หนึ่งภาพอธิบายเศรษฐกิจการเมืองอเมริกัน

ภาพจากหนังสือ Unequal Democracy ของลาร์รี บาร์เทลส์ (Larry Bartels) นักรัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยปรินซ์ตัน ซึ่งวางแผงเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2008 สามารถอธิบายเศรษฐกิจการเมืองอเมริกันได้อย่างยอดเยี่ยม

ในภาพแสดงข้อมูลของอัตราการเติบโตของรายได้แท้จริงต่อปีโดยเฉลี่ย (Average annual growth in real income) แยกตามกลุ่มรายได้ โดยแบ่งครัวเรือนออกเป็น 5 กลุ่ม ตามการกระจายตัวของระดับรายได้ ได้แก่ ครัวเรือนที่มีระดับรายได้ ณ เปอร์เซ็นไทล์ที่ 20 (กลุ่มจนสุด), 40, 60, 80, และ 95 (กลุ่มรวยสุด) แล้วเปรียบเทียบการเพิ่มขึ้นของรายได้ของครัวเรือนแต่ละกลุ่มระหว่างสมัยรัฐบาลพรรครีพับลิกัน  กับพรรคเดโมแครต ในช่วงปี 1948 ถึง 2005 โดยสมมติว่า นโยบายของรัฐบาลจะส่งผลในอีก 1 ปีให้หลัง (เช่น การเปลี่ยนแปลงของระดับรายได้ปี 2001 เป็นผลมาจากรัฐบาล บิล คลินตันแห่งพรรคเดโมแครต แม้ว่าจอร์จ ดับเบิลยู บุช แห่งพรรครีพับลิกัน เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อต้นเดือนมกราคม 2001 ก็ตาม)

 

partisan pol econ

 

 

จากภาพจะเห็นว่า ในสมัยประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกัน  กลุ่มครัวเรือนรายได้ต่ำสุด ได้รับประโยชน์น้อยที่สุด โดยมีอัตราการเติบโตของรายได้ต่อปีต่ำสุดเมื่อเทียบกับกลุ่มรายได้อื่น ทั้งนี้ การเติบโตของรายได้จะยิ่งสูงขึ้นตามกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้เพิ่มขึ้น (ครอบครัวยิ่งรวย รายได้ยิ่งเพิ่มขึ้นมาก)

ขณะที่ในสมัยประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครต แบบแผนการเพิ่มขึ้นของรายได้กลับเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม กล่าวคือ กลุ่มครัวเรือนรายได้ต่ำสุด มีรายได้สูงขึ้นมากที่สุด และระดับการเพิ่มขึ้นของรายได้จะลดลงตามกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้สูงขึ้น (ครอบครัวยิ่งจน รายได้ยิ่งเพิ่มขึ้นมาก)

หากดูตัวเลขโดยละเอียดแล้ว เมื่อเปรียบเทียบระหว่างรัฐบาลพรรครีพับลิกัน กับพรรคเดโมแครต พบว่า รัฐบาลพรรคเดโมแครต ทำให้รายได้ของครัวเรือน ‘ทุกกลุ่ม’ เพิ่มสูงขึ้นกว่ารัฐบาลพรรค รีพับลิกัน กระนั้น ครัวเรือนแต่ละกลุ่มรายได้มีรายได้เพิ่มขึ้นไม่เท่ากัน

ในกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำที่สุด (เปอร์เซ็นไทล์ที่ 20) ความแตกต่างของระดับการเพิ่มขึ้นของรายได้มีค่าสูงที่สุด (รายได้เพิ่มขึ้น 2.64% ในสมัยเดโมแครต และ 0.43% ในสมัยรีพับลิกัน  ต่างกันสูงสุด 2.21%) สำหรับกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้สูงที่สุด (เปอร์เซ็นไทล์ที่ 95) ความแตกต่างของรายได้ที่เพิ่มขึ้นมีค่าต่ำที่สุด (รายได้เพิ่มขึ้น 2.21% ในสมัยเดโมแครต เทียบกับ 1.9% ในสมัยรีพับลิกันต่างกันน้อยสุด 0.22%) นั่นคือ กลุ่มครัวเรือนยิ่งยากจนจะยิ่งได้รับประโยชน์มากขึ้น ภายใต้การบริหารประเทศของรัฐบาลพรรคเดโมแครต

นอกจากนั้น หากเปรียบเทียบความแตกต่างของรายได้ที่เพิ่มขึ้นระหว่างกลุ่มครัวเรือนรายได้ต่ำสุดกับสูงสุดภายใต้รัฐบาลพรรคเดียวกัน พบว่า ความแตกต่างระหว่างคนจนสุดกับรวยสุดภายใต้รัฐบาลพรรครีพับลิกัน  สูงกว่ารัฐบาลพรรคเดโมแครต

ในกรณีของรัฐบาลพรรครีพับลิกัน  กลุ่มครัวเรือนรายได้ต่ำสุดมีรายได้เพิ่มขึ้น 0.43% ขณะที่กลุ่มครัวเรือนรายได้สูงสุดมีรายได้เพิ่มขึ้น 1.9% ต่างกัน 1.47% ส่วนกรณีของรัฐบาลพรรคเดโมแครต กลุ่มครัวเรือนรายได้ต่ำสุดมีรายได้เพิ่มขึ้น 2.64% ขณะที่กลุ่มครัวเรือนรายได้สูงสุดมีรายได้เพิ่มขึ้น 2.12% ต่างกัน 0.52% นั่นคือ กลุ่มครัวเรือนยากจนกับร่ำรวยมีความแตกต่างด้านการเพิ่มขึ้นของรายได้ภายใต้รัฐบาลพรรคเดโมแครต น้อยกว่าภายใต้รัฐบาลพรรครีพับลิกัน

บาร์เทลส์พยายามจะแสดงให้เห็นว่า ความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้ มิได้มีสาเหตุมาจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจ เช่น สภาพเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี เพียงเท่านั้น แต่ระบบการเมืองส่งผลต่อการกระจายรายได้อย่างสำคัญ ระบบการเมืองอเมริกันแบบสองพรรคส่งผลต่อสถานะความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจของชาวอเมริกัน ปัญหาความไม่เท่าเทียมในการกระจายรายได้ยิ่งทวีความรุนแรงภายใต้รัฐบาลพรรครีพับลิกัน  เพราะกลุ่มรายได้ต่ำมีอัตราการเติบโตของรายได้ต่ำกว่ากลุ่มรายได้สูงอย่างคงเส้นคงวา และลักษณะดังกล่าวมีผลสะสมข้ามเวลา (Cumulative impact) ซึ่งทำให้แนวโน้มของการกระจายรายได้ในอนาคตเลวลงเรื่อยๆ

สถานการณ์ที่แตกต่างภายใต้รัฐบาลพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน อยู่ที่ความแตกต่างในเชิงนโยบายและการจัดลำดับความสำคัญในการดำเนินนโยบายของพรรคการเมืองทั้งสองพรรค มิได้มีสาเหตุจากความบังเอิญ หรือความโชคดี เช่น พรรคเดโมแครตเผอิญเข้ามาบริหารประเทศในช่วงเศรษฐกิจดี หรือพรรครีพับลิกันต้องมานั่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะยาวที่เดโมแครตทิ้งไว้ (ผลไม่แตกต่างกันกรณีประธานาธิบดีพรรครีพับลิกันคนใหม่มาแทนที่คนเก่าของพรรค)

บาร์เทลส์ชี้ว่าในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ความแตกต่างในเชิงนโยบายอยู่ตรงนโยบายเศรษฐกิจมหภาค และผลลัพธ์ด้านเศรษฐกิจมหภาคเป็นสำคัญ โดยในสมัยรัฐบาลพรรคเดโมแครต มีอัตราการว่างงานต่ำและมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงกว่ารัฐบาลพรรครีพับลิกันอย่างมีนัยสำคัญ อันเนื่องมาจากแนวนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่แตกต่างกัน โดยพรรคเดโมแครตมีแนวโน้มดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบขยายตัวที่มุ่งเน้นการจ้างงานและการผลิต (ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มขึ้นของรายได้แท้จริงของกลุ่มรายได้ต่ำมากกว่า) ส่วนพรรครีพับลิกันมีแนวโน้มดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการกดอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับต่ำ (ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มขึ้นของรายได้แท้จริงของกลุ่มรายได้สูงมากกว่า)

ขณะที่ช่วงหลังทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา ความแตกต่างในการด้านเศรษฐกิจมหภาคแทบจะหมดไป แต่ถูกแทนที่ด้วยความแตกต่างด้านนโยบายภาษีและการถ่ายโอนประโยชน์ทางเศรษฐกิจ (Tax and transfer policies) รวมถึงนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำของทั้ง 2 พรรคแทน โดยที่นโยบายของพรรครีพับลิกัน  มักจะเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มคนรวย เช่น นโยบายลดภาษีของประธานาธิบดีบุช ในปี 2001 และ 2003 เป็นต้น

ประเด็นที่น่าสนใจอยู่ตรงที่ หากรัฐบาลพรรคเดโมแครต ทำให้รายได้ของครัวเรือนทุกกลุ่มรายได้เพิ่มสูงขึ้นกว่ารัฐบาลพรรครีพับลิกัน  และรายได้ของครัวเรือนยากจนเพิ่มขึ้นมากกว่ารายได้ของครัวเรือนร่ำรวย เหตุใดพรรคเดโมแครตจึงไม่ชนะเลือกตั้งทุกครั้ง หรือได้คะแนนเสียงจากกลุ่มคนจนทั้งหมด คำตอบดั้งเดิมที่คนจำนวนมากใช้อธิบายพฤติกรรมการลงคะแนนก็คือ หลายคนลงคะแนนให้พรรครีพับลิกันด้วยเหตุผลทางสังคมและวัฒนธรรม เช่น ต่อต้านการทำแท้ง ต่อต้านรักร่วมเพศ เป็นต้น หรือชาวอเมริกันไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่องความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจมากนัก

แต่บาร์เทลส์เสนอคำตอบใหม่ว่า เป็นเพราะความสำเร็จของพรรครีพับลิกันในการทำให้เศรษฐกิจเติบโตในช่วงปีเลือกตั้ง ซึ่งพรรคเดโมแครตมักล้มเหลวในการทำเช่นนั้น ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งมีลักษณะ ‘มองการณ์ใกล้’ จึงมักตัดสินใจเลือกประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกัน

เนื้อหาในหนังสือ Unequal Democracy ของบาร์เทลส์ช่วยยืนยันคำกล่าวที่ว่า “ชีวิตทางเศรษฐกิจสั่นสะเทือนตามจังหวะเต้นของการเมือง” ได้เป็นอย่างดี

 

 

Print Friendly