การเมืองเรื่องคนย้ายถิ่น

ปัจจุบัน ชาวอเมริกันเชื้อสายฮิสแปนิก (Hispanic) มีจำนวนประมาณ 15% ของประชากรทั้งหมด หรือประมาณ 46 ล้านคน และเป็นชนกลุ่มน้อยที่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วมาก โดยกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดต่อปีเป็นชาวฮิสแปนิก นั่นแสดงว่า สัดส่วนของคนเชื้อสายฮิสแปนิกในโครงสร้างประชากรของสหรัฐอเมริกามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

กฎหมายนิยามคำว่า ‘ฮิสแปนิก’ ครอบคลุมเชื้อสายสเปน ละตินอเมริกา คิวบา เม็กซิโก เปอร์โตริโก เป็นต้น ในกลุ่มประชากรเชื้อสายฮิสแปนิกมีฮิสแปนิกผิวขาวเป็นกลุ่มหลัก ด้วยสัดส่วนเกิน 50% ตามด้วยฮิสแปนิกผิวดำ 1.5% ที่เหลือก็กระจัดกระจายกันไป

ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนี้ คาดว่าจะมีคนเชื้อสายฮิสแปนิกออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งประมาณ 9-10 ล้านคน เมื่อเทียบกับตัวเลขผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งก่อนๆ ราว 100-120 ล้านคน ก็เรียกได้ว่า มีสัดส่วนความสำคัญประมาณ 10% เลยทีเดียว

ที่ผ่านมา คนอเมริกันเชื้อสายฮิสแปนิกนับเป็นฐานเสียงของพรรคเดโมแครต โดยมีสัดส่วนการลงคะแนนให้พรรคเดโมแครตเหนือพรรครีพับลิกันประมาณ 70% ต่อ 30% นักวิเคราะห์การเมืองชี้ว่า หากผู้สมัครของพรรครีพับลิกันสามารถ ‘กินแดน’ คะแนนสนับสนุนจากกลุ่มนี้ได้สูงกว่า 35% โอกาสชนะเลือกตั้งก็จะมากขึ้น เหมือนเช่นประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ที่ได้คะแนนเสียงจากกลุ่มฮิสแปนิกถึง 44% ในการเลือกตั้งปี 2004

ในเวลานี้ แม้ว่า บารัค โอบามา จะมีคะแนนนิยมในกลุ่มฮิสแปนิกนำหน้า จอห์น แม็คเคน อยู่ถึง 2 ต่อ 1 แต่ก็ไม่สามารถวางใจประมาทได้ เพราะแม็คเคนถือเป็นขวัญใจชาวฮิสแปนิกคนหนึ่ง ในการเลือกตั้งชิงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภามลรัฐแอริโซนาครั้งล่าสุด เขาได้คะแนนจากกลุ่มนี้ถึง 70% ขณะที่ ฐานเสียงฮิสแปนิกของโอบามาในพรรคเดโมแครตไม่แกร่งนัก เพราะในการเลือกตั้งขั้นต้นของพรรค ชาวฮิสแปนิก สนับสนุนฮิลลารี คลินตันถึง 65% เทียบกับโอบามาที่ได้เพียง 35%

เหตุที่กลุ่มฮิสแปนิกมองแม็คเคนแตกต่างจากนักการเมืองพรรครีพับลิกันทั่วไปคือ จุดยืนเรื่องการปฏิรูประบบจัดการการย้ายถิ่น (Immigration Reform) ซึ่งแตกต่างจากจุดยืนของพรรครีพับลิกันส่วนใหญ่ แม้จะโดนรุมอัดจากสมาชิกสายอนุรักษ์นิยมของพรรค แม็คเคนก็ทวนกระแสโดยรักษาจุดยืนของตน จนเกือบเอาตัวไม่รอดในการชิงตำแหน่งตัวแทนพรรค ในทางกลับกัน จุดยืนดังกล่าวทำให้เขา ‘ชนะใจ’ ชาวฮิสแปนิก ซึ่งให้ความสำคัญกับระบบจัดการการย้ายถิ่นเป็นประเด็นหลักในการตัดสินใจลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง

แม็คเคนเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่ให้การสนับสนุนร่างกฎหมายการปฏิรูประบบการย้ายถิ่น (Comprehensive Immigration Reform Act) ปี 2006 อย่างแข็งขัน และผลักดันร่วมกับสมาชิกพรรคเดโมแครตหลายคน

ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวมีเนื้อหาหลักคือ การเพิ่มความเข้มข้นในการกั้นพรมแดนระหว่างสหรัฐอเมริกาและเม็กซิโก ควบคู่ไปกับหลักการเปิดโอกาสให้คนย้ายถิ่นแบบผิดกฎหมายกลายสภาพเป็นพลเมืองโดยถูกกฎหมายได้ตามขั้นตอนที่กำหนด เช่น ต้องจ่ายค่าปรับ ต้องอยู่มานานระดับหนึ่ง และเปิดช่องให้มีระบบแรงงานรับเชิญ (Guest Worker) ให้แรงงานต่างชาติเข้ามาทำงานในอเมริกาชั่วคราวได้ภายใต้ระบบกำกับดูแลใหม่ เช่น ระบบบลูการ์ด (Blue Card) ที่ถูกนำเสนอต่อยอดมาจากระบบกรีนการ์ด (Green Card) แบบเดิม เป็นต้น

สำหรับการเพิ่มความเข้มข้นในการกั้นพรมแดน ร่างกฎหมายเสนอให้มีการสร้างรั้วกั้นพรมแดนระหว่างอเมริกากับเม็กซิโกความยาว 700 ไมล์ ใช้เงินกว่า 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ข้อเสนอดังกล่าวเป็นประเด็นถกเถียงสำคัญในสังคมการเมืองอเมริกัน ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนชี้ว่า ประชาชน 52% เห็นด้วย 47% คัดค้าน หากพิจารณาจุดยืนของสมาชิกพรรคเดโมแครตส่วนใหญ่ คัดค้าน (58%) ขณะที่พรรครีพับลิกันส่วนใหญ่ เห็นด้วย (66%) ขณะที่ กลุ่มอิสระค่อนไปทางเห็นด้วย (55%)

ร่างกฎหมายดังกล่าวไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา และแม้ว่าปี 2007 มีความพยายามจะเสนอร่างใหม่ที่มีหลักการคล้ายคลึงกัน ก็ยังไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาเช่นกัน

หากวิเคราะห์จุดยืนพื้นฐานเกี่ยวกับการปฏิรูประบบการย้ายถิ่นของผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในการเลือกตั้งครั้งนี้ พบว่า นโยบายของแม็คแคนและโอบามา (รวมถึงคลินตัน) ไม่ต่างกันมาก ทุกคนต่างให้การสนับสนุนการปฏิรูประบบจัดการการย้ายถิ่นตามแนวทางของร่างกฎหมายปี 2006 ซึ่งก็คือการสนับสนุนนโยบายสร้างรั้วกั้นแนวพรมแดนทางใต้ สนับสนุนการสร้าง ‘ทาง’ ให้คนย้ายถิ่นที่ข้ามแดนมาอย่างผิดกฎหมายก้าวสู่การเป็นพลเมืองอเมริกันเต็มตัวได้ และการเปิดช่องให้แรงงานต่างชาติเข้ามาทำงานในระบบแรงงานรับเชิญ

หากการปฏิรูปประสบผลสำเร็จ คงเป็นของขวัญชิ้นใหญ่ให้คนย้ายถิ่นผิดกฎหมายจำนวน 12 ล้านคนในสหรัฐอเมริกา แต่อุปสรรคชิ้นใหญ่คือการต่อต้านของกลุ่มพลังอนุรักษ์นิยมที่ต้องการลดจำนวนคนย้ายถิ่นในอเมริกา กีดกันโอกาสการทำงานของแรงงานต่างชาติ และต่อต้านการนิรโทษกรรมคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย

Print Friendly