วิบากกรรมของนักเศรษฐศาสตร์นอกคอก

เส้นทางชีวิตของ “คนนอกคอก” ย่อมมิเคยโรยด้วยกลีบกุหลาบ   ชะตากรรมของนักเศรษฐศาสตร์นอกคอกก็มิผิดแผกจากคนนอกคอกในแวดวงอื่น ไม่ว่าจะเป็นที่แห่งใดในโลก และไม่ว่าจะยุคสมัยใดก็ตาม

“นักเศรษฐศาสตร์นอกคอก” ซึ่งส่วนใหญ่เป็นฝ่ายซ้ายและเสนอเรื่องเล่าที่ต่างจากเรื่องเล่าของเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก   ถูกตราหน้าอย่างง่ายดายว่าเป็นพวกหัวรุนแรงและเป็นอันตรายต่อสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคต่อต้านคอมมิวนิสต์หรือยุคเผด็จการทหาร

 

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (ค.ศ.1945) โลกแบ่งออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน โลกเสรีนิยมประชาธิปไตยนำโดยสหรัฐอเมริกา โลกสังคมนิยมคอมมิวนิสต์นำโดยสหภาพโซเวียต ความหวาดผวาลัทธิคอมมิวนิสต์ในสหรัฐอเมริกาขึ้นสู่จุดสูงสุดในช่วงทศวรรษดังกล่าว เหตุผลส่วนหนึ่งเนื่องมาจาก หนึ่ง อำนาจของสหภาพโซเวียตสูงขึ้นมากหลังสงครามโลก  สอง การแผ่ขยายของลัทธิคอมมิวนิสต์ยังประเทศยุโรปตะวันออก  สาม การปฏิวัติจีนของเหมา เจ๋อ ตุงในปี 1949  สี่ สงครามในประเทศเกาหลีระหว่างสองค่ายอุดมการณ์  และ ห้า การเติบใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหรัฐอเมริกา (American Communist Party)

9 กุมภาพันธ์ 1950  Joseph McCarthy วุฒิสมาชิกรัฐ Wisconsin แห่งพรรค  Republican ได้กล่าวปราศรัยอ้างว่ามีรายชื่อเจ้าหน้าที่รัฐจำนวน 205 คน ที่เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ และทำหน้าที่เป็นสายลับให้สหภาพโซเวียต  ต่อมาในเดือนตุลาคม McCarthy ได้กล่าวปราศรัยในรัฐสภาเป็นเวลายาวนานถึงหกชั่วโมงกล่าวหาพรรค Democrat ว่า ถูกแทรกซึมโดยเหล่าผู้ก่อการคอมมิวนิสต์  บุคคลมากมายในสังคมอเมริกาถูก McCarthy กล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์

ท่ามกลางกระแสต่อต้านคอมมิวนิสต์ที่เชี่ยวกราก  McCarthy ถูกแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานของ Government Committee on Operations of the Senate โดยมีหน้าที่สำคัญในการสืบสวนผู้ต้องสงสัยว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ซึ่งถือเป็นอันตรายต่อรัฐ

การใช้อำนาจดังกล่าวเป็นไปอย่างกว้างขวางและฉ้อฉล มีการใช้อำนาจรัฐเรียกผู้คนในหลายแวดวงมาให้การ  ผู้ที่ยอมรับว่าตนเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ต้องเผชิญวิบากกรรม ผู้ที่ปฏิเสธหรืออ้างว่าได้ถอนตัวจากฝ่ายซ้ายแล้ว ถูกกดดันให้เอ่ยชื่อบุคคลที่เป็นสมาชิกพรรค มีการสั่งเก็บหนังสือฝ่ายซ้ายจากห้องสมุด    ข้อหาคอมมิวนิสต์ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

ตลอดช่วง 1950-1954  อำนาจและบารมีของ McCarthy แผ่ขยายไปทั่วสังคมการเมืองสหรัฐอเมริกา ถึงขนาดมีคำกล่าวว่าผู้ใดขวางทางหรือโจมตี McCarthy ผู้นั้นกำลังฆ่าตัวตาย  ปฏิปักษ์ของ McCarthy ล้วนจบชีวิตทางการเมือง   ลัทธิแห่งความหวาดผวาและล่าล้างคอมมิวนิสต์ดังกล่าวเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในนาม “McCarthyism”

 

ยุค McCarthyism เป็นใหญ่เป็นช่วงที่นักเศรษฐศาสตร์นอกคอก โดยเฉพาะนักเศรษฐศาสตร์แนวมาร์กซ์ต้องเผชิญวิบากกรรมอย่างรุนแรง   ห้วงเวลาดังกล่าว นักวิชาการของมหาวิทยาลัยมากกว่าสามสิบรัฐต้องลงชื่อให้คำสัตย์สาบาน (Loyalty Oaths) ที่มีเนื้อหาว่าจะยึดมั่นและปกป้องรัฐธรรมนูญ และต่อต้านการล้มล้างรัฐบาลด้วยความรุนแรง การใช้กำลัง หรือด้วยวิธีที่ผิดกฎหมายและขัดต่อรัฐธรรมนูญ  นักวิชาการที่ปฏิเสธการลงชื่อให้คำสัตย์สาบาน – จะด้วยเหตุผลว่าขัดต่อเสรีภาพทางวิชาการ ความเชื่อ หรืออะไรก็แล้วแต่ – และนักวิชาการที่ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญโดยปฏิเสธที่จะตอบคำถามต่อคณะสืบสวนว่าตนเกี่ยวพันกับลัทธิคอมมิวนิสต์หรือไม่ หรือปฏิเสธที่จะให้ชื่อผู้ที่เป็นคอมมิวนิสต์  ถูกไล่ออกเป็นจำนวนมาก

ด้วยเหตุว่า University of Utah ไม่ได้บีบบังคับให้อาจารย์ต้องลงชื่อในคำสัตย์สาบานต่อต้านคอมมิวนิสต์  นักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายซ้ายกลุ่มหนึ่งจาก University of California – Berkeley อันได้แก่ Robert Edminister Laurence Nabers  Ernst Randa และ Sydney Coontz ได้ย้ายถิ่นฐานสู่ University of Utah และเริ่มสร้างโครงการบัณฑิตศึกษาที่มีการเรียนการสอนเศรษฐศาสตร์แนวมาร์กซในเวลาต่อมา  นักเศรษฐศาสตร์อย่าง E.K.Hunt เป็นผลผลิตของโครงการดังกล่าว

ภายใต้อิทธิพลของ  McCarthyism กระแสในสังคมวิชาการมองนักเศรษฐศาสตร์นอกคอกอย่างนักเศรษฐศาสตร์แนวมาร์กซ์ว่าไม่คู่ควรกับตำแหน่งวิชาการ มีการให้ออก ไม่ยอมรับเข้าทำงาน ปฏิเสธให้ตำแหน่งวิชาการถาวร ทั้งยังเผชิญการกีดกันต่าง ๆ   คำกล่าวข้างล่างนี้อาจสะท้อนอารมณ์ในยุคนั้นได้ระดับหนึ่ง

 

                “ … สมาชิกในชุมชนวิชาการไม่มีสิทธิสั่งสอนลูกศิษย์ให้ยึดถือปรัชญาใด ๆ ที่สนับสนุนการล้มล้างรัฐบาลเสรีด้วยความรุนแรง ประการที่สอง สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ หรือผู้ฝักใฝ่ในหลักการคอมมิวนิสต์ไม่คู่ควรจะเป็นสมาชิกของชุมชนวิชาการเสรี เนื่องจากคอมมิวนิสต์ขึ้นต่อกฎระเบียบแห่งพรรค  ผู้ใดตกอยู่ภายใต้การควบคุมทางปัญญาเช่นว่า ผู้นั้นย่อมไม่อาจเป็นอิสระทางปัญญาได้  จิตใจของคนเหล่านั้นถูกปิดตายด้วยกฎเหล็กแห่งคอมมิวนิสต์ ไม่สามารถแสวงหาความจริงบนเส้นทางแห่งความจริงได้ ดังนั้น คนเหล่านั้นไม่เหมาะสมที่จะเป็นสมาชิกแห่งชุมชนวิชาการ”  

(McGrath, 1954a อ้างจาก Lee(2002))

 

นักเศรษฐศาสตร์ที่แลดูซ้ายและหัวก้าวหน้าจำนวนมากถูกขึ้นบัญชีดำ รวมไปถึง กลุ่มสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจที่เน้นบทบาทภาครัฐ(New Deal-Typed Economic Policy) สนับสนุนนโยบายการวางแผนเศรษฐกิจแห่งชาติ สนับสนุนสิทธิพลเมือง เป็นต้น ทั้งนี้ข้อมูล บัญชีดำยังเป็นที่รับรู้ร่วมกัน “ระหว่าง” มหาวิทยาลัยด้วย

Gardner Ackley ขณะเป็นคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์แห่ง University of Michigan ในปี 1954 เขียนจดหมายเตือนไปยังมหาวิทยาลัยที่ Daniel Thorner และ Horace Davis (ซึ่งขณะนั้นเพิ่งจบการศึกษาระดับปริญญาเอกและอยู่ในบัญชีดำด้วยข้อหาเป็นฝ่ายซ้าย) ได้สมัครเป็นอาจารย์ ทำนองให้ระมัดระวังในการรับทั้งสองเข้าทำงาน  Ackley ยังได้กล่าวด้วยว่า เมื่อเขาตัดสินใจคัดเลือกอาจารย์ในคณะ นอกจากบุคลิกลักษณะแล้ว ความเชื่อทางการเมืองและศาสนาเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาด้วย

Paul Sweezy นักเศรษฐศาสตร์แนวมาร์กซ์ชื่อก้อง ตัดสินใจลาออกจาก Harvard University ในปี 1945 ทั้งที่มีสัญญาเหลืออยู่อีกสองปี เนื่องจากคณะเศรษฐศาสตร์ปฏิเสธไม่ให้ตำแหน่งถาวร วิชาเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยสังคมนิยมที่ Sweezy เป็นผู้สอนถูกยุบในเวลาต่อมา   ต่อมาในปี 1949 Sweezy จึงได้ร่วมก่อตั้งวารสาร Monthly Review และเป็นบรรณาธิการคนแรก   วารสารดังกล่าวเป็นรากฐานสำคัญของการศึกษาทฤษฎีเศรษฐศาสตร์แนวมาร์กซ์ในสหรัฐอเมริกา และยังคงดำเนินต่อเนื่องจวบจนทุกวันนี้

นอกจากนั้น ปี 1949  Harvard University ยังปฏิเสธให้ตำแหน่งถาวรแก่ Richard Goodwin เนื่องจากความคิดทางการเมืองเอียงซ้ายของเขา  ต่อมา Goodwin ย้ายไปสอนที่ University of Cambridge ประเทศอังกฤษ  ในปีเดียวกัน Lawrence Klein แห่ง University of Michigan ได้ลาออกและย้ายไปสอนที่ University of Oxford  ประเทศอังกฤษ เนื่องจากถูกคุกคามจากอาจารย์ร่วมคณะ   ยุคต่อต้านคอมมิวนิสต์ทำให้นักเศรษฐศาสตร์นอกคอกจำนวนหนึ่งเลือกที่จะย้่ายออกนอกสังคมวิชาการอเมริกันสู่ดินแดนยุโรป

สำหรับนักเศรษฐศาสตร์นอกคอกที่เลือกต่อสู้อยู่ที่มหาวิทยาลัยเดิม เช่น Paul Baran แห่ง Stanford Univesity ถูกกลั่นแกล้งให้มีภาระงานสอนหนักขึ้น ไม่ได้รับการเลื่อนเงินเดือน ถูกคุกคามโดยเจ้าหน้าที่รัฐบาล นอกจากนั้นยังไม่สามารถเดินทางไปต่างประเทศเพื่อทำวิจัยและประชุมทางวิชาการ เนื่องจากถูกปฏิเสธการออกหนังสือเดินทาง

อีกเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นล่ากว่าเหตุการณ์อื่น ๆ และเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างยิ่งก็คือ ในปี 1965 Harvard Univesity พยายามไล่ Samuel Bowles ออก เนื่องจากไม่ยอมลงนามในคำสัตย์สาบาน กระทั่งปี 1972  คณะเศรษฐศาสตร์ไม่ให้ตำแหน่งถาวรกับ Bowles และยังปฏิเสธต่อสัญญา Arthur MacEwan ทั้งคู่เป็นฝ่ายซ้ายในคณะ  เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้นักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายซ้ายสี่จากห้าคนใน Harvard University ตัดสินใจลาออกในเวลาต่อมา โดย Tom Weisskopf ไปอยู่ที่ University of Michigan และ Herbert Gintis มาอยู่กับ Bowles ที่ University of Massachusetts แห่ง Amherst

 

เรื่องราวที่เล่ามาเป็นเพียงบางตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงวิบากกรรมของนักเศรษฐศาสตร์นอกคอกในยุคนั้น ปัจจุบัน McCarthyism ได้เสื่อมคลายจากสังคมอเมริกันแล้ว   เสรีภาพทางวิชาการของนักเศรษฐศาสตร์นอกคอกเพิ่มสูงขึ้นมาก   New School University แห่ง New York และ University of Massachusetts แห่ง Amherst เป็นแหล่งรวมของบรรดานักเศรษฐศาสตร์นอกคอกหลากหลายสำนักที่โดดเด่น โดยนำเสนอหลักสูตรเศรษฐศาสตร์ที่ “แตกต่าง” จากมหาวิทยาลัยอื่นในสหรัฐอเมริกา

กระนั้น วิบากกรรมของนักเศรษฐศาสตร์นอกคอกยังมิสิ้นสุด  ในยุคเศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิกครองโลกแห่งวิชาการเศรษฐศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์นอกคอกยังคงถูกมองด้วยสายตาแปลกแปร่งประหนึ่งพวกหลงผิด ตกยุค เลื่อนลอย อีกทั้งมักได้รับข้อกล่าวหาทำนองว่า ไร้ซึ่งความเข้่าใจเศรษฐศาสตร์ที่ “แท้จริง”  ทฤษฎีไม่ “เข้มแข็ง” ไม่เป็น “วิชาการ” ไม่เป็น “วิทยาศาสตร์”

กล่าวกันว่า เมื่อ Joan Robinson แห่ง University of Cambridge ประเทศอังกฤษ ส่งบทความเกี่ยวกับ “the Cambridge Capital Controversy” ยัง Journal of Political Economy   Harry Johnson ได้เขียนจดหมายถึง Joan Robinson ปฏิเสธการตีพิมพ์บทความดังกล่าว โดยกล่าวตอนหนึ่งว่าเธอควรจะส่งบทความดังกล่าวไปยังวารสารวิชาการสมัครเล่นหรือไร้ซึ่งชื่อเสียงจะดีเสียกว่า

ต่อมา E.K.Hunt แห่ง University of Utah ได้เขียนจดหมายเล่าให้ Joan Robinson ฟังว่าอาจารย์ผู้ใหญ่ในคณะได้วิพากษ์วิจารณ์ the Cambridge Capital Controversy ของ Robinson และ Piero Sraffa ต่อสาธารณะอย่างเปิดเผยว่า อาจารย์ผู้ใดที่เห็นพ้องกับทฤษฎีดังกล่าวคู่ควรจะได้ตำแหน่งวิชาการถาวรก็แต่ที่โรงพยาบาลบ้าเท่านั้น

เหตุการณ์และคำพูดทำนองนี้เป็นที่พบเห็นได้ทั่วไปยามนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักวิพากษ์วิจารณ์นักเศรษฐศาสตร์นอกคอกทั้งหลาย ทั้งในที่ลับและแจ้ง

ปัจจุบัน ฐานะของนักเศรษฐศาสตร์นอกคอกในวงวิชาการยังคงมิต่างอะไรจากนักเศรษฐศาสตร์ชั้นสอง

เส้นทางชีวิตของ “คนนอกคอก” ย่อมมิเคยโรยด้วยกลีบกุหลาบ ไม่ว่าจะเป็นที่แห่งใดในโลก และไม่ว่าจะยุคสมัยใดก็ตาม

หมายเหตุ:

บทความนี้เขียนขึ้นโดยใช้ข้อมูลจากแหล่งข้อมูล ดังนี้

1. Frederic Lee (2002). Post-war Economic Landscape: McCarthyism, Conservatism, and Modernism, 1945-1970s. (draft).

2. Frederic Lee (2002). The Contested Landscape of American Economics Circa 1970. (draft).

3. ข้อมูลว่าด้วย McCarthyism โปรดดู http://www.spartacus.schoolnet.co.uk/USAmccarthyism.htm

 

ตีพิมพ์:  หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 15 และ 16 พฤษภาคม 2545

 

 

Print Friendly