การเมืองภาคประชาชนในรัฐธรรมนูญ  

การปฏิรูปการเมืองมิอาจประสบความสำเร็จได้ด้วย การออกแบบหรือการปฏิรูประบบสถาบันทางการเมือง (political system design) ดังเช่น การจัดความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ การออกแบบระบบเลือกตั้ง ฯลฯ เพียงเท่านั้น

หากต้องเสริมสร้างความเข้มแข็งของการเมืองภาคประชาชนด้วย โดยให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการทางการเมืองต่างๆ ได้โดยตรง และมีต้นทุนต่ำ นอกเหนือจากการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เช่น การผลักดันนโยบายสาธารณะ การคัดค้านโครงการขนาดใหญ่ของรัฐที่กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของตนและชุมชน การตรวจสอบผู้ใช้อำนาจรัฐ การรวมตัวเป็นกลุ่มผลประโยชน์ เป็นต้น

ทั้งนี้ พื้นฐานสำคัญของการเสริมสร้างความเข้มแข็งของการเมืองภาคประชาชนคือ การมีหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพของประชาชนในด้านต่างๆ อย่างเท่าเทียมกัน

แม้ว่าการสร้างบทบัญญัติที่เป็นลายลักษณ์อักษรในรัฐธรรมนูญ จะไม่สามารถปลุกเสกความเข้มแข็งของการเมืองภาคประชาชน ได้ดังใจนึกและโดยฉับพลัน เพราะความเข้มแข็งของการเมืองภาคประชาชน จักเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยการเรียนรู้ การลองผิดลองถูก การมีโอกาสได้ปฏิบัติ จากประสบการณ์ตรง ซึ่งต้องใช้เวลา และต้องผ่านการสังเคราะห์บทเรียนภายในตัวปัจเจกบุคคล และองค์กรภาคประชาชนเอง

กระนั้น บทบัญญัติที่ดีในรัฐธรรมนูญ ซึ่งช่วยเสริมสร้างการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนโดยตรง และสร้างหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ก็ยังเป็นเงื่อนไขที่จำเป็น (แต่ยังไม่ใช่เงื่อนไขที่เพียงพอ) ของการปฏิรูปการเมือง

เพราะกติกาที่เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่ดี เป็นประชาธิปไตย และแสดงถึงความเชื่อมั่นในพลังของประชาชน มีผลช่วยเสริมสร้างกติกาที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น วัฒนธรรมประชาธิปไตย ให้พัฒนาขึ้นได้ ซึ่งกติกาที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรที่พัฒนาขึ้นก็จะส่งผลย้อนกลับให้กติกา ที่เป็นลายลักษณ์อักษร สามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและส่งผลจริงในทางปฏิบัติมากขึ้น

เช่นนี้แล้ว โจทย์สำคัญในการสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่คือ การเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนสามารถเข้าร่วม และมีสิทธิมีเสียงในกระบวนการทางการเมือง ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ได้โดยตรง รัฐธรรมนูญต้องไม่มีบทบัญญัติในทางลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และไม่มีบทบัญญัติในทางขัดขวางการเติบโต และบั่นทอนโอกาสในการเรียนรู้และปฏิบัติการทางการเมืองของประชาชนและองค์กร ภาคประชาชน

ทั้งนี้ หลักประกันว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และบทบัญญัติว่าด้วยการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนโดยตรง ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องไม่ด้อยไปกว่าบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราช อาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่มีฐานความชอบธรรม และประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญในระดับสูง

อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ที่สังคมการเมืองไทยได้ใช้รัฐธรรมนูญ 2540 มาร่วมหนึ่งทศวรรษ พบว่ารัฐธรรมนูญฉบับ 2540 มีปัญหาสำคัญบางประการในบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิ เสรีภาพ และการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ซึ่งควรได้รับการแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้น เพื่อให้รัฐธรรมนูญสามารถคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนได้จริง และเพื่อเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองได้ อย่างกว้างขวางขึ้นและมีต้นทุนต่ำกว่าที่เป็นอยู่

……………..

ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2549 (ก่อนการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549) จนถึงปัจจุบัน ผู้เขียนได้ทำวิจัยในโครงการ “การสร้างองค์ความรู้เพื่อการปฏิรูปการเมือง” (สนับสนุนโดย สกว.) ร่วมกับ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ผศ.สิริพรรณ นกสวน และ คุณวรดุลย์ ตุลารักษ์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจปัญหาของการเมืองไทยที่จำเป็นต้องปฏิรูป และนำเสนอแนวทางในการปฏิรูปการเมืองเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้น ส่วนหนึ่งของงานวิจัยเป็นข้อเสนอว่าด้วยจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่มีพื้นฐานจากการปฏิรูปรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540

ในบทความนี้ ผู้เขียนขอนำเสนอความคิดเห็นของทีมวิจัย เฉพาะในหัวข้อ “ข้อเสนอว่าด้วยสิทธิ เสรีภาพ และการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน” บางประเด็น ดังนี้

(อนึ่ง ข้อเสนอของทีมวิจัย เป็นข้อเสนอจากฐานรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มิใช่บทวิพากษ์ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ฉบับรับฟังความคิดเห็น ซึ่งมิได้มีที่มาโดยชอบธรรม)

1. สภาพปัญหา: ใน หมวดสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย ในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มีวลี “ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ” ห้อยท้ายมาตราที่คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพแก่ประชาชนหลายมาตรา ทำให้ในความเป็นจริง ถ้อยคำรับรองสิทธิและเสรีภาพที่สวยหรูในรัฐธรรมนูญมิสามารถบังคับใช้ได้จริง ทั้งนี้เพราะในบางกรณี กฎหมายดั้งเดิมที่มีเนื้อหาจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนยังถูกบังคับใช้ ซ้อนทับอีกชั้นหนึ่ง และในบางกรณียังไม่มีการตรากฎหมายใหม่ที่จำเป็นสำหรับการบังคับใช้สิทธิตาม รัฐธรรมนูญ เช่น กฎหมายว่าด้วยองค์กรอิสระเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายว่าด้วยการจัดทำประชาพิจารณ์ เป็นต้น

ข้อเสนอ:

(1) ตัดวลี “ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ” ออก เพื่อให้การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติเกิดขึ้นทันที เมื่อมีการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้ การบัญญัติให้สิทธิทางบวก (positive rights) ไว้ในรัฐธรรมนูญ เช่น สิทธิในการได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างน้อย 12 ปี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ฯลฯ จำเป็นต้องคำนึงถึงกำลังความสามารถในการบังคับการตามสิทธิของรัฐ และสถานะทางการเงินและการคลังของรัฐด้วย ดังนั้น รัฐธรรมนูญควรมีบทบัญญัติที่ให้สิทธิทางบวกตามความจำเป็น และตามกำลังความสามารถของรัฐในการบังคับการตามสิทธิได้จริง

(2) สร้างกระบวนการแก้ไขกฎหมายดั้งเดิมที่ขัดรัฐธรรมนูญหรือทำให้รัฐธรรมนูญไม่ สามารถใช้บังคับได้เต็มศักยภาพ และกฎหมายใหม่ที่กำหนดหลักเกณฑ์ในการบังคับสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่บัญญัติ ขึ้นใหม่ ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อเป็นหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน

โดยอาจบัญญัติไว้ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้รัฐสภาตั้งคณะกรรมการวิสามัญ แก้ไขกฎหมายดั้งเดิมที่ขัดรัฐธรรมนูญ และร่างกฎหมายใหม่ที่จำเป็นในการบังคับสิทธิใหม่ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในทันทีที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ โดยระบุองค์ประกอบของคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดดังกล่าว หน้าที่รับผิดชอบ กระบวนการจัดทำ ระยะเวลาแล้วเสร็จและบทลงโทษอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ ให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (ถ้ายังมีอยู่ในรัฐธรรมนูญใหม่) สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ถ้ายังมีอยู่ในรัฐธรรมนูญใหม่) และพรรคการเมือง ยื่นบัญชีรายชื่อกฎหมายดั้งเดิมที่ตนเห็นว่ามีเนื้อหาขัดต่อรัฐธรรมนูญ และร่างกฎหมายใหม่ที่จำเป็นในการบังคับสิทธิใหม่ในรัฐธรรมนูญ ต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดดังกล่าว รวมทั้งเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนสามารถยื่นบัญชีรายชื่อกฎหมายถึงคณะ กรรมาธิการวิสามัญฯได้ด้วยเช่นกัน

ในกรณีที่รัฐสภาไม่สามารถดำเนินการแก้ไขกฎหมายเดิมที่ขัดรัฐธรรมนูญ และออกกฎหมายใหม่ที่จำเป็น ในการบังคับสิทธิใหม่ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญได้ตามเงื่อนเวลาที่กำหนดไว้ ในบทเฉพาะกาล ให้รัฐสภาเป็นอันถูกยุบไป

 

2. สภาพปัญหา: สิทธิ ในการได้รับทราบข้อมูลและข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น ของประชาชนยังคงมีปัญหา ในทางปฏิบัติ แม้รัฐธรรมนูญ 2540 ให้ความคุ้มครองแล้ว (มาตรา 58) อีกทั้งเนื้อหาของพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของทางราชการ และบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ 2540 ยังไม่สมบูรณ์ เช่น (1) มาตรา 58 ในรัฐธรรมนูญ 2540 ไม่ครอบคลุมองค์กรอิสระ (2) หน่วยงานรัฐแข็งขืนไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลแม้คณะกรรมการวินิจฉัยข้อมูลข่าวสาร (กวฉ.) วินิจฉัยให้เปิดเผยแล้ว (3) ประชาชนต้องเผชิญต้นทุนสูงแม้หน่วยราชการยอมเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร เช่น ต้องคัดลอกด้วยลายมือ เป็นต้น

ข้อเสนอ:

(1) ให้องค์กรของรัฐทุกองค์กร รวมถึงองค์กรอิสระทั้งหมด อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ (ในมาตราที่มีเนื้อหาทำนองเดียวกับมาตรา 58) และพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของทางราชการ

(2) ให้คณะกรรมการวินิจฉัยข้อมูลข่าวสาร (กวฉ.) เป็นองค์กรอิสระ ไม่ขึ้นต่อสำนักนายกรัฐมนตรี และกำหนดบทลงโทษกรณีหน่วยงานรัฐไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของ กวฉ. อย่างชัดเจนและเข้มงวด

(3) ให้ประชาชนสามารถรับรู้และเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของทางราชการที่ถูกเปิดเผย ได้อย่างสะดวก ด้วยต้นทุนต่ำ เช่น บังคับให้หน่วยราชการต้องเปิดเผยข้อมูล เช่น สัญญาสัมปทาน บัญชีทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ฯลฯ ผ่านทางเว็บไซต์ และให้มีการถ่ายสำเนาเอกสารข้อมูลของทางราชการได้โดยสะดวก มิใช่ให้ไปนั่งจดด้วยลายมือ

(4) ให้ข้อมูลที่ถูกจัดชั้นเป็นความลับ ต้องถูกเปิดเผยในอนาคตในเวลาที่เหมาะควร โดยไม่มีเงื่อนไข เช่น ข้อมูลขั้น “ลับที่สุด” ต้องถูกเปิดเผยในเวลา 30 ปี “ลับมาก” ในเวลา 20 ปี “ลับ” ในเวลา 10 ปี เป็นต้น

(5) กำหนดบทลงโทษในกรณีที่องค์กรอิสระไม่ยอมเปิดเผยข้อมูล ให้สามารถเป็นเหตุให้ถอดถอน หรือพ้นจากการดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระได้

 

3. สภาพปัญหา: รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มาตรา 56 บัญญัติรับรองสิทธิของบุคคลที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐ และชุมชนในการบำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และมาตรา 79 ให้รัฐต้องส่งเสริม และสนับสนุนให้ ประชาชนมีส่วนร่วมในการสงวน บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุล แต่ไม่ได้กำหนดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม และกฎหมายที่มีอยู่เดิมหลายฉบับ ทำให้ประชาชนไม่สามารถใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญได้

ข้อเสนอ:

(1) ควรสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนในการจัดการและใช้ประโยชน์ จากทรัพยากร เช่น กำหนดให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และให้มีข้อมูลจากหลายฝ่ายเพื่อการตรวจสอบคัดคานเพื่อให้เป็นการประเมินผล เพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างแท้จริง มิใช่ให้องค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมหรือสถาบันอุดมศึกษาเป็นผู้ประเมินให้ ความเห็นประกอบเพียงเท่านั้น อีกทั้งองค์กรที่รับผิดชอบในการจัดทำการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต้อง เป็นองค์กรที่มีความเป็นอิสระ มิใช่ให้องค์กรที่เป็นเจ้าของโครงการเป็นผู้ว่าจ้างให้ศึกษา

(2) แก้กฎหมายที่ขัดขวางการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญของชาวบ้านและชุมชน ในการจัดการทรัพยากร และหาประโยชน์จากทรัพยากร เช่น พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พระราชบัญญัติป่าไม้ พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า เป็นต้น รวมถึงการริเริ่มเสนอกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากร ซึ่งเปิดโอกาสประชาชนและชุมชนมีส่วนร่วม เช่น กฎหมายป่าชุมชน

 

4. สภาพปัญหา: ประชาชนไม่สามารถใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญได้อย่างเต็มที่ เพราะกระบวนการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนไม่มีประสิทธิภาพ และในหลายกรณี เจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเสียเอง เพราะกฎหมายมักเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถใช้ดุลยพินิจในการยกเว้นและ ลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของบุคคล เช่น เสรีภาพในการสื่อสาร ได้โดยอ้างเหตุผลเพื่อความมั่นคงของรัฐ เพื่อการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือเพื่อศีลธรรมอันดีของประชาชน

ข้อเสนอ:

(1) สร้างระบบตรวจสอบการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ ในกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐดำเนินการในทางที่ส่งผลลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของ ประชาชน โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง หรืออื่นใด หากเป็นกรณีที่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอย่างร้ายแรง เช่น บุกรุกเคหสถาน ยึดทรัพย์สิน ต้องขอคำสั่งศาล ไม่สามารถทำได้โดยพลการ

นอกจากนั้น ให้มีการแสดงรายละเอียด ที่มา และเหตุผล ของการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐที่ส่งผลลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของประชาชน โดยเปิดเผยอย่างละเอียดต่อสาธารณชน เพื่อให้ประชาชนสามารถสืบค้น รับรู้ และตรวจสอบ การใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐได้ และให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถเข้าถึงข้อมูลและฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐที่ ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้โดยง่าย

(2) กำหนดมาตรการปกป้องประชาชนในฐานะปัจเจกบุคคลที่ใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐ ธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การร้องเรียน ร้องทุกข์ กล่าวโทษ และกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยกำหนดให้เจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฟ้องร้องประชาชนได้ ยากขึ้น เช่น ยกระดับองค์ประกอบการกระทำความผิดให้ฟ้องร้องได้ยากขึ้น และให้เจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีภาระในการพิสูจน์สูง ขึ้น เช่น กำหนดให้ภาระในการพิสูจน์ (burden of proof) ตกอยู่กับผู้ฟ้อง

(3) มีข้อกำหนดที่ชัดเจนในการลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน

(4) จำกัดอำนาจวินิจฉัยของเจ้าหน้าที่รัฐให้อยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม

(5) รัฐธรรมนูญต้องให้หลักประกันที่มั่นคงในการรวมกลุ่มของประชาชน เช่น สหกรณ์ กลุ่มประท้วง กลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากร สหภาพแรงงาน เป็นต้น การละเมิดสิทธิการรวมกลุ่มของประชาชนโดยรัฐถือเป็นการทำผิดรัฐธรรมนูญโดยตรง

 

5. สภาพปัญหา: รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ไม่อนุญาตให้ประชาชนสามารถฟ้องตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญในกรณีที่ถูกลิดรอนสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ

ข้อเสนอ: ขยายอำนาจฟ้องให้กว้างขึ้น ให้ประชาชนสามารถฟ้องร้องนำคดีขึ้นสู่ศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง หากสิ้นหนทางเยียวยาโดยกระบวนการยุติธรรมอื่นแล้ว ทั้งนี้จัดให้มีองค์คณะย่อยเพื่อกลั่นกรองการฟ้องร้องคดี องค์คณะย่อยอาจประกอบด้วยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจำนวน 3 คน โดยคดีที่จะนำขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอาจต้องได้รับเสียงเห็นชอบจากองค์คณะย่อย 2 ใน 3 เสียง เพื่อปกป้องมิให้ศาลต้องพิจารณาคดีมากเกินควร

ทั้งนี้ ให้ตัดมาตรา 264 ตามรัฐธรรมนูญ 2540 ออก (มาตรา 264 มีเนื้อหาว่า ถ้าศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นขัดรัฐธรรมนูญ และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินั้น ให้ศาลรอการพิจารณาพิพากษาคดีชั่วคราว และส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย) เพื่อให้กระบวนการพิจารณาคดีไม่ซ้อนทับกัน

นั่นคือ ให้กระบวนการพิจารณาคดีของศาลยุติธรรมดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ประชาชนจะสามารถยื่นฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงได้ก็ต่อเมื่อสิ้นสุดกระบวน การของศาลยุติธรรมแล้ว

 

6. สภาพปัญหา: ปัจจุบัน ยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ หรือกฎหมายเกี่ยวกับการจัดทำประชาพิจารณ์ มีเพียงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะโดยวิธี ประชาพิจารณ์ พ.ศ.2539 ซึ่งว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นในกรณีการก่อสร้างโครงการของรัฐเท่านั้น

ข้อเสนอ: ออกกฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์การทำประชาพิจารณ์โดยเร็ว ให้รายละเอียดของกฎหมายระบุขั้นตอนการจัดทำประชาพิจารณ์ และเงื่อนเวลาในการจัดทำประชาพิจารณ์ในขั้นตอนต่างๆ เพื่อให้การทำประชาพิจารณ์เป็นการรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะและผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง มิใช่เป็นเพียงพิธีกรรมในการสร้างความชอบธรรมของโครงการรัฐเท่านั้น

นอกจากนั้น ให้ขยายขอบเขตของการทำประชาพิจารณ์ ให้ครอบคลุมถึงการออกกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับของรัฐด้วย

 

7. สภาพปัญหา: รัฐธรรมนูญ 2540 เปิดโอกาสให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 50,000 คน มีสิทธิยื่นเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณากฎหมายของรัฐสภาได้ (มาตรา 170) แต่ยังไม่มีกระบวนการคุ้มครองการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนผู้เสนอ ร่างกฎหมายอย่างเพียงพอ รัฐสภาสามารถดึงร่างกฎหมายไม่ให้ถูกพิจารณาโดยเร็ว และประชาชนผู้เสนอร่างกฎหมายไม่สามารถมีส่วนร่วมในการชี้แจงและปกป้องร่าง กฎหมายของตนในกระบวนการทางรัฐสภา

ข้อเสนอ:

(1) กำหนดให้รัฐธรรมนูญบัญญัติให้ร่างกฎหมายที่เสนอโดยภาคประชาชน ต้องได้รับการพิจารณาจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ตามระยะเวลาที่กำหนด โดยมิชักช้า เช่น ภายใน 3 เดือน

(2) กำหนดให้ในการพิจารณาปรับปรุงแก้ไขร่างกฎหมายในวาระที่สอง ให้มีตัวแทนจากภาคประชาชน ผู้ลงนามเสนอร่างกฎหมายดังกล่าว เป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวด้วย ในสัดส่วนที่เหมาะสม

(3) หากรัฐสภาไม่เห็นชอบร่างกฎหมายที่ประชาชนเข้าชื่อเสนอ ให้มีการทำประชามติ หากร่างกฎหมายผ่านการทำประชามติ ให้ถือว่ารัฐสภาเห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าว

(4) นอกจากสิทธิในการเสนอร่างกฎหมายของผู้มีสิทธิเลือกตั้งแล้ว ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนเดียวกับที่มีสิทธิในการเสนอร่างกฎหมาย มีสิทธิในการเข้าชื่อเพื่อยับยั้งร่างกฎหมายได้ และนำร่างกฎหมายเข้าสู่กระบวนการจัดทำประชามติ

 

8. สภาพปัญหา: รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 บัญญัติให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 50,000 ชื่อ มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธานวุฒิสภาให้ถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งทางการ เมืองได้ (มาตรา 304) รวมถึงมีสิทธิในการเสนอร่างกฎหมายสู่รัฐสภา (มาตรา 170) แต่ในทางปฏิบัติ การรวบรวมรายชื่อประชาชนจำนวนมากทำได้ยากและมีต้นทุนสูง และประชาชนเป็นผู้แบกรับภาระ(burden) ในภาคปฏิบัติ

ข้อเสนอ:

(1) ให้ปรับลดจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่สามารถเข้าชื่อร้องขอให้ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมถึงเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมาย (และเข้าชื่อยับยั้งร่างกฎหมาย ตามข้อเสนอในหัวข้อก่อนหน้า)

(2) ให้รัฐอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนให้กระบวนการดังกล่าว เช่น จัดหาพื้นที่ศูนย์กลางในการรวบรวมรายชื่อ เช่น ที่ว่าการอำเภอ หากประชาชนไปร่วมลงชื่อในพื้นที่ศูนย์กลางที่รัฐจัดหาให้ ให้รัฐอำนวยความสะดวกเป็นผู้ถ่ายเอกสารให้โดยไม่คิดมูลค่า

ในกรณีของการเสนอร่างกฎหมายโดยประชาชน อาจริเริ่มจากบุคคลหรือกลุ่มบุคคลจำนวนหนึ่ง เมื่อยื่นร่างกฎหมายเข้าสู่รัฐสภา ให้รัฐสภานำร่างกฎหมายดังกล่าวประกาศให้ทราบโดยทั่วกันทางเว็บไซต์รัฐสภา และให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่สนับสนุนร่างกฎหมายดังกล่าวมาลงชื่อสนับสนุน เพิ่มเติมได้ที่รัฐสภาในเงื่อนเวลาที่กำหนด

(3) ให้ภาระในการพิสูจน์สิทธิของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ยื่นถอดถอน ยื่นเสนอร่างกฎหมาย หรือยื่นคัดค้านร่างกฎหมาย ตกเป็นของรัฐ โดยให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้รับผิดชอบในการตรวจสอบรายชื่อ

(4) หากตรวจสอบพบว่า มีรายชื่อที่ไม่ถูกต้อง เช่น ใช้ชื่อปลอม ไม่มีสิทธิเลือกตั้ง ให้มีบทลงโทษทางกฎหมาย แต่รายชื่อที่ไม่ถูกต้องไม่ถือว่าเป็นเหตุให้กระบวนการยื่นถอดถอน ยื่นเสนอหรือคัดค้านร่างกฎหมาย เป็นโมฆะ ตราบเท่าที่รายชื่อที่เหลือมีจำนวนขั้นต่ำเท่ากับจำนวนรายชื่อที่กำหนดไว้ใน รัฐธรรมนูญ

 

9. สภาพปัญหา: รัฐธรรมนูญ 2540 เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถออกเสียงลงประชามติในกิจการที่คณะรัฐมนตรีเห็นว่า อาจกระทบประโยชน์ได้เสียของประเทศชาติหรือประชาชนได้ (มาตรา 214) แต่การลงประชามติมีผลเป็นเพียงการให้คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรีในเรื่องนั้นเท่านั้น ไม่มีผลผูกผันให้คณะรัฐมนตรีต้องปฏิบัติตาม

ข้อเสนอ:

(1) ให้การลงประชามติของประชาชนมี ‘ผลผูกผัน’ ให้คณะรัฐมนตรีต้องปฏิบัติตาม

(2) เปิดโอกาสให้มีการลงประชามติในระดับเขตพื้นที่ที่เล็กกว่าระดับประเทศได้ เพื่อให้คนในท้องถิ่นสามารถมีส่วนร่วมในการตัดสินกิจการที่มีผลกระทบต่อ ชีวิตของพวกเขาและท้องถิ่นได้โดยตรง ไม่จำเป็นต้องเป็นการทำประชามติในระดับชาติเท่านั้น

(3) ให้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ในการกำหนดให้มีการออกเสียงลงประชามติอย่างชัดเจนว่า กรณีใดบ้างที่ถือเป็น ‘หน้าที่’ ของรัฐบาลที่จะต้องจัดให้มีการเสียงลงประชามติ ตัวอย่างเช่น กรณีที่รัฐบาลทำสนธิสัญญากับต่างประเทศในบางลักษณะ กรณีที่รัฐสภาไม่รับหลักการร่างกฎหมายที่เสนอจากประชาชนโดยตรง กรณีที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าชื่อขอยับยั้งร่างกฎหมายที่ผ่านการพิจารณา จากรัฐสภา เป็นต้น

 

10. สภาพปัญหา: รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 จำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในการมีส่วนร่วมทางการเมือง และการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ในหลายมาตรา

ข้อเสนอ: ยกเลิกข้อจำกัดสิทธิเหล่านั้น เช่น

(1) ยกเลิกการบังคับให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องจบการศึกษาระดับปริญญาตรีเป็นอย่างต่ำ

(2) ยกเลิกให้การเลือกตั้งเป็นหน้าที่และผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งต้องเสียสิทธิทางการเมือง

(3) ยกเลิกการบังคับให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องสังกัดพรรคและต้องสังกัดพรรคภายใน 90 วันก่อนวันสมัครรับเลือกตั้ง

ทั้งนี้ เพื่อให้พื้นที่ทางการเมืองเปิดกว้างมากที่สุด ให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมทางการเมืองได้อย่างเต็มที่ และมีทางเลือกมากที่สุด

 

ตีพิมพ์: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 30 เมษายน 2550 และฉบับวันที่ 7 พฤษภาคม 2550

Print Friendly