ค้นความคิดว่าที่ ดร. เศรษฐศาสตร์

เมื่อปี 1985 David Colander และ Arjo Klamer ออกแบบสอบถาม สำรวจความคิดเห็น และสัมภาษณ์ นักศึกษาปริญญาเอก ที่เรียนอยู่ในคณะเศรษฐศาสตร์ชื่อดังของสหรัฐอเมริกา โดยมีประเด็นหลักเกี่ยวกับมุมมองต่อตัววิชาเศรษฐศาสตร์ และการศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์

งานวิจัยชิ้นดังกล่าว ต่อมาตีพิมพ์ใน Journal of Economic Perspectives ในชื่อ The Making of an Economist (1987) งานชิ้นดังกล่าวมีความน่าสนใจ เพราะสะท้อนพื้นฐานความคิดของนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำรุ่นใหม่ต่อตัววิชาการ เศรษฐศาสตร์ และการศึกษาเศรษฐศาสตร์ในระดับบัณฑิตศึกษา นักเศรษฐศาสตร์หนุ่มสาว ผู้ตอบแบบสอบถามนี้ ถือเป็นกำลังสำคัญแห่งอนาคตในการ ‘ผลิตซ้ำ’ องค์ความรู้เศรษฐศาสตร์ไปสู่นักเศรษฐศาสตร์รุ่นหลัง ไม่ว่าในฐานะว่าที่อาจารย์และว่าที่นักวิจัยในสถาบันศึกษาวิจัยเศรษฐศาสตร์ ชั้นนำ ซึ่งจะมีอิทธิพลต่อพัฒนาการของวงวิชาการเศรษฐศาสตร์ ทั้งในแง่ทิศทางและเนื้อหา และต่อการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ ในทศวรรษต่อๆ ไป

ในอีกด้านหนึ่ง งานวิจัยชิ้นนี้เป็นภาพสะท้อน ‘เนื้อหาสาระ’ ของกระบวนการ ‘ฝึกสร้างนักเศรษฐศาสตร์’ ที่ดำรงอยู่ภายในโรงงานผลิตนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำแห่งสหรัฐอเมริกา ว่ามุมมองต่อโลกแบบใด อุดมการณ์ใด หรือวิธีทำงานแบบใด ที่ครอบงำวงวิชาการเศรษฐศาสตร์อยู่ในขณะหนึ่ง และส่งผลสำคัญในการ ‘ฝึกสร้าง’ และ ‘หล่อหลอม’ นักเศรษฐศาสตร์รุ่นต่อมา

เวลาผ่านไปเกือบสองทศวรรษ Colander ได้ทำการสำรวจประเด็นเดิมอีกครั้ง โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเช่นเดิม ในกลุ่มตัวอย่างที่ใกล้เคียงกับกลุ่มตัวอย่างเดิม เพื่อตรวจสอบว่า พื้นฐานความคิดของนักศึกษาปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์ต่อวิชาเศรษฐศาสตร์ และการศึกษาเศรษฐศาสตร์เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร หรืออีกนัยหนึ่ง กระบวนการ ‘ฝึกสร้าง’ นักเศรษฐศาสตร์มีเนื้อหาสาระเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ อย่างไร ในรอบเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา

การสำรวจความเห็นเริ่มต้นที่ Princeton University (คิดเป็น 15% ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด) ในปี 2001-2002 และมหาวิทยาลัยอื่นอีก 6 แห่ง ซึ่งได้แก่ University of Chicago (26%), Columbia University (12%), Harvard University (18%), MIT (10%), Stanford University (12%) และ Yale University (7%) ในปี 2002-2003 มีนักศึกษาตอบแบบสอบถามรวมทั้งสิ้น 231 คน จากประชากรทั้งหมด 800-900 คน

ผลการศึกษาดังกล่าว ตีพิมพ์ใน Journal of Economic Perspectives ในปี 2005 ภายใต้ชื่อ The Making of an Economist Redux ซึ่ง มีประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้ (บทความนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อวิจารณ์ระเบียบวิธีวิจัยของ Colander แต่เป็นเพียงการเก็บความมาเล่าสู่กันฟัง)

1. นักศึกษาปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์เป็นใคร?

หากเปรียบเทียบ ข้อมูลส่วนตัวของนักศึกษาปริญญาเอก จากงานวิจัยปี 1987 และ 2005 พบว่า พื้นฐานของนักศึกษาไม่ได้เปลี่ยนแปลงมาก

อายุเฉลี่ยของนักศึกษายังคงอยู่ที่ 26 ปี ส่วนใหญ่ยังเป็นเพศชาย แต่สัดส่วนของนักศึกษาหญิงเพิ่มขึ้นจาก 19% เป็น 29% ส่วนใหญ่ 81% จบปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์มาก่อน อีก 21% จบคณิตศาสตร์ และ 22% จบสาขาอื่น (ที่รวมกันเกิน 100% เพราะบางคนเรียน double major) นักศึกษาส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนต่อทันทีหลังจากจบปริญญาตรี แต่ทำงานก่อน โดยมากเป็นผู้ช่วยวิจัย

นอกจากนั้น 62% ของนักศึกษาทั้งหมดที่ตอบแบบสอบถามเป็นนักศึกษาต่างชาติ (ซึ่งสัดส่วนของนักศึกษาต่างชาติที่ตอบแบบสอบถามแตกต่างกันตามมหาวิทยาลัย) นักศึกษาที่ตอบแบบสอบถามกำลังเรียนปีแรก 22% ปีสอง 25% ปีสาม 19% ปีสี่ 14% และปีห้าหรือสูงกว่า 20% มีเพียง 7% ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด ที่จะไม่ทำงานในโลกวิชาการหลังจบการศึกษา และ 7% ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด บอกว่า หากย้อนเวลากลับไปได้ จะไม่เลือกเรียนเศรษฐศาสตร์

2. คุณสมบัติใดเป็นปัจจัยสู่ความสำเร็จของนักเศรษฐศาสตร์?

นักศึกษาปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์ให้คุณค่ากับความเก่งกาจในการแก้ปัญหามากที่ สุด แม้สัดส่วนของคนที่เชื่อว่าคุณสมบัติดังกล่าวมีความสำคัญ ‘อย่างยิ่ง’ จะลดลงจาก 65% เหลือ 51% ก็ตาม ข้อค้นพบอีกประการหนึ่งที่น่าสนใจคือ ความสามารถทางคณิตศาสตร์ ลดความสำคัญลง กลุ่มตัวอย่างที่เชื่อว่าความยอดเยี่ยมทางคณิตศาสตร์เป็นคุณสมบัติที่มีความ สำคัญ ‘อย่างยิ่ง’ ลดลงจาก 57% เหลือ 30% สวนทางกับคุณสมบัติความสามารถในการทำงานวิจัยเชิงประจักษ์ (Empirical Research) เพิ่มสูงขึ้นจาก 16% เป็น 30%

บางคนอาจตีความได้ว่า แม้คณิตศาสตร์จะยังสำคัญในการศึกษาเศรษฐศาสตร์ชั้นสูง แต่ถูกมองเป็น ‘เครื่องมือ’ ในการทำงานวิจัยเชิงประจักษ์ ซึ่งมุ่งหาคำตอบเชิงนโยบาย มากกว่าทางทฤษฎี ระดับความเป็นคณิตศาสตร์เชิงประยุกต์เพิ่มมากขึ้น

ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ นักศึกษาปริญญาเอกกลุ่มตัวอย่าง ยังคงเชื่อว่า ความรู้รอบรู้กว้างทางเศรษฐศาสตร์ (เดิม 43% ใหม่ 35%) และความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจ (เดิม 68% ใหม่ 51%) เป็นสิ่งที่ ‘ไม่มีความสำคัญ’ ต่อความสำเร็จ แม้สัดส่วนของกลุ่มตัวอย่างที่คิดเช่นนี้จะลดลงก็ตาม แต่ถือยังคงอยู่ในระดับสูง น่าคิดต่อว่าเหตุใดนักศึกษาในคณะเศรษฐศาสตร์ชั้นนำเกินครึ่งยังคงเชื่อมา ตลอดเกือบ 20 ปีว่า ความรู้เกี่ยวกับ ‘เศรษฐกิจ’ ไม่มีความสำคัญในฐานะ ‘นักเศรษฐศาสตร์’

หรือ ‘เศรษฐศาสตร์’ จะไม่ข้องเกี่ยวกับ ‘เศรษฐกิจ’ เสียแล้ว ?

3. นักเศรษฐศาสตร์อยากเรียนอะไร?

งานวิจัยชิ้นล่าสุดชี้ว่า เศรษฐศาสตร์การพัฒนา เศรษฐศาสตร์แรงงาน และเศรษฐศาสตร์การคลัง ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับการสำรวจครั้งก่อนหน้า ขณะที่เศรษฐศาสตร์มหภาค เศรษฐศาสตร์การเมือง เศรษฐศาสตร์การเงินและการธนาคาร เศรษฐศาสตร์การค้าระหว่างประเทศ เศรษฐศาสตร์อุตสาหกรรม และประวัติความคิดเศรษฐศาสตร์ ลดความสำคัญลง

หากดูรายละเอียดของความสนใจในแต่ละสาขาวิชาแยกตามชั้นปี พบว่า ไม่มีความแตกต่างทางความสนใจของนักศึกษาแต่ละชั้นปีอย่างมีนัยสำคัญ จะมีก็เพียงสาขาวิชาประวัติความคิดเศรษฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์มหภาค และเศรษฐศาสตร์การเงินและการธนาคารเท่านั้น ที่นักศึกษาปีสูงมีความสนใจต่ำกว่านักศึกษาปีต่ำอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาวิชาประวัติความคิดเศรษฐศาสตร์

นอกจากนั้น จากการสัมภาษณ์พบว่า นักศึกษามีความรู้สึกด้านลบอย่างเด่นชัดกับเศรษฐศาสตร์มหภาคในทุก มหาวิทยาลัย โดยให้เหตุผลทำนองว่า ไม่มีประโยชน์ในการอธิบายโลกแห่งความจริง เต็มไปด้วยคณิตศาสตร์ที่ไม่รู้ว่าจะเรียนไปเพื่ออะไร

 4. นักเศรษฐศาสตร์เชื่ออะไร?

ในงานวิจัยฉบับปี 1987 พบว่า นักเศรษฐศาสตร์ที่ ‘ผ่าน’ การศึกษาจากสถาบันต่างกัน จักมีพื้นฐานความคิดทางเศรษฐศาสตร์แตกต่างกันด้วย โดยนักเศรษฐศาสตร์สำนักชิคาโกมีความแตกต่างจากนักเศรษฐศาสตร์สำนักอื่นมาก ที่สุด โดยเฉพาะความเชื่อมั่นในเศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิกอย่างเด่นชัด อันนำไปสู่ความเชื่อมั่นในการทำงานของกลไกราคาและตลาดเสรี ความเชื่อว่าคนมีเหตุมีผลแบบเศรษฐศาสตร์ และความเชื่อมั่นว่าการแทรกแซงของรัฐรังแต่จะบั่นทอนสวัสดิการของเศรษฐกิจ เป็นต้น

จากผลการศึกษา Colander แสดงความเห็นว่า ในปี 1987 หากนักเศรษฐศาสตร์ชิคาโกอยู่สุดปลายทางด้านหนึ่ง นักเศรษฐศาสตร์ฮาร์วาร์ดก็จะอยู่สุดปลายทางอีกด้านหนึ่ง

เกือบสองทศวรรษผ่านไป ผลการศึกษาชิ้นใหม่ในปี 2005 ยังคงยืนยันดังเดิมว่า กระบวนการ ‘ฝึกสร้าง’ นักเศรษฐศาสตร์ผ่านหลักสูตรปริญญาเอกในมหาวิทยาลัยชั้นนำ ยังมีความสำคัญในการหล่อหลอมความเป็นนักเศรษฐศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ต่างสำนักยังคงมีความแตกต่างทางความคิด แต่ช่องว่างของความแตกต่างระหว่างกันกลับลดแคบลงเสียแล้ว โดยต่างฝ่ายต่างปรับความคิดเข้าหากัน (converge) มากขึ้นโดยลำดับ ดังจะได้เล่าสู่กันฟังนับจากนี้

ผลการสำรวจพบว่า นักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่เชื่อมั่น ‘อย่างยิ่ง’ ในความสำคัญของเศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิก เพิ่มขึ้นจาก 34% ในปี 1987 เป็น 44% ในปี 2005 ขณะที่ผู้เห็นว่า ‘ไม่สำคัญ’ ลดลงจาก 11% เหลือเพียง 5% (ตัวเลขเปรียบเทียบตลอดบทความนี้คือผลสำรวจของปี 1987 เทียบกับปี 2005)

น่าสนใจว่า ในหมู่ผู้ที่เชื่อว่าเศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิก ‘สำคัญอย่างยิ่ง’ ในมหาวิทยาลัยชิคาโกลดลงจาก 69% เหลือ 63% ส่วนในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เพิ่มขึ้นจาก 20% เป็น 55% ทางด้านผู้เชื่อว่าเศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิก ‘ไม่สำคัญ’ ในมหาวิทยาลัยชิคาโกเพิ่มขึ้นจาก 3% เป็น 7% ขณะที่ในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และเอ็มไอที จำนวนผู้ไม่เห็นความสำคัญลดลงอย่างเด่นชัดจาก 22% เหลือ 0% แต่ที่โดดเด่นจนน่าสังเกตคือในมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด มีผู้เชื่อว่าเศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิก ‘ไม่สำคัญ’ เพิ่มขึ้นจาก 6% เป็น 22%

หากเปรียบเทียบความคิดของนักศึกษาก่อนและหลังเข้าเรียนปริญญาเอก พบว่า นักศึกษาที่เชื่อมั่นในเศรษฐศาสตร์กระแสหลักเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมหลังได้ ศึกษาแล้ว เพิ่มจาก 37% เป็น 44% โดยนักศึกษาในมหาวิทยาลัยชิคาโกเพิ่มขึ้นมากที่สุด จาก 44% เป็น 63% รองลงมาคือนักศึกษาในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด จาก 48% เป็น 55%

แบบสำรวจยังถามด้วยว่า เห็นด้วยหรือไม่ว่า นักเศรษฐศาสตร์มีความเห็นพ้องสอดคล้องกันในประเด็นพื้นฐานต่างๆ เสียงส่วนใหญ่ยังคง ‘ไม่เห็นด้วย’ แต่ด้วยสุ้มเสียงที่อ่อนลง จาก 52% เป็น 44% ขณะที่เสียง ‘เห็นด้วย’ เพิ่มขึ้นจาก 4% เป็น 9% หากพิจารณาแยกตามมหาวิทยาลัย พบว่า มีเพียงในมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและโคลัมเบียเท่านั้น ที่จำนวน ‘ไม่เห็นด้วย’ เพิ่มขึ้นอย่างสำคัญ ในสแตนฟอร์ดเพิ่มขึ้นจาก 43% เป็น 65% และในโคลัมเบียเพิ่มขึ้นจาก 44% เป็น 59% ซึ่งแตกต่างจากผลการสำรวจเมื่อปี 1985 ที่ในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและเอ็มไอทีมีผู้ ‘ไม่เห็นด้วย’ มากที่สุด กระนั้น ผลในปี 2005 ของทั้งฮาร์วาร์ดและเอ็มไอทีก็เปลี่ยนแปลงโดยมีจำนวน ‘ไม่เห็นด้วย’ ลดลงมากที่สุดจาก 68% เป็น 29% และจาก 60% เป็น 39% ตามลำดับ

ส่วนในประเด็นที่ว่า เห็นด้วยหรือไม่ว่า เศรษฐศาสตร์เป็นวิชาสังคมศาสตร์ที่มีความเป็นวิทยาศาสตร์มากที่สุด นักศึกษาโดยรวมทุกมหาวิทยาลัย ‘เห็นด้วยอย่างยิ่ง’ เพิ่มขึ้นจาก 28% เป็น 50% และ ‘ไม่เห็นด้วย’ ลดลง จาก 19% เป็น 16% หากพิจารณาแยกตามมหาวิทยาลัยจะพบว่า นักเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ‘เห็นด้วยอย่างยิ่ง’ เพิ่มมากขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากเดิม 9% เป็น 54% ตามด้วยชิคาโกเพิ่มขึ้นจาก 47% เป็น 69%

หากพิจารณาในระดับข้อสมมติของวิชาเศรษฐศาสตร์ งานวิจัยได้พยายามสำรวจว่านักเรียนปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์ให้ความสำคัญต่อข้อ สมมติทางเศรษฐศาสตร์ต่างๆ แตกต่างกันอย่างไร

โดยรวม ผู้ที่เห็นว่าข้อสมมติว่าด้วย ‘ความมีเหตุมีผลทางเศรษฐศาสตร์’ (Rationality) มีความ ‘สำคัญอย่างยิ่ง’ ยังคงเท่าเดิมที่ 51% โดยผู้ที่เห็นว่าข้อสมมตินี้ ‘ไม่มีความสำคัญ’ อยู่ในระดับต่ำมาก เมื่อก่อน 7% ปัจจุบัน 5% แต่ถ้าพิจารณาแยกตามมหาวิทยาลัย กลับพบความน่าสนใจคือ นักเศรษฐศาสตร์ฮาร์วาร์ดที่เชื่อว่าข้อสมมติดังกล่าว ‘สำคัญอย่างยิ่ง’ เพิ่มขึ้นจาก 35% เป็น 68% ขณะที่จากเอ็มไอที ลดลงจาก 44% เหลือเพียง 9% ส่วนสำนักชิคาโก ยังรักษาความสม่ำเสมอได้ข้ามเวลา โดยผู้เห็นว่าข้อสมมตินี้ ‘สำคัญอย่างยิ่ง’ ไม่ลดลงกว่าเดิม โดยสูงถึง 79% จากเดิม 78%

ส่วนข้อสมมติ ‘การคาดการณ์แบบมีเหตุมีผลทางเศรษฐศาสตร์’ (Rational Expectation) ซึ่งเป็นวิวาทะสำคัญในเศรษฐศาสตร์มหภาค นั้น นักเศรษฐศาสตร์ในปัจจุบันให้ความสำคัญเพิ่มมากขึ้น โดยรวมแล้ว ผู้ที่เห็นว่ามีความสำคัญ ‘อย่างยิ่ง’ เพิ่มขึ้นจาก 17% เป็น 25% ขณะที่ผู้ที่เห็นว่า ‘ไม่สำคัญ’ ลดลงจาก 25% เป็น 13%

น่าสนใจว่าเมื่อเทียบกับงานศึกษาปี 1987 ระดับการให้ความสำคัญของนักเศรษฐศาสตร์ชิคาโกมีแนวโน้มลดลง แม้จะยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยมากก็ตาม ในชิคาโก ผู้ที่เชื่อว่า ‘สำคัญอย่างยิ่ง’ ลดลงจาก 59% เหลือ 43% แต่ในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดกลับเพิ่มสูงขึ้นมาก จาก 14% เป็น 41% ขณะที่ในเอ็มไอที ผู้ที่เชื่อว่าข้อสมมติดังกล่าวมีความสำคัญ ‘อย่างยิ่ง’ ยังคง 0% เหมือนเมื่อสองทศวรรษก่อน

ด้านข้อสมมติเรื่อง ‘การแข่งขันไม่สมบูรณ์’ (Imperfect Competition) โดยรวม ผู้ที่เห็นว่าสำคัญ ‘อย่างยิ่ง’ ลดลงจาก 40% เป็น 37% ส่วนผู้ที่เห็นว่า ‘ไม่สำคัญ’ ก็ลดลงจาก 4% เป็น 3% ที่น่าสนใจคือ ผู้ที่เห็นว่าข้อสมมตินี้สำคัญ ‘อย่างยิ่ง’ ในมหาวิทยาลัยชิคาโก เพิ่มสูงขึ้นจาก 16% เป็น 23%

ส่วนผลการสำรวจการให้ความสำคัญในประเด็นต่างๆ ว่าด้วย ‘ข้อเสนอเชิงนโยบาย’ มีความน่าสนใจมาก เพราะการสำรวจครั้งก่อน นักเศรษฐศาสตร์ต่างสำนักมีความคิดเห็นแตกต่างกันมาก แต่งานวิจัยปี 2005 กลับพบว่า ความแตกต่างทางความคิดลดลงมาก โดยรวมแล้ว มีการปรับความคิดเข้าหากัน

ในประเด็นที่ว่า ‘นโยบายการคลังมีประสิทธิภาพในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ’ นักเศรษฐศาสตร์ชิคาโกกลับ ‘เห็นด้วยอย่างยิ่ง’ เพิ่มขึ้นจาก 6% เป็น 15% ขณะที่ในฮาร์วาร์ด ‘เห็นด้วยอย่างยิ่ง’ ลดลงจาก 30% เหลือ 12% เช่นเดียวกับ เอ็มไอที ลดลงจาก 48% เป็น 30% และเยล ลดลงจาก 60% เหลือเพียง 20%

นอกจากนั้น นักเศรษฐศาสตร์ชิคาโกที่ ‘เห็นด้วยอย่างยิ่ง’ กับประเด็นที่ว่า ‘ธนาคารกลางควรดำเนินนโยบายรักษาระดับการเติบโตของปริมาณเงินอย่างคงที่สม่ำ เสมอ’ ลดลงจาก 41% เหลือ 18% ส่วนที่ ‘เห็นด้วยอย่างยิ่ง’ กับประเด็นที่ว่า ‘เงินเฟ้อเป็นปรากฏการณ์ทางการเงินเป็นสำคัญ’ ก็ลดลงจาก 84% เหลือ 44% (ขณะที่มหาวิทยาลัยอื่นมีความเห็น ‘สวนทาง’ โดยในเยล ผู้ ‘เห็นด้วยอย่างยิ่ง’ เพิ่มขึ้นจาก 13% เป็น 40% ฮาร์วาร์ด 15% เป็น 40% เอ็มไอที 7% เป็น 18%)

ส่วนข้อเสนอ ‘ในประเทศพัฒนาแล้ว ก็ควรมีการกระจายรายได้ให้เท่าเทียมมากขึ้น’ นักเศรษฐศาสตร์โดยรวม ‘เห็นด้วยอย่างยิ่ง’ ลดน้อยลงมากจาก 47% เป็น 32% ในฮาร์วาร์ด ลดลงจาก 54% เป็น 25% เอ็มไอทีลดลงจาก 52% เป็น 39% สแตนฟอร์ดลดลงจาก 52% เป็น 36% ขณะที่สำนักชิคาโก มีผู้เห็นความสำคัญเพิ่มขึ้นสวนทางจาก 16% เป็น 20%

ประเด็นที่ว่า ‘การเก็บภาษีและการจำกัดโควตาทำให้สวัสดิการทางเศรษฐกิจแย่ลง’ นั้น ผู้ที่ ‘เห็นด้วยอย่างยิ่ง’ โดยรวมเพิ่มขึ้นจาก 36% เป็น 51% น่าสนใจ(อีกแล้ว)ว่า นักเศรษฐศาสตร์ในฮาร์วาร์ดที่ ‘เห็นด้วยอย่างยิ่ง’ เพิ่มขึ้นจาก 20% เป็น 53% เอ็มไอทีเพิ่มขึ้นจาก 38% เป็น 48% สแตนฟอร์ดเพิ่มขึ้นจาก 32% เป็น 54% ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์สำนักชิคาโกที่ ‘เห็นด้วยอย่างยิ่ง’ ลดลงจาก 66% เป็น 62% และที่ไม่เห็นด้วยว่าการแทรกแซงราคาสองรูปแบบนี้ส่งผลบั่นทอนสวัสดิการทาง เศรษฐกิจ กลับเพิ่มขึ้นจาก 0% เป็น 13% (ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ !)

กล่าวโดยสรุป งานวิจัยชิ้นนี้ให้ภาพวงวิชาการเศรษฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐอเมริกาใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

1. เศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิกยังคงรักษาสถานะความเป็นเศรษฐศาสตร์กระแสหลักอย่าง เข้มแข็ง ว่าที่ ดร. เศรษฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยชั้นนำเชื่อมั่นในเศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิกเพิ่มสูง ขึ้นกว่าเดิม

2. มหาวิทยาลัยชิคาโกยังคงเป็นป้อมปราการสำคัญของเศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิกดัง เดิม นักเศรษฐศาสตร์จากสำนักชิคาโกยังคงแตกต่างจากนักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย อื่นอย่างเด่นชัด แม้ระดับความแตกต่างจะลดลงไปจากเมื่อสองทศวรรษก่อนบ้างก็ตาม

3. พื้นฐานความคิดของนักเศรษฐศาสตร์แต่ละมหาวิทยาลัยนับวันยิ่งปรับตัวใกล้ เคียงกันมากขึ้น โดยเป็นการปรับความคิดความเชื่อเข้าหากันจากปลายทางทั้งสอง (convergence) ระดับความ ‘สุดขั้ว’ ในเชิงพื้นฐานความคิดของแต่ละสำนักลดน้อยถอยลง มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดมิได้แตกต่างจากมหาวิทยาลัยชิคาโกแบบหน้ามือเป็นหลัง มืออีกต่อไป นักเศรษฐศาสตร์มีความเห็นพ้องในระดับข้อสมมติที่ใช้สร้างทฤษฎีมากขึ้นกว่า แต่ก่อน ที่สำคัญ มีความเห็นพ้องในระดับข้อเสนอเชิงนโยบายมากขึ้นกว่าเดิมอย่างชัดเจน

 

ตีพิมพ์: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2549 และวันที่ 3 เมษายน 2549

Print Friendly