McCainomics VS Obamanomics

บล็อกเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเมืองอเมริกันที่อ่านสนุกและได้ความรู้ดีจนอยากแนะนำต่อคือ บล็อกส่วนตัวของโรเบิร์ต ไรช์ (Robert Reich) ที่  http://www.robertreich.blogspot.com/

ไรช์เป็นนักวิชาการ นักคิด นักเขียนสายสังคมศาสตร์ มีชื่อเสียงมากในสาขาเศรษฐศาสตร์การเมืองและนโยบายสาธารณะ เขาเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานสมัยประธานาธิบดีบิล คลินตัน ระหว่างปี 1993-1997 ปัจจุบันเป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์

บล็อกของไรช์ในช่วงเทศกาลเลือกตั้งประธานาธิบดียิ่งอ่านสนุก เพราะเจ้าตัวหันมาเกาะติดกระแสเศรษฐกิจการเมืองเรื่องเลือกตั้งเป็นหลัก โดยผลิตบทวิเคราะห์เศรษฐกิจการเมืองน่าอ่านเกี่ยวกับนโยบายของผู้สมัครแต่ละคนอย่างสม่ำเสมอ

เมื่อไรช์เป็นสมาชิกพรรคเดโมแครตทั้งตัวและหัวใจ แถมอยู่ปีกซ้ายภายในพรรค อุดมการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมือง รวมถึงความคิดเห็นของเขาจึงเอนเอียงไปทางเดโมแครตปีกซ้ายค่อนข้างมาก (ทำให้ยิ่งอ่านสนุก!?) แม้ไร้ซึ่งความเป็นกลาง (มีอยู่จริงด้วยหรือ?) แต่ก็มีค่าควรอ่าน โดยเฉพาะผู้ที่สนใจเรียนรู้แนวคิดเศรษฐกิจการเมืองของพรรคเดโมแครต และ ‘ท่าที’ เชิงความคิดและอุดมการณ์ที่พรรคเดโมแครตมีต่อพรรครีพับลิกัน

บล็อกของเขา เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2551 นำเสนอบทวิเคราะห์ว่าด้วยความแตกต่างระหว่างนโยบายเศรษฐกิจของ จอห์น แม็คเคน และบารัค โอบามา ไรช์ชี้ให้เห็นความคิดต่างของทั้งคู่ลึกลงไปถึงระดับ ‘ปรัชญา’ พื้นฐานของแนวนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการทำความเข้าใจอุดมการณ์ทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันระหว่างพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครต

หากจะสรุปให้อ่านในหนึ่งย่อหน้าก็คือ เศรษฐกิจแบบแม็คเคน (McCainomics) สะท้อนเศรษฐทัศน์แบบ ‘บนลงล่าง’ (Top-Down) อย่างชัดเจน ขณะที่เศรษฐกิจแบบโอบามา (Obamanomics) สะท้อนเศรษฐทัศน์แบบ ‘ล่างขึ้นบน’ (Bottom-Up) อย่างชัดเจน

นโยบายเศรษฐกิจหลักของพรรครีพับลิกันคือ นโยบายลดภาษี ซึ่งมักจะเอื้อประโยชน์ให้กับผู้มีรายได้สูงและกลุ่มธุรกิจ โดยเชื่อว่า การลดภาษี โดยเฉพาะลดภาษีให้คนรวยและบริษัทเอกชน (ควบคู่ไปกับการลดบทบาทของรัฐในเศรษฐกิจ แล้วปล่อยให้ภาคเอกชนเล่นบท ‘พระเอก’) จะสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงแรงทำงานหนักขึ้นและลงทุนมากขึ้น รวมทั้งทำให้บริษัทเอกชนมีขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องให้การผลิตและการจ้างงานที่ฐานล่างเพิ่มขึ้น ทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงขึ้น ท้ายที่สุด ผลประโยชน์จะรินไหลลงสู่เบื้องล่าง ทำให้แรงงานหรือกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำได้ประโยชน์ตามมาด้วย

ไรช์เป็นคนที่ตั้งคำถามต่อ ผลรินไหลสู่เบื้องล่าง (ทำให้คนรวยรวยก่อน แล้วคนจนจะรวยขึ้นตามมา) เสมอมา ว่าไม่เคยเกิดขึ้นจริง เขาปฏิเสธความเชื่อของพรรครีพับลิกันที่ว่า หากทำเศรษฐกิจเบื้องบนดี ผลดีจะส่งทอดต่อเนื่องลงสู่เศรษฐกิจเบื้องล่างเองโดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกโลกาภิวัตน์ ผลรินไหลสู่เบื้องล่างยิ่งเป็นเทพนิยาย เพราะกลุ่มธุรกิจและกลุ่มคนรวยมีทางเลือกในการลงทุนที่หลากหลายทั่วโลก ไม่จำเป็นต้องใช้รายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการลดภาษีมาลงทุนหรือจ้างงานภายในประเทศ ทำให้ประโยชน์ที่คาดว่าจะตกแก่ผู้คนเบื้องล่างในประเทศยิ่งไม่มีหลักประกันว่าจะเกิดขึ้นจริง

พรรคเดโมแครตมีความเชื่อตรงกันข้าม โดยมองว่า เศรษฐกิจจะดี ต้องดีที่ฐานราก หากเศรษฐกิจเบื้องล่างดี เศรษฐกิจเบื้องบนจะดีตามไปด้วย การพัฒนาที่ยั่งยืนควรพัฒนาจากคนส่วนใหญ่ข้างล่าง พรรคเดโมแครตเชื่อว่าตลาดล้มเหลว โดยเฉพาะเรื่องการให้หลักประกันพื้นฐานด้านสวัสดิการแก่คนรายได้ต่ำและปานกลาง รัฐบาลควรมีบทบาทในเศรษฐกิจทั้งในเรื่องสวัสดิการ เช่น การประกันสุขภาพ การจัดการศึกษา เป็นต้น รวมถึง การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจด้วย เช่น การลงทุนสาธารณะในโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ การส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานเต็มกำลัง เป็นต้น

เมื่อภาครัฐควรมีบทบาททางเศรษฐกิจ ย่อมต้องใช้เงินในการดำเนินนโยบาย พรรคเดโมแครตจึงมักชูนโยบายการเก็บภาษีกลุ่มคนรวยและบริษัทเพิ่มมากขึ้น เพื่อนำเงินมาใช้ในกิจการที่เป็นประโยชน์ต่อผู้มีรายได้ต่ำกว่าในสังคม

ไรช์มองว่า นโยบายเศรษฐกิจของโอบามามีแนวทางตรงกันข้ามกับแม็คเคน คือมีเศรษฐทัศน์แบบ ‘ล่างขึ้นบน’ (Bottom-Up) โดยเชื่อว่า หากเศรษฐกิจจะเข้มแข็งต้องทำให้แรงงานเบื้องล่างมีผลิตภาพ (Productivity) สูง หรือมีความสามารถในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่ นั่นคือ รัฐต้องเป็นแกนหลักในการลงทุนด้านการศึกษา การสาธารณสุข การคิดค้นเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ และโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ

นอกจากนั้น แรงงานต้องได้รับค่าจ้างที่มีความเป็นธรรมและมากพอที่ตัวเองและครอบครัวสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ค่าจ้างแรงงานที่สูงขึ้นจะส่งผลในการเพิ่มผลิตภาพให้แก่แรงงาน ทำให้เกิดผลผลิตในเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้นตามมา (ช่วยลดแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ แม้ต้นทุนแรงงานจะสูงขึ้น แต่สินค้าก็ถูกผลิตเพิ่มมากขึ้นด้วย) ภาคธุรกิจก็ได้ประโยชน์ตามไปด้วย เพราะแรงงานผลิตสินค้าได้มากขึ้น และสินค้าก็ขายได้มากขึ้น เพราะแรงงานมีอำนาจซื้อสูงขึ้น

Print Friendly