นอกกระแส

จากบทบาทของผู้ประกาศข่าวเด็ก เติบโตด้วยความฝันอยากเป็นนักการเมืองเพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรม ก่อนที่ตกหลุมรักเศรษฐศาสตร์อย่างถอนตัวไม่ขึ้น จนก้าวเข้าสู่วงวิชาการในฐานะของอาจารย์ บทบาทที่เขาคิดว่าน่าจะทำให้ความฝันของเขาเป็นจริงได้ดีที่สุด

เป็นเวลา 5 ปีแล้วที่ ปกป้อง จันวิทย์ เข้ามาทำหน้าที่อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

แต่บทบาทแรกที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป คือหนึ่งในทีมผู้ประกาศข่าวรุ่นเยาว์มากความสามารถทีมแรกของรายการจิ๋วแจ๋วเจาะโลก รายการข่าวเยาวชนยอดนิยมในยุคนั้น

เขาสนใจอ่านข่าวโดยเฉพาะข่าวการเมืองมาแต่เด็ก เมื่อได้เข้ามาทำหน้าที่ผู้ประกาศข่าวและมีโอกาสสัมภาษณ์คนหลากหลายวงการ รวมถึงวงการเมือง ยิ่งทำให้เขารู้สึกสนุกและสนใจการเมืองมากขึ้นไปอีก

และเมื่อถูกกระตุ้นด้วยเหตุการณ์พฤษภาทมิฬในปี 2535 ทำให้เขาตั้งเป้าชีวิตว่าจะต้องเป็นนักการเมืองให้ได้

“ตอนนั้นผมอยู่ ม.2 จะขึ้น ม.3 ถือเป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจมาก อ่านหนังสือเกี่ยวกับเหตุการณ์เดือนตุลาคมมามาก ไม่เคยคิดว่าต้องมาเจอกันเหตุการณ์นี้ ผมเลยอยากเป็นนักการเมืองเพื่อที่จะขจัดเงื่อนไขที่จะนำไปสู่เหตุการณ์เช่นนี้อีก”

เขาจึงเริ่มต้นศึกษาการเมืองให้ลึกซึ้งขึ้นนอกเหนือจากข่าวหนังสือพิมพ์ จนอ่านเจองานของนักคิดนักเขียนจำนวนหนึ่งที่กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขาก้าวเข้าสู่โลกวิชาการ

“ตอนนั้น หนังสือพิมพ์ผู้จัดการถือเป็นเวทีของนักคิดนักเขียนหลายคนที่มองการเมืองพ้นไปจากมุมมองของคอลัมนิสต์การเมืองทั่วไป เช่น อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ อ.เกษียร เตชะพีระ และ อ.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ซึ่งล้วนเขียนงานด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายแต่มีมุมมองที่ลึกซึ้งเฉียบคม

… ผมได้อ่านหนังสือรวมบทความเรื่อง อนิจลักษณะของการเมืองไทย ของ อ.รังสรรค์ ทำให้ผมเห็นพลังของเศรษฐศาสตร์ในมุมมองใหม่ ที่มีพลังในการอธิบายโลก ไม่เฉพาะประเด็นทางเศรษฐกิจ แต่ยังสามารถอธิบายปรากฏการณ์ทางการเมืองได้อีกด้วย”

หนังสือเล่มนี้เองกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขาศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์ และตั้งใจเป็นนักการเมืองในสไตล์เศรษฐศาสตร์ ดังนั้น เมื่อเขาจบ ม.4 เขาสอบเทียบและสอบเข้าคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ที่นี่เองเพาะบ่มความรักในงานวิชาการ และสร้างความฝันใหม่ให้กับเขา นั่นคือ การเป็นอาจารย์เศรษฐศาสตร์

“อาชีพการเมืองเป็นอาชีพที่มีการประนีประนอมสูง จนตัวตนของคุณเหลือน้อยลงไปเรื่อย อยู่ในระบบที่คนต้องคิดเหมือนกับพรรค อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ทำให้มาตรฐานทางจริยธรรมของคุณตกต่ำลง

… การเป็นนักวิชาการสามารถเปลี่ยนโลกได้เหมือนกัน เป็นการเปลี่ยนในระดับฐานล่างผ่านการสอนของเรา ผมเชื่อว่าการศึกษาเปลี่ยนชีวิตคนได้ เป็นการเล่นการเมืองภาคประชาชน ถ่ายทอดความคิด ความรู้ให้กับประชาชน”

แต่เศรษฐศาสตร์ที่เขาสนใจนั้น ไม่ใช่เศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่มองโลกแบบวิทยาศาสตร์ ใช้สถิติตัวเลขในการวิเคราะห์ ทำนาย และเข้าใจโลกแต่เพียงอย่างเดียว เขาให้ความสำคัญกับแนวเศรษฐศาสตร์ทางเลือกอย่างเศรษฐศาสตร์การเมืองมากกว่า

“เศรษฐศาสตร์กระแสหลักมีพลังในการอธิบายโลกในบางแบบ บนสมมติฐานที่มองพฤติกรรมของคนในฐานะสัตว์เศรษฐกิจ โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างและการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยสถาบัน สมมติว่าทุกคนมีความเหมือนกัน และสามารถแข่งขันกันได้อย่างสมบูรณ์

… แต่ในโลกของความเป็นจริง เราไม่ได้อยู่ในโลกแบบนัน เพราะอำนาจต่อรองของแต่ละคนไม่เท่าเทียมกัน ต้องวิเคราะห์โดยคำนึงถึงระบบสังคม ระบบการเมือง สถาบันทางสังคม วัฒนธรรม ความเชื่อ เพิ่มเข้าไปด้วย เศรษฐศาสตร์การเมืองคำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้ และพยายามสร้างโลกที่เป็นธรรมสำหรับทุกคน สร้างทางเลือกที่นอกเหนือจากระบบทุนนิยมแต่เพียงอย่างเดียว”

ปัจจุบัน เขากำลังศึกษาต่อที่ University of Massachusetts แห่ง Amherst

นอกจากงานสอนหนังสือแล้ว เขายังเสนอความคิดของเขาผ่านคอลัมน์ประจำในหนังสือพิมพ์ นิตยสาร และพ็อกเก็ตบุ๊คส์ต่างๆ ด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายในลีลาที่น่าสนใจ

โดยหวังที่สร้างความเข้าใจและพลังความคิดให้กับประชาชน เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่เป็นธรรมของเราทุกคน อันเป็นความฝันที่เขาหวังจะให้เกิดเป็นจริงให้ได้

 

ตีพิมพ์: คอลัมน์ วัยไฟแรง นิตยสารดิฉัน ฉบับวันที่ 15 ตุลาคม 2547

Print Friendly