ความเป็นธรรมที่มีประสิทธิภาพ

วาทกรรมของนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่เราได้ยินกันบ่อยที่สุด คงหนีไม่พ้นข้อความที่ว่า ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมที่ทำงานภายใต้กลไกตลาดสามารถจัดสรรทรัพยากรที่มีจำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

หากปล่อยให้แต่ละคนตัดสินใจในทางที่ทำให้ตัวเองได้ประโยชน์สูงสุดภายใต้ข้อจำกัดที่เผชิญแล้ว “มือที่มองไม่เห็น” จักนำพาสังคมส่วนรวมไปสู่ระดับสวัสดิการที่ดีที่สุด นั่นคือ ณ ระดับที่ ไม่มีทางที่ใครจะรู้สึกดีขึ้นได้อีก โดยไม่ทำให้คนอื่นต้องรู้สึกแย่ลง (หรือที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Pareto Optimality)

เช่นนี้แล้ว การแทรกแซงระบบเศรษฐกิจโดยรัฐ รังแต่จะลดทอนประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากร เพราะส่งผลบิดเบือนการตัดสินใจของปัจเจกบุคคลที่มีลักษณะเป็นสัตว์เศรษฐกิจ จนอาจนำไปสู่ผลกระทบด้านลบที่ไม่ได้ตั้งใจ แม้จะตั้งต้นด้วยความหวังดีก็ตาม เช่น หากรัฐเห็นว่าแรงงานได้ค่าจ้างต่ำกว่าที่ควรจะเป็น จึงกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำเพื่อช่วยเหลือ โดยบังคับค่าจ้างให้สูงกว่าราคาตลาด แต่เมื่อค่าจ้างสูงขึ้น นายจ้างก็ตอบสนองด้วยการลดการจ้างงานลง ท้ายที่สุด นโยบายที่ต้องการช่วยเหลือแรงงานกลับทำให้คนตกงานมากขึ้น

อีกทั้ง การแทรกแซงของรัฐยังเปิดช่องให้เกิดการแสวงหาส่วนเกินทางเศรษฐกิจในหลายรูปแบบ และรัฐเองก็มีปัญหาในการเข้าถึงข้อมูลจำนวนมหาศาลที่เอกชน (ผู้ผลิต ผู้บริโภค) ถือครองอยู่อย่างกระจัดกระจาย จนมิสามารถตัดสินใจทางเศรษฐกิจได้อย่างสมบูรณ์

ข้อความข้างต้นเป็นวาทกรรมกดปุ่มของนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ที่สนับสนุนกลไกตลาดเป็นเครื่องมือในการจัดสรรทรัพยากร สำหรับคนกลุ่มนี้ แรงจูงใจแบบสัตว์เศรษฐกิจ และแรงกดดันจากการแข่งขัน ที่เกิดขึ้นภายใต้สถาบันตลาด เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจมีประสิทธิภาพ

แต่นักเศรษฐศาสตร์อีกกลุ่มหนึ่ง โดยมากคือนักเศรษฐศาสตร์กระแสรอง สนับสนุนบทบาทของรัฐในการจัดสรรทรัพยากร และสนับสนุนบทบาทของรัฐในการสร้างความเป็นธรรมและเท่าเทียม ซึ่งเป็นบทบาทที่พร่าเลือนไปในระบบทุนนิยมและเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก

เพราะในโลกแห่งความจริง ตลาดหาได้มีความสมบูรณ์แบบ ดังข้อสมมติเบื้องต้นของทฤษฎีเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมาตรฐานไม่ ความล้มเหลวของตลาด เช่น ผลกระทบภายนอก (Externality) (การไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมเพียงพอในการตัดสินใจส่วนบุคคล) การจัดสรรสินค้าสาธารณะ (หากไม่มีรัฐบาล จะไม่มีเอกชนรายใดยอมผลิต เนื่องจาก เมื่อผลิตแล้ว ไม่สามารถกีดกันผู้ไม่จ่ายราคาเข้าใช้ประโยชน์ได้) การผูกขาดโดยธรรมชาติ (Natural monopoly) (ธรรมชาติบางประการของธุรกิจ เช่น ต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก ทำให้ต้องมีการผูกขาด) ข้อมูลข่าวสารในตลาดที่ไม่สมบูรณ์ เป็นเหตุผลสำคัญที่รัฐต้องเข้ามามีบทบาทแทรกแซงทางเศรษฐกิจ

แต่เหตุผลเบื้องหลังการแทรกแซงเหล่านี้ เป็นไปเพื่อทำให้ตลาดมีความสมบูรณ์ขึ้น ให้สอดคล้องตามตรรกะของเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก โดยมองตลาดเป็นเพียงเครื่องมือในการจัดสรรทรัพยากรเท่านั้น ซึ่งการแทรกแซงดังกล่าวมิได้แก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมของตัวสถาบันตลาดแต่ อย่างใด และมิได้มองตลาดในฐานะสถาบันทางอุดมการณ์และวัฒนธรรม

โดยมากนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักจะยอมให้รัฐมีบทบาททางเศรษฐกิจเพียงแก้ไขปัญหาความล้มเหลวของตลาด (ตามนิยามของตน) ข้างต้นแค่นั้น โดยมักมองข้ามบทบาทของรัฐในการสร้างความเป็นธรรมในเศรษฐกิจ การแก้ปัญหาความล้มเหลวในการร่วมมือกัน (Coordination Failure) ที่มักเกิดขึ้นภายใต้กติกาแบบตลาด และจุดแข็งบางประการของเศรษฐกิจแบบวางแผน เช่น ช่วยลดการใช้ทรัพยากรอย่างเสียเปล่าจากการแข่งขันเสรี ส่งเสริมความร่วมมือกันของหน่วยเศรษฐกิจ เป็นต้น

ในทางตรงกันข้าม เป้าหมายสูงสุดของนักเศรษฐศาสตร์กระแสรอง มิใช่การเสาะหา “ประสิทธิภาพ”สูงสุดเพียงเท่านั้น หากใส่ใจ “ความเท่าเทียม” และ “ความเป็นธรรม” ด้วยเช่นกัน ซึ่งสองประการหลังเป็นสิ่งที่พร่องไปในระบบทุนนิยม

ระบบทุนนิยมเป็นระบบที่ถูกสร้างขึ้นบนฐานรากแห่งความไม่เท่าเทียม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระบวนการขูดรีดส่วนเกินจากแรงงานที่ไม่ได้เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต แต่เป็นผู้ลงแรงผลิต ความสัมพันธ์ทางการผลิตแบบทุนนิยมธำรงรักษาความไม่เท่าเทียมดังกล่าว และยิ่งทำให้ความไม่เท่าเทียมในระบบถ่างกว้างขึ้น

เมื่อทุนนิยมเข้มแข็งขึ้น บนเส้นทางของการเติบโตของระบบ กลับเสริมเพิ่มเชื้อไฟที่จะทำลายตัวระบบเองในอนาคตไปด้วยพร้อมกัน ในกระบวนการสะสมทุน นายทุนจะยิ่งพยายามหาทางขูดรีดส่วนเกินจากแรงงานมากขึ้น ยิ่งเพิ่มความขัดแย้งและความไม่เป็นธรรมในเศรษฐกิจ อีกทั้ง ระดับความไม่เป็นธรรมของคนในเศรษฐกิจที่สูง ส่งผลให้การจัดสรรทรัพยากรผ่านตลาดขาดประสิทธิภาพอย่างที่ควรจะเป็น

ในทางกลับกัน ความเป็นธรรมที่สูงขึ้นอาจมีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในโลกแห่งสัญญาไม่สมบูรณ์ ที่ลำพังความเป็นสัตว์เศรษฐกิจมิอาจนำพาเศรษฐกิจไปสู่ระดับที่มีสวัสดิการสูงสุดได้

ความคิดที่ว่า ยิ่งไม่เท่าเทียม ยิ่งไม่มีประสิทธิภาพ หรือ หากเพิ่มความเท่าเทียม ยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพ ตรงกันข้ามกับมายาคติของวิชาเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ที่เชื่อว่า ประสิทธิภาพ และความเป็นธรรม ต้องเผชิญภาวะได้อย่าง-เสียอย่าง (Trade-offs) นั่นคือ หากต้องการความเป็นธรรมมากขึ้น ต้องแลกมาด้วยประสิทธิภาพที่ลดลง

ตัวอย่างเช่น หากใช้ระบบแบ่งรายได้ให้ทุกคนเท่ากันหมด โดยไม่คำนึงถึงระดับความขยันทุ่มเท และความสามารถในการผลิตของแต่ละคน ก็จะไม่มีเกิดแรงจูงใจที่จะทำงานหนัก คิดค้นเทคโนโลยีใหม่ เพิ่มผลิตภาพในการผลิต เพราะคนเก่งและคนขยันจะรู้สึกทำดีไม่ได้ดี ทุ่มเทมากเท่าใดก็ยังได้ส่วนแบ่งเท่ากับคนที่ด้อยกว่าอยู่นั่นเอง

ดังนั้น นโยบายที่เสนอให้มีการกระจายทรัพยากรเสียใหม่ (Redistribution policy) อย่าง การกระจายรายได้ มักถูกนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมองว่าเป็นเครื่องมือที่ลดประสิทธิภาพการทำงานของตลาด หากสังคมต้องการความเป็นธรรมมากขึ้น เช่น กระจายรายได้ให้เท่าเทียมขึ้น ย่อมต้องแลกมาด้วยประสิทธิภาพที่ลดลง

Gregory Mankiw ถึงกับยกอุปมาอุปไมยของการแลกกันดังกล่าวไว้ในตำราเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นของเขาว่า หากต้องการแบ่งเค้กให้ทุกคนได้ขนาดเท่าๆ กัน (กระจายรายได้ให้เป็นธรรม, ใช้นโยบายสวัสดิการสังคม) เค้กทั้งก้อนก็จะมีขนาดเล็กลง (อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลง)

คำถามสำคัญก็คือ เราจะสามารถเพิ่มระดับความเป็นธรรมของระบบเศรษฐกิจ โดยไม่บั่นทอนประสิทธิภาพลงได้หรือไม่ นั่นคือ จะออกแบบนโยบายกระจายทรัพยากรใหม่อย่างไร ในทางที่ส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพด้วยพร้อมกัน

นักเศรษฐศาสตร์จำนวนไม่น้อย พยายามเสนอ “ทางเลือก” ในการจัดสรรทรัพยากรหลายรูปแบบ โดยพยายามก้าวข้ามข้อจำกัดของ “ตลาด” และ “รัฐ” เนื่องจาก ทั้งคู่ต่างมีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน บางคนให้ความสำคัญกับ “ชุมชน” บางคนเสนอระบบวางแผนจากส่วนกลางที่เป็นประชาธิปไตย บางคนเสนอระบบสังคมนิยมแบบตลาด

Samuel Bowles กับ Herbert Gintis แห่ง University of Massachusetts – Amherst เสนอข้อเสนอว่าด้วยการกระจายทรัพยากรใหม่เพื่อความเป็นธรรมที่ส่งเสริมประสิทธิภาพด้วยในขณะเดียวกัน ในบทความเรื่อง “Effecient Redistribution: New Rules for Communities, States, and Markets”

หัวใจหลักของข้อเสนอคือ การกระจายทรัพยากรใหม่เพื่อความเป็นธรรม ไม่ควรเป็นการนำผลงานที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมการผลิต เช่น รายได้หรือผลผลิต มากระจายใหม่ เนื่องจากส่งผลด้านลบต่อโครงสร้างสิ่งจูงใจแบบสัตว์เศรษฐกิจ และแรงกดดันจากการแข่งขันเพื่อพัฒนาตัวเอง ซึ่งเป็นจุดแข็งของระบบทุนนิยม และเป็นเงื่อนไขของการมีระบบเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพ

กระนั้น การกระจายทรัพยากรใหม่เพื่อความเป็นธรรมเป็นสิ่งจำเป็น แต่ควรเป็นการกระจายสินทรัพย์ (assets) หรือความมั่งคั่ง (wealth) ในตอนตั้งต้น ไม่ใช่การกระจายผลผลิตหรือรายได้ในบั้นปลายใหม่

Bowles และ Gintis เสนอให้มีการกระจายสินทรัพย์เสียใหม่ให้มีความเป็นธรรม แล้วจึงปล่อยให้สถาบันตลาดทำงานในฐานะเครื่องมือจัดสรรทรัพยากรต่อไป

พูดง่ายๆ ระบบทุนนิยมมักถูกวิจารณ์ว่าไม่มีความเป็นธรรม เพราะปล่อยให้คนวิ่งแข่งกัน ทั้งที่จุดปล่อยตัวไม่เท่าเทียมกัน คนมีสมบัติมาก เสมือนมีแต้มต่อในการแข่งขัน ออกตัวในจุดที่ใกล้เส้นชัยมากกว่า วิ่งอย่างไรก็ชนะ ข้อเสนอของ Bowles และ Gintis คือ พยายามทำให้ผู้ร่วมแข่งขัน ออกตัวบนจุดเริ่มต้นเดียวกัน แล้วปล่อยให้แข่งขันกันตามกลไกตลาด ที่ตัดสินผู้ชนะตามความสามารถที่แท้จริง โดยไม่ต้องมีใคร (เช่น รัฐ) คอยช่วยเหลืออีก

ข้อเสนอดังกล่าวพยายามแก้ปัญหาความมั่งคั่งที่ไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งย้อนกลับมาบั่นทอนประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจในหลายทาง เช่น

หนึ่ง ผู้ผลิตที่มีระดับความมั่งคั่งต่ำมักเป็นคนไม่ชอบเสี่ยง เนื่องจาก สายป่านไม่ยาวพอ ทำให้ผลิตน้อยเกินไป ลงทุนน้อยเกินไป และไม่สามารถลงทุนคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ได้ ทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจและผลิตภาพน้อยลงในอนาคต

สอง คนที่มีความมั่งคั่งต่ำอาจถูกกันออกจากตลาดสินเชื่อ หรือได้รับสินเชื่อน้อยกว่าระดับที่ควรจะได้ แม้คนจนที่มีสินทรัพย์ต่ำอาจมีโครงการลงทุนที่มีศักยภาพในการให้อัตราผลตอบแทนสูง แต่ไม่ได้รับเงินกู้ เนื่องจาก ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันเพียงพอ ในขณะที่คนรวยที่มีสินทรัพย์มาก สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ง่าย แม้โครงการลงทุนจะให้อัตราผลตอบแทนต่ำกว่าก็ตาม ส่งผลให้คุณภาพของโครงการลงทุนที่ได้สินเชื่อโดยเฉลี่ยของทั้งสังคมต่ำลง เมื่อเทียบกับสังคมที่มีความเท่าเทียมด้านความมั่งคั่งมากกว่า

สาม ระดับความมั่งคั่งที่ติดตัวแต่ละคนมา เป็นตัวจัดสรรคนไปสู่ลักษณะของสัญญาที่ต่างกัน ซึ่งสัญญาแต่ละแบบนำมาซึ่งระดับของประสิทธิภาพที่แตกต่างกัน คนที่มีความมั่งคั่งน้อย โดยมากจะจบลงที่การเป็นลูกจ้างในตลาดแรงงาน ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างก่อให้เกิดปัญหาความขัดกันของผลประโยชน์ระหว่างสองฝ่าย ที่บั่นทอนประสิทธิภาพในการผลิต ปัญหาเช่นนี้จะไม่เกิดในสัญญาประเภทที่ผู้ผลิตเป็นเจ้าของกิจการเสียเอง ซึ่งผู้ผลิตจะเป็นเจ้าของส่วนเกินที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายแล้วทั้งหมด แต่ภายใต้ความมั่งคั่งที่ไม่เท่าเทียมกัน เป็นเรื่องยากที่คนที่มีความมั่งคั่งน้อยจะเป็นเจ้าของกิจการเสียเองได้

ปัญหาเหล่านี้จะถูกแก้ไขให้ดีขึ้น หากความมั่งคั่งและสินทรัพย์ในระบบเศรษฐกิจถูกจัดสรรให้มีความเท่าเทียมและเป็นธรรมมากขึ้น

 

ตีพิมพ์: นิตยสาร open ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2547

Print Friendly