎร  เช่นนี้แล้ว ทำไมประธานรัฐสภาจึงไม่ใช่ประธานวุฒิสภาโดยตำแหน่ง ทั้งที่มาจากเขตเลือกตั้งที่ใหญ่กว่าและรัฐธรรมนูญก็ถูกออกแบบมาโดยคาดหวังให้ “อรหันต์” เข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภา

ในอดีตเมื่อประธานสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้ง ขณะที่ประธานวุฒิสภามาจากการแต่งตั้งเป็นที่เข้าใจได้  แต่เมื่อทั้งสองสภามาจากการเลือกตั้งก็ยากจะหาเหตุผลสนับสนุนกรณีดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในยามที่สังคมตั้งคำถามถึง “ความเป็นกลาง” ของประธานรัฐสภาที่สังกัดอยู่ใต้พรรคการเมืองเสียงข้างมาก

บทบัญญัติว่าด้วย “วุฒิสภา” ที่ไม่มีความคงเส้นคงวา ยากที่จะถ่ายทอดโครงสร้างสิ่งจูงใจให้ตัวละครในตลาดการเมืองมีพฤติกรรมเป็นไปในทางที่รัฐธรรมนูญอยากให้เป็นได้

หากสังคมคาดหวังบทบาทและมาตรฐานของสมาชิกวุฒิสภาดังที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญคาดหวัง  กติกาปัจจุบันโดยเฉพาะกระบวนการคัดสรรมีแนวโน้มที่จะสร้างความผิดหวัง  การตั้งคำถามต่อกระบวนการคัดสรรสมาชิกวุฒิสภาเป็นสิ่งจำเป็นและควรทบทวน   แต่หากยึดกุมกระบวนการคัดสรรดังกล่าวไว้เช่นที่เป็นอยู่  สังคมต้องคาดหวังบทบาท หน้าที่ และมาตรฐานของสมาชิกวุฒิสภาเสียใหม่ ให้สอดคล้องกับฐานที่มาแห่งอำนาจของวุฒิสภา

บทบัญญัติว่าด้วย “วุฒิสภา” ที่ไม่มีความคงเส้นคงวายากที่จะทำให้ภาพฝันที่สังคมไทยต้องการเห็น อย่างองค์กรตรวจสอบถอดถอนที่เข้มแข็ง เป็นอิสระ ปลอดจากการเมือง และทำงานด้านนิติบัญญัติอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดขึ้นได้ในโลกแห่งความจริง

 

ตีพิมพ์: เศรษฐสาร ของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฉบับเดือนเมษายน 2544

Print Friendly