รางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์ 2545

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2545  The Royal Swedish Academy of Sciences ประกาศมอบรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปี 2545 ให้แก่ Prof. Vernon Smith แห่ง Interdisciplinary Center for Economic Science, George Mason University และ Prof. Daniel Kahneman แห่ง Princton University  คนแรกเป็นเจ้าพ่อแห่งเศรษฐศาสตร์เชิงทดลอง (Experimental Economics) ขณะที่คนหลังเป็นนักจิตวิทยา และเป็นเจ้าพ่อแห่งเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยพฤติกรรม (Behavioral Economics)

 

แม้วิชาการเศรษฐศาสตร์ใช้ระเบียบวิธีศึกษาแบบวิทยาศาสตร์ในการอธิบายโลก  แต่มักเป็นที่เข้าใจโดยทั่วกันว่า เศรษฐศาสตร์มีความแตกต่างจากวิทยาศาสตร์สาขาอื่น ๆ ตรงที่ ไม่สามารถทำการ “ทดลอง” ในห้องทดลองได้  ปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจมีความซับซ้อนและเคลื่อนไหว มิอาจ “ควบคุม” ตัวแปรต่าง ๆ ได้อย่างวิชาฟิสิกส์หรือเคมี (ตัวอย่างเช่น กำหนดให้ตัวแปรอื่น ๆ คงที่ แล้วดูความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่สนใจศึกษาเป็นการเฉพาะ)  ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์จึงมาจากการ “สังเกต” ปรากฏการณ์ในโลกแห่งความจริง หาใช่มาจากการทดลองแบบควบคุม (Controlled Experiment)

นอกจากนั้น ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมาตรฐาน ถูกสร้างขึ้นภายใต้ข้อสมมติสำคัญที่ว่า คนเป็น “สัตว์เศรษฐกิจ” (Homo Economicus) ในความหมายที่คนตอบสนองต่อสิ่งจูงใจ ตัดสินใจด้วยความมีเหตุมีผลในระดับที่สมบูรณ์ และพยายามทำให้ตัวเองได้สิ่งที่ดีที่สุดภายใต้ข้อจำกัดที่เผชิญ

พัฒนาการของวิชาการเศรษฐศาสตร์ในช่วงหลัง ได้สั่นคลอนความเชื่อดั้งเดิมทั้งสอง  โดยทั้ง Smith และ Kahneman ต่างมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ในการคิดค้นระเบียบวิธีวิจัยใหม่ ๆ และต่อยอดทฤษฎีเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมาตรฐาน ตลอดระยะเวลา 30-40 ปีที่ผ่านมา

 

Vernon Smith เป็นผู้บุกเบิกเศรษฐศาสตร์เชิงทดลอง โดยประกาศว่าวิชาการเศรษฐศาสตร์สามารถค้นหาความจริงด้วยการทดลองโดยควบคุมตัวแปรได้เฉกเช่นวิทยาศาสตร์สาขาอื่น ๆ  การสร้างองค์ความรู้มิใช่นั่งนึกคิดเอาเองโดยใช้เพียงเหตุผล ทั้งการตรวจสอบทฤษฎีก็มิใช่มีแค่การหาข้อมูลจากภาคสนามเท่านั้น หากสามารถออกแบบการทดลอง เพื่อทดสอบข้อสมมติทางเศรษฐศาสตร์ที่สะท้อนพฤติกรรมของคนว่ามีความสมจริงหรือไม่ และสามารถพิสูจน์ได้ด้วยวิธีวิทยาศาสตร์หรือไม่

Smith ใช้คนจริง ๆ มาสวมบทตัวละครในตลาดและเล่นเกมที่มีแรงจูงใจเป็นผลตอบแทนตัวเงินภายใต้สถานการณ์ต่าง ๆ ในห้องทดลอง  เพื่อทำความเข้าใจว่าตลาดแบบต่าง ๆ มีโครงสร้างการทำงานอย่างไร  ตลอดจนตอบคำถามว่า ตลาดมีปฏิสัมพันธ์ต่อการเปลี่ยนแปลง “กติกาการเล่นเกม” (หรือ “สถาบัน”) อย่างไร

ตัวอย่างขององค์ความรู้ที่ Smith ค้นพบจากการทดลอง เช่น “ประสิทธิภาพ” ของตลาดมิได้ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ซื้อผู้ขาย และความสมบูรณ์ของข้อมูลข่าวสารที่ผู้ซื้อผู้ขายมีแต่อย่างใด  ตลาดสามารถเข้าสู่ดุลยภาพของการแข่งขันที่มีประสิทธิภาพได้ แม้จะมีผู้ซื้อผู้ขายจำนวนน้อย และมีข้อมูลข่าวสารไม่สมบูรณ์ ซึ่งความคิดนี้แตกต่างจากแนวคิดของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมาตรฐาน

นอกจากนี้ Smith ได้พยายามสร้างตัวชี้วัดประสิทธิภาพของ “สถาบัน” ในตลาดภายในห้องทดลอง  ทั้งยังพยายามคิดค้นระเบียบวิธีในการ “ควบคุม” ตัวแปรที่ยากจะควบคุมอย่างเช่น “ความพอใจ” (preference) ของผู้บริโภค  งานวิชาการอื่น ๆ ที่สร้างชื่อให้ Smith เช่น การทดลองเรื่องพฤติกรรมการเก็งกำไร พฤติกรรมของตลาดการประมูล การจัดสรรการผลิตสินค้าสาธารณะ เป็นต้น

 

ส่วน Daniel Kahneman มีคุณูปการสำหรับวงวิชาการเศรษฐศาสตร์ โดยพยายามเชื่อมร้อยองค์ความรู้ระหว่างจิตวิทยากับเศรษฐศาสตร์ เพื่อนำมาใช้วิเคราะห์การตัดสินใจทางเศรษฐกิจของคน โดยเฉพาะการตัดสินใจภายใต้ภาวะความไม่แน่นอน (Uncertainty) ที่มีความเสี่ยงแวดล้อม งานชิ้นสำคัญหลายชิ้นของ Kahneman เขียนร่วมกับ Amos Tversky ซึ่งเสียชีวิตแล้ว เมื่อปี 1996

งานส่วนใหญ่ของ Kahneman ตั้งคำถามต่อทฤษฎีว่าด้วย “ความพอใจ” ของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมาตรฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเด็นที่ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมาตรฐานกำหนดให้ “ความพอใจ” เป็น “ปัจจัยภายนอก” ที่ถูกกำหนดให้คงที่มาอยู่แล้ว โดยไม่รู้ที่มา และผู้บริโภคตัดสินใจโดย “มองไปข้างหน้า” (ถึงประโยชน์และต้นทุนที่คาดว่าจะได้รับ) มากกว่า “เรียนรู้จากอดีต”  นอกจากนั้น Kahneman ยังตั้งคำถามต่อข้อสมมติที่ว่าคนมีความสามารถในการใช้เหตุผลอย่างสมบูรณ์ และตั้งคำถามต่อทฤษฎีการตัดสินใจภายใต้ภาวะความไม่แน่นอนและความเสี่ยงของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมาตรฐานว่าไม่สามารถนำมาใช้อธิบายพฤติกรรมของคนในโลกแห่งความจริงได้

Kahneman พยายามนำความรู้ทางจิตวิทยาด้านการรับรู้และเรียนรู้มาอธิบายพฤติกรรมทางเศรษฐกิจของคน เช่น เพิ่มมิติด้านอารมณ์ ทัศนคติ ความสามารถในการเรียนรู้  ดังนั้น  “ความพอใจ” ตามความคิดของ Kahneman จึงมิได้เป็นปัจจัยภายนอกที่ถูกกำหนดมาตายตัวอยู่แล้ว แต่มีการปรับเปลี่ยนตลอดเวลา และมีการเรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีต

ทฤษฎีที่โด่งดังที่สุดอันหนึ่งของ Kahneman ก็คือ “Prospect Theory” ซึ่งพยายามอธิบายพฤติกรรมของคนในส่วนที่ขาดหายไปในทฤษฎีเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมาตรฐาน เช่น ความพอใจของคนขึ้นอยู่กับ “สถานการณ์”   สินค้าชนิดเดียวกันจักให้ความพอใจแก่คน ๆ เดียวกันต่างกัน ภายใต้สถานการณ์ที่ต่างกัน

ตัวอย่างเช่น คนจะให้น้ำหนักกับความสูญเสียมากกว่าผลประโยชน์ที่ได้รับอย่างมาก จากงานวิจัย พบว่าความพอใจที่ลดลงจากการสูญเสียมีค่ามากกว่าความพอใจที่เพิ่มขึ้นจากการได้รับของมูลค่าเท่ากัน ประมาณ 2 ถึง 2.5 เท่า  นั่นคือ คนทั่วไปให้คุณค่ากับการเสียเงินหนึ่งแสนบาทมากกว่าการได้เงินหนึ่งแสนบาท ราคาต่ำสุดที่คนจะยอมขายของที่ตนเองเป็นเจ้าของ “อยู่แล้ว” จักสูงกว่าราคาสูงสุดที่คนเดียวกันยินดีจ่ายเพื่อที่ “จะ” ได้เป็นเจ้าของสิ่งเดียวกันนั้น เมื่อเป็นดังนี้ พฤติกรรมของคนจึงมีอคติอย่างสำคัญต่อ “ภาวะที่เป็นอยู่ปัจจุบัน” (Status quo bias)

ดังนั้น การวิเคราะห์การตัดสินใจของคนต้องผนวกเอาองค์ความรู้เพิ่มเติมเหล่านี้เข้าไว้ด้วย

 

ปัจจุบัน งานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์เชิงทดลอง และเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยพฤติกรรม ทวีความนิยมและเป็นที่ยอมรับมากขึ้นอย่างสูงในวงวิชาการเศรษฐศาสตร์  ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์ทั้งสองเป็นผู้จุดประกายอย่างสำคัญ ให้นักเศรษฐศาสตร์สำรวจ ทบทวน และพัฒนาองค์ความรู้ของตน รวมทั้งหลอมรวมความรู้เศรษฐศาสตร์เข้ากับองค์ความรู้สาขาอื่น ๆ

ผลพวงที่ยิ่งใหญ่อันหนึ่งก็คือ งานวิชาการเศรษฐศาสตร์จำนวนมากมายในปัจจุบัน พุ่งเป้าไปตั้งคำถามยังข้อสมมติที่เป็นหัวใจของเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก นั่นคือ

“ความเป็นสัตว์เศรษฐกิจ (Homo Economicus) เพียงพอสำหรับการอธิบายโลกและพฤติกรรมมนุษย์หรือ?” 

 

หมายเหตุ: 

หากสนใจศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมสามารถศึกษาต่อจากแหล่งข้อมูล ดังนี้

1. งานคลาสสิกของ Smith โปรดดู Smith V.L. (1962). “An experimental study of competitive market behavior”, Journal of Political Economy 70, 111-137.

2. งานคลาสสิกของ Kahneman โปรดดู Kehneman D. and Tversky A. (1979). “Prospect theory: An analysis of decision under risk”, Econometrica 47, 263-291.

3. บทสำรวจงานวิชาการของทั้งคู่ โดย The Royal Swedish Academy of Sciences โปรดดู http://www.nobel.se/economics/laureates/2002/ecoadv02.pdf

 

ตีพิมพ์: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 18 ตุลาคม 2545

 

 

Print Friendly