ชีวิตนิรันดร์ของคนมุมมืดอย่าง “พี่ฤทธิ์”

เมื่อคืนมีโอกาสได้ชมสารคดี “นิรันดร์ราตรี” ผลงานของ เบสต์-วรรจธนภูมิ ลายสุวรรณชัย แห่ง Eyedropper Fill เลยอยากชวนพี่น้องผองเพื่อนไปชมกันครับ หนังจะเริ่มฉายวันพฤหัสที่ 17 สิงหาคมนี้ ที่ SF เซ็นทรัลเวิร์ล

ปกติดูหนังอยู่ทุกอาทิตย์ แต่ไม่ได้เขียนถึง แต่รอบนี้เป็นหนังของเบสต์ทั้งที เลยขอเขียนเล่าความคิดในหัวและเหตุผลที่อยากชวนทุกคนไปชมกันสักหน่อย เพราะตั้งแต่ 101 มีโอกาสดีได้ร่วมทำงานกับทีม Eyedropper Fill ในช่วงปีที่ผ่านมา ก็กลายเป็นแฟนพันธุ์แท้ทีมนี้ทุกคนอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

(เนื้อหาข้างล่างอาจสปอยล์ตามคำนิยามของแต่ละคน)

1. Eyedropper Fill – ชื่อนี้เป็นประกันผลงานคุณภาพ ทำงานแบบจ้าง 100 ทำ 1,000,000 ตลอด และเต็มไปด้วยเสน่ห์ของความคิด งานภาพ แสง สี

2. หนังเป็น ‘การเดินทาง’ (ส่วนตัว) ของผู้กำกับที่น่าสนใจดี จากความสนใจในพื้นที่แปลกร้าง สู่บทบันทึกประวัติศาสตร์โรงหนังสำหรับคนรักหนัง จบด้วยการเป็นหนังธรรม(ะ)-ชาติ

3. หนังเล่าเรื่องชีวิตตัวละครในมุมมืด หรือมนุษย์ล่องหน ในวงการภาพยนตร์ คือ พี่ฤทธิ์ – คนฉายหนังในระบบเก่าที่ไม่มีใครมองไม่เห็น มีโรงหนังเป็นที่ทำงาน เป็นบ้าน กระทั่งเป็นเพื่อน เป็นครอบครัว และเป็นชีวิตของเขา!

4. หนังทำให้เรารู้สึกเหมือนโรงหนังมีชีวิต มีตัวตน มีลมหายใจ (แม้จะเป็นเฮือกสุดท้าย) แก่ ล้า รวยริน การได้เห็นโรงหนังแบบดั้งเดิมพังทลายและตายจากไปเหมือนคนๆ หนึ่ง ไม่ใช่ตึกๆ หนึ่ง เป็นประสบการณ์แปลกใหม่ โดยเฉพาะการชมหนังเรื่องนี้จากโรงหนังสมัยใหม่ที่เป็นเหตุหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง บรรยากาศที่ภาพโรงหนังเก่าในจอข้างหน้าเรากับภาพโรงหนังปัจจุบันที่แวดล้อมรอบตัวเราเชื่อมขนานกัน สั่นไหวดี

5. หนังปล่อยเพลงนั้น ในจังหวะนั้น ด้วยภาพเหล่านั้น

6. หนังฉายภาพตัวแทนของคนมุมมืด ที่นอกจากไม่ถูกมองเห็น (หรือเห็นเหมือนไม่เห็น ไม่แคร์) จากผู้คนทั่วไปในสังคม (ไล่ตั้งแต่ชนชั้นกลางขึ้นไป) ยังเป็นคนที่ได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงหนักหน่วงและก่อนหน้าใครเพื่อนเสมอ คนมุมมืดหรือมนุษย์ล่องหนแบบพี่ฤทธิ์มีอยู่มากมายมหาศาลในสังคมทั่วไป ถ้าเพ่งมองดีๆ ละเอียดๆ

สภาพการเปลี่ยนแปลงจะด้วยจากสภาพเศรษฐกิจหรือเทคโนโลยีกระทบหรือกระทำคนมุมมืดและมนุษย์ล่องหนเหล่านี้อยู่เนืองๆ เป็นผลกระทบแบบเจ็บจริง สั่นสะเทือนจริง ทำให้ชีวิต (ที่แม้จะซ้ำซาก) ต้องแหว่งวิ่น กระทั่งชีวิตเศร้าแบบซ้ำซากก็ยังมิอาจรักษาไว้ได้ มันโศกสลดเป็นทวีคูณก็ตรงนี้ สำหรับพี่ฤทธิ์ เขาต้องจมกับอดีตที่เป็นอดีตไปแล้ว อดีตที่ไม่มีทางกลับมาเป็นปัจจุบันได้อีก ไม่ต้องพูดถึงอนาคต สำหรับคนที่ใช้ชีวิตวนเวียนอยู่ในกับดักแห่งอดีต เมื่อกับดักที่กักขังนั้นสลายไปตามเงื่อนไขของกาลเวลา (แม้ว่าตัวเองจะไม่อยากเลือก เพราะโอเคแล้วกับชีวิตพอเพียงภายใต้กับดักประจำวัน) ก็ใช่ว่าจะเป็นอิสระเสรี เพราะยังถูกกับดักกักขังที่ใหญ่กว่าอีกหลายเท่าครอบอยู่อีก(หลาย)ชั้น แล้วคนแบบพี่ฤทธิ์จะอยู่กับปัจจุบันและเดินหน้าต่อในอนาคตอย่างไร เมื่อถูกผลักออกจากพื้นที่ที่ตนคิดว่าปลอดภัย

ยิ่งคนมุมมืดและมนุษย์ล่องหนเหล่านี้อยู่ในสังคมที่ไร้โอกาสและไร้ทางเลือกสำหรับพวกเขา อยู่ในโครงสร้างที่ไม่เอื้ออำนวยให้เขาพัฒนาศักยภาพตัวเองได้ และไม่มีตาข่ายรองรับผู้ร่วงหล่น เมื่อถูกกระทบและกระทำ ชีวิตสั่นสะเทือน หลายคนไม่มีทางเลือกอื่น ไม่สามารถหางานใหม่ได้ ทำอะไรกับชีวิตไม่ได้หรือได้ยากเพราะถูกพันธนาการจากอีกสารพัดกับดักที่ใหญ่เกินตัว สิ่งหนึ่งที่ทำได้คือ “กลับบ้าน”

แต่ “บ้าน” ที่ห่างหายไปนาน เป็นที่รองรับคนมุมมืดและมนุษย์ล่องหนเหล่านี้ได้จริงหรือ ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 หลายคนบอกว่าประเทศไทยโชคดีที่มีภาคชนบทช่วยดูดซับความทุกข์ยากของคนที่เข้ามาทำงานในเมือง คนตกงานจากวิกฤตกลับไปซบอกบ้านนอกที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยฐานทรัพยากรและชุมชนที่พร้อมโอบอุ้ม

สำหรับคนมุมมืดและมนุษย์ล่องหนที่ถูกกระทบและถูกกระทำเหล่านั้น อารมณ์โรแมนติกจากสายตาของ “คนนอก” ข้างต้นช่วยเติมเต็มความแหว่งวิ่นในใจของพวกเขาได้แค่ไหน อาจทำให้อยู่ได้กินได้ แต่จิตใจละ หนังเรื่องนี้เล่าอารมณ์ส่วนขยายได้ลึกซึ้งจากมุมมองของ “คนใน” ที่เราไม่ได้เห็น/อ่าน/รู้สึกกันจากบทความหรืองานวิจัยด้านเศรษฐกิจใดๆ (งานสายนั้น เขาเห็น/อ่าน/รู้สึกถึง “คน” กันเสียที่ไหนละ)

มิพักต้องคิดต่อว่าพลังของ “บ้าน” หรือ “ชนบท” ในการเยียวยาและโอบอุ้มชีวิตและจิตใจของผู้คนใน พ.ศ. นี้ เทียบกับ พ.ศ. นั้น ต่างกันเพียงไร เพื่อนคนหนึ่งบอกว่าดูหนังเรื่องนี้แล้วนึกถึงบทความของ อ.นิธิ ที่บอกทำนองว่า ทางเลือกในชีวิตของคนมุมมืดและมนุษย์ล่องหนในเมืองที่ตกเป็นเหยื่อของการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันยิ่งมืดบอดและตีบตัน ต่อให้กลับ “บ้าน” ในชนบทตอนนี้ ก็แทบไม่เหลืออะไรที่ช่วยโอบอุ้มพวกเขาได้ สถานการณ์ยิ่งหนักหนาสาหัสกว่าสมัยวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 ที่อาจยังพอให้อยู่ได้กินได้ แม้จะสูญเสียทางจิตวิญญาณก็ตาม

สำหรับคนอย่างพี่ฤทธิ์ ต่อให้เกิด-ตายไปอีกกี่ภพกี่ชาติในระดับเซลหรือจักรวาล ตราบที่โครงสร้างเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ยังเป็นเช่นที่เป็นอยู่ ชีวิตก็เป็นอนิจจังภายใต้กระแสทุกข์ที่กฎแห่งกรรมส่วนตัวไม่ทำงาน แต่ถูกกฎแห่งกรรมรวมหมู่ของสังคม (ที่ตนไม่ได้มีโอกาสได้ร่วมก่อกับเขาหรอก เช่น วิกฤตเศรษฐกิจ 2540) หรือกฎแห่งกรรมที่รัฐยัดเยียดให้ (การถูกทำให้จนโดยรัฐ) กดทับเหยียบย่ำ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่นั่นเอง …

Print Friendly