การลงทุนสีเขียว

ในช่วงที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเผชิญวิกฤตการณ์เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2007 เรื่อยมา รัฐบาลกลางสหรัฐได้แสดงบทบาทสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการเพิ่มการใช้จ่ายของภาครัฐอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะรายจ่ายเพื่อการลงทุน โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อยกระดับความต้องจ่ายใช้จ่ายรวมของระบบเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างรายได้ หมุนเงินในระบบ และฟื้นคืนความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ทั้งนี้เพื่อให้เศรษฐกิจกลับมาไหลลื่นเติบโตไปข้างหน้าต่อไปได้

คำถามสำคัญของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลก็คือ จะใช้เงินงบประมาณของรัฐที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่างไรให้คุ้มค่าต่อสังคมมากที่สุด เพราะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมีทางเลือกหลายแนวทาง เช่น การเพิ่มการบริโภค การเพิ่มการลงทุน หรือการกระตุ้นการส่งออก แนวทางที่พึงปรารถนาของนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คือ การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุน ตัวอย่างเช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การยกระดับเครื่องจักรและอุปกรณ์การผลิต การพัฒนาเทคโนโลยี การวิจัยและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ เป็นต้น

การลงทุนไม่ได้ส่งผลช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะสั้นโดยเพิ่มการจ้างงานและเพิ่มกระแสรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเท่านั้น แต่การลงทุนยังสร้างผลได้ทางเศรษฐกิจระยะยาว ได้แก่ การเพิ่มผลิตภาพ (productivity) ของระบบเศรษฐกิจ การยกระดับความสามารถในการผลิตสินค้าและบริการ การสะสมทุน การสร้างโอกาสในการแสวงหารายได้ที่สูงขึ้นในอนาคต การเพิ่มทักษะและฝีมือของแรงงาน และการลดต้นทุนทางเศรษฐกิจในอนาคต เช่น ต้นทุนการขนส่ง ต้นทุนด้านพลังงาน เป็นต้น ดังนั้น การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลงทุนจึงตอบโจทย์เศรษฐกิจในภาวะวิกฤตได้ทั้งในระยะสั้นและในระยะยาว

แม้การลงทุนโดยรัฐดูจะเป็นทางออกในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ แต่คำถามที่ตามมาก็คือ รัฐบาลควรจะเลือกลงทุนในทิศทางหรือในกิจการใด รัฐบาลของบารัก โอบามา ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกา มีคำตอบใหม่ที่น่าสนใจต่อคำถามนี้ นั่นคือ “การลงทุนสีเขียว” (Green Investment)

ในกฎหมายฟื้นฟูเศรษฐกิจและการลงทุน (The American Recovery and Reinvestment Act) ที่รัฐบาลโอบามาผลักดันเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ นโยบายเศรษฐกิจประการหนึ่งที่รัฐบาลโอบามาให้ความสำคัญมากคือ การลงทุนโดยรัฐเพื่อพัฒนาพลังงานสะอาดและพลังงานทางเลือก โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ ได้แก่

(1) การเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน เช่น การลดการใช้พลังงาน การพัฒนาการใช้พลังงานที่สามารถนำกลับมาใช้ได้ใหม่

(2) การลดระดับการพึ่งพิงพลังงานฟอสซิล โดยเฉพาะน้ำมัน

(3) การพัฒนาและส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก เช่น พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานชีวภาพ

การลงทุนสีเขียวอาจอยู่ในรูปแบบการใช้จ่ายลงทุนโดยตรงของภาครัฐ ตัวอย่างเช่น การลงทุนปรับปรุงอาคารสถานที่ของหน่วยงานภาครัฐเพื่อลดการใช้พลังงาน โดยการปรับปรุงระบบไฟฟ้าและระบบแอร์ การลงทุนสร้างโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การลงทุนขยายระบบขนส่งมวลชนเพื่อลดการใช้น้ำมัน การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาด้านพลังงานทางเลือก ทั้งการแสวงหาพลังงานธรรมชาติชนิดใหม่ การใช้ประโยชน์จากพลังงานทางเลือกอย่างมีประสิทธิภาพ และการคิดค้นเทคโนโลยีที่ช่วยลดต้นทุนการผลิตพลังงานทางเลือก เป็นต้น

นอกจากนั้น การลงทุนสีเขียวโดยภาครัฐอาจอยู่ในรูปแบบการให้สิทธิพิเศษทางภาษี อย่างเช่นเครดิตภาษี แก่ครัวเรือนหรือบริษัทที่ลงทุนด้านการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงานและลงทุนเพื่อพลังงานทางเลือก เช่น การปรับปรุงที่พักอาศัยและอาคารที่ทำการในทางที่ช่วยประหยัดพลังงานและใช้พลังงานสะอาด หรืออาจอยู่ในรูปแบบการค้ำประกันเงินกู้แก่ภาคธุรกิจที่ต้องการลงทุนด้านพลังงานสะอาดหรือปรับปรุงอาคารสถานที่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน

งานวิจัยเรื่อง The Economic Benefits of Investing in Clean Energy: How the stimulus program new legislation can boost U.S. economic growth and employment (2009) ของ Robert Pollin และคณะ แสดงข้อมูลที่น่าสนใจว่า การลงทุนสร้างเศรษฐกิจพลังงานสะอาด (Clean-energy Economy) โดยรัฐนั้น นอกจากจะช่วยแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการขยายโอกาสการจ้างงานในระบบเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา การลงทุนสีเขียวในระดับ 150,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี หรือประมาณ 1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) ของสหรัฐอเมริกา จะช่วยสร้างงานถึง 2.5 ล้านตำแหน่งทั่วประเทศ  การลงทุนสีเขียวจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างดี โดยเฉพาะในภาคก่อสร้างและภาคหัตถอุตสาหกรรม และจะส่งผลกระทบด้านบวกต่อเนื่องไปยังภาคเศรษฐกิจอื่นๆ ตามไปด้วย

Pollin และคณะเชื่อว่า การฟื้นฟูเศรษฐกิจด้วยแนวทางสีเขียว (Green Recovery) จะส่งผลกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าการนำงบประมาณจำนวนเท่ากันไปลงทุนในภาคที่เกี่ยวเนื่องกับพลังงานฟอลซิล ซึ่งประเมินว่ามีศักยภาพในการสร้างงานได้เพียง 800,000 ตำแหน่งเท่านั้น นอกจากนั้น การลงทุนสีเขียวยังผลิตสร้างงานคอปกเขียว (Green-collar Job) ซึ่งเป็นงานดีและสร้างรายได้สูงกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับงานจากภาคที่เกี่ยวเนื่องกับพลังงานฟอลซิล และยังช่วยลดภาระด้านพลังงาน เช่น ค่าไฟฟ้า รวมถึงช่วยลดต้นทุนค่าเดินทางของครัวเรือนในอนาคตด้วย

การเชื่อมโยงมาตรการเศรษฐกิจมหภาคเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวกับมาตรการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมเข้าเป็นเนื้อเดียวกันเป็นนวัตกรรมเชิงนโยบายที่น่าสนใจ ไม่น่าแปลกใจที่นโยบายดังกล่าวจะได้รับความสนใจมากขึ้นจนถูกนำไปใช้ในหลายประเทศ และเกิดกระแสเรียกร้องการลงทุนสีเขียวเพื่อนำพาโลกให้พ้นจากวิกฤต ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจและวิกฤตโลกร้อน ไปพร้อมๆ กัน

 

อ่านเพิ่มเติม:

Pollin, Robert, James Heintz and Heidi Garrett-Peltier (2009). The Economic Benefits of Investing in Clean Energy: How the stimulus program new legislation can boost U.S. economic growth and employment. Political Economy Research Institute and Center for American Progress.

Print Friendly