สงครามอันศักดิ์สิทธิ์  ในห้วงยามแห่งวิกฤต

– 1 –

 

12 เมษายน 1899, ณ ไร่แห่งหนึ่ง ในเมืองโคเวตา มลรัฐจอร์เจีย

ทั้งคู่โต้เถียงกันอย่างรุนแรง

แครนฟอร์ดบันดาลโทสะ เอื้อมมือหยิบปืนพร้อมขู่เอาชีวิต ด้านโฮส หันไปคว้าขวานที่วางอยู่ใกล้ตัว

ไม่กี่นาทีจากนั้น แครนฟอร์ดนอนจมบนกองเลือด ขวานในมือโฮสเมื่อนาทีก่อนปักแน่นอยู่บนร่างไร้ลมหายใจของแครนฟอร์ด ส่วนร่างของโฮสหายไปจากไร่แห่งนั้น

วันรุ่งขึ้น หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในจอร์เจียพาดหัวใหญ่รายงานข่าวว่า แซม โฮส ไอ้มืดอำมหิตวัย 21 ปี สังหารโหด อัลเฟรด แครนฟอร์ด เจ้านายผิวขาวของตัวเอง แล้วกระชากเด็กทารกจากอ้อมอกของนายหญิง เขวี้ยงลงพื้นจนบาดเจ็บและตาบอดไปข้างหนึ่ง จากนั้นจึงลงมือข่มขืนเมียสาวของแครนฟอร์ดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ข่าวรายงานต่อไปว่า ก่อนหนีออกจากไร่พร้อมขโมยทรัพย์สมบัติจำนวนหนึ่ง โฮสยังหล่นคำพูดท้าทายด้วยว่า “ตอนนี้กูเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว หากแน่จริง ให้มาตามฆ่ากู” 

ไม่เพียงบอกเล่าเหตุการณ์ หากหนังสือพิมพ์ยังพิพากษาประกาศโทษตายให้สาสมกับความใจโฉด ถูกจับได้เมื่อไหร่ ต้องถูกรุมประชาทัณฑ์ เผาทิ้งทั้งเป็น

อัลเลน แคนดเลอร์ ผู้ว่าการมลรัฐจอร์เจียประกาศตั้งค่าหัวของโฮส 500 เหรียญ ขณะที่ทางการเมืองโคเวตาและเมืองพาลเมตโตประกาศสมทบเงินค่าหัวอีกเมืองละ 250 เหรียญ

 

– 2 –

 

หลังสิ้นสุดสงครามกลางเมืองระหว่างฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ ซึ่งกินเวลายาวนานกว่า 5 ปี ตั้งแต่ปี 1861 ถึง 1865 และคร่าชีวิตชาวอเมริกันร่วมหกแสนคน ทาสผิวดำก็ได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสรชนตามกฎหมาย สหรัฐอเมริกาเข้าสู่ยุคแห่งการฟื้นฟูหลังสงคราม

แม้ในโลกแห่งกฎหมาย ทาสผิวดำจะเปลี่ยนสถานะจากทรัพย์สินของนายทาสผิวขาวมาเป็นพลเมืองโดยสมบูรณ์ และรัฐธรรมนูญรับรองสิทธิในการเลือกตั้ง แต่ในโลกแห่งความจริง สิทธิ เสรีภาพ และความเป็นพลเมือง ที่เท่าเทียมกับคนผิวขาว ยังคงเป็นเพียง ‘ความฝัน’ ซึ่งต้องต่อสู้ฝ่าฟันให้กลายเป็นจริงยาวนานอีกนับร้อยปี

แม้ระบบทาสจะล่มสลายไปแล้วก็ตาม แต่พลเมืองผิวดำทางใต้ยังคงถูกคนขาวกดขี่รังแก ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ทั้งโดยวิถีทางตามกฎหมายและนอกกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อนักการเมืองฝ่าย ‘ขาวจัด’ เริ่มทยอยกลับมาครองอำนาจในมลรัฐต่างๆ อีกครั้ง และสามารถยึดกุมอำนาจทั่วภาคใต้ได้อย่างสมบูรณ์ในปี 1877

รากฐานเชิงอุดมการณ์ของฝ่ายอนุรักษ์นิยม ‘ขาวจัด’ ทางใต้ สะท้อนให้เห็นผ่านถ้อยคำของ เบนจามิน ทิลล์แมน นักการเมืองคนสำคัญของภาคใต้ อดีตผู้ว่าการและวุฒิสมาชิกแห่งมลรัฐเซาท์แคโรไลนา ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 และต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งเคยกล่าวอภิปรายไว้ว่า

“พวกเรา – คนขาวชาวใต้ – ไม่เคยและไม่มีวันที่จะเคารพในสิทธิของนิโกรผิวดำ พวกเราไม่เคยเชื่อว่าคนดำเป็นคนที่เท่าเทียมคนขาว”

 

ครอบครัวของแซม โฮส ก็เผชิญประสบการณ์และชะตากรรมเฉกเช่นครอบครัวทาสกว่า 4 ล้านคนที่ได้รับอิสรภาพภายหลังสงครามกลางเมือง โฮสเกิดในครอบครัวของอดีตทาสผิวดำ มีฐานะยากจน อ่านเขียนไม่ได้ แม่เป็นคนป่วยจนเกือบพิการ ส่วนน้องชายก็ไม่ปกติ โฮสพยายามยกฐานะทางสังคมด้วยการเรียนหนังสือด้วยตัวเอง และอพยพมาทำงานที่เมืองโคเวตา ในมลรัฐจอร์เจีย โดยทำงานเป็นแรงงานรับจ้างที่ไร่ของคนผิวขาวนาม อัลเฟรด แครนฟอร์ด

วันฝันร้ายของโฮสและแครนฟอร์ดเริ่มต้นจากการที่โฮสขอเบิกเงินค่าแรงที่ค้างอยู่ และขอลางานกลับไปเยี่ยมอาการป่วยของแม่ที่มาร์แชลวิลล์ แครนฟอร์ดไม่ยอมจ่ายเงินและไม่ยอมให้หยุดงาน ทั้งคู่ทะเลาะกันอย่างรุนแรง ฉากการโต้เถียงระหว่างนายจ้างผิวขาวและลูกจ้างผิวดำเป็นฉากที่ยากจะพบเห็นในยุคของระบบทาส มิต้องพูดถึงว่า ในเวลานั้น คนผิวขาวก็ยังทำใจยอมรับไม่ได้กับอาการกระด่างกระเดื่องของคนผิวดำ

ฉากความขัดแย้งของแครนฟอร์ดและโฮสจบลง ด้วยชีวิตของแครนฟอร์ด  ในสายตาของคนผิวขาว มันคืออาชญากรรมขั้นร้ายแรงที่ชีวิตต้องแลกคืนด้วยชีวิต

 

– 3 –

 

23 เมษายน 1899, ณ บริเวณทางรถไฟ แถบนิวแนน มลรัฐจอร์เจีย

หลังจากปฏิบัติการไล่ล่าร่วม 10 วัน แซม โฮส ซึ่งหลบซ่อนตัวอยู่ที่บ้านแม่ ถูกจับกุมตัวโดย เจ.บี. และ เจ.แอล. โจนส์ เขาถูกตำรวจคุมตัวมายังนิวแนนโดยรถไฟ

เมื่อข่าวการจับกุมตัวโฮสแพร่สะพัด ผู้คนจากเมืองรอบข้างหลั่งไหลมาร่วมเป็นสักขีพยานในการพิพากษาและลงทัณฑ์โฮสร่วม 4,000 คน จนถึงกับต้องใช้รถไฟขบวนพิเศษ 1 ขบวน และขบวนปกติ 2 ขบวนในการขนคน

รถไฟมาถึงนิวแนนในเวลา 14.30 น. ฝูงชนผิวขาวโห่ร้องต้อนรับโฮสอย่างบ้าคลั่ง มันคือการต้อนรับด้วยความคับแค้นโกรธเกลียดอย่างที่สุด ความคับแค้นที่กระหายการลงโทษอย่างยุติธรรม … ไม่ใช่ด้วยกฎหมาย แต่ด้วยหมัดและตีน

วิลเลียม เยตส์ แอตกินสัน อดีตผู้ว่าการมลรัฐ และท่านผู้พิพากษาอัลแวน ฟรีแมน พยายามปราศรัยกับฝูงชนให้อยู่ในความสงบ และให้นำตัวโฮสไปดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม ในนามของกฎหมาย

ไม่ใช่แค่เมื่อเสียงปืนดังขึ้นเท่านั้น แต่บางครั้ง เมื่อเสียงของประชาชนดังกังวาน กฎหมายอาจเงียบเสียงลงด้วยเช่นกัน ไม่มีใครใส่ใจคำวิงวอนของแอตกินสันและฟรีแมน ฝูงชนนับพันแย่งชิงตัวโฮส ทำร้ายร่างกาย และพาเดินขึ้นไปทางเหนือโดยมีจุดหมายปลายทางที่ไร่ของแครนฟอร์ด พลางโห่ร้องตะโกนให้ลงโทษอย่างสาสมเพื่อปกป้องเหล่าผู้หญิงใต้จากความรุนแรง – ด้วยความรุนแรง

สถานการณ์เต็มไปด้วยความโกลาหล ยังไม่ถึงพื้นที่ไร่ ร่างของแซม โฮส ก็ถูกถอดเสื้อผ้าออกจนหมด ผูกไว้กับต้นไม้ แล้วชโลมร่างด้วยน้ำมัน ก่อนจุดไฟเผาทั้งเป็น โดยมีคนร่วมสองพันคนเป็นสักขีพยาน

เหล่าคนขาวตัดหู นิ้วมือ และอวัยวะเพศ เลาะผิวหน้าออก บางคนก็เอามีดแทงซ้ำ แล้วร่วมเฝ้ามองร่างกายของโฮสถูกเผาทั้งเป็นอย่างสงบและสะใจ ท่ามกลางเสียงกรีดร้องโหยหวน และเนื้อตัวที่บิดไปมาตามแรงเพลิง

เสียงเดียวจากปากของโฮสคือ “โอ้พระเจ้า โอ้พระเยซูเจ้า …”

ไม่ทันที่ร่างไหม้เกรียมจะเย็นลง ผู้คนก็วิ่งเข้าไปแย่งชิ้นส่วนของอวัยวะภายในจากร่างของเขา  รวมถึงซากและเถ้ากระดูก เพื่อเก็บไว้เป็นของที่ระลึกสำหรับตัวเองและเพื่อนฝูงที่ไม่ได้มาร่วมพิธีกรรมนี้

มีรายงานว่า กระดูกชิ้นเล็ก ขายได้ 25 เซนต์ ส่วนชิ้นตับที่ถูกย่างเกรียมขายได้ 10 เซนต์ มีคนรีบวิ่งเอาชิ้นส่วนของหัวใจไปมอบให้ผู้ว่าการมลรัฐ ไม่นานอวัยวะหลายส่วนของโฮสถูกนำไปวางขายที่ร้านขายของชำในเมือง

ในชั่วขณะของสงครามศักดิ์สิทธิ์ในความคิดและจิตใจของคนผิวขาวหลายพันคนเหล่านี้ บ้างก็โห่ร้องด้วยความสาแก่ใจ บ้างเฝ้ามอง วางเฉย ดูโฮสค่อยๆ สลายจากโลกนี้ไปอย่างช้าๆ เป็นชิ้นๆ

สำหรับชาวจอร์เจีย ผู้ลงประชาทัณฑ์ในวันนั้น ไม่ว่าจะลงมือหรือเฝ้ามอง โฮสไม่อยู่ในฐานะเพื่อนมนุษย์ หากคือปีศาจร้าย ปีศาจในนามแห่งความเกลียด ความเคียดแค้น ปีศาจต่างสีผิว ปีศาจต่างฐานะ ปีศาจต่างสถานะ และปีศาจต่างอุดมการณ์ความเชื่อ

ศาลเตี้ยภาคประชาชนตัดสินเขาแล้วว่าคือปีศาจร้าย และโทษของปีศาจร้ายคือโทษตาย

ทางการแห่งรัฐขาวชี้แจงแก้เกี้ยวในภายหลังว่า พยายามอย่างดีที่สุดแล้วในการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุรุนแรง  อัลเลน แคนดเลอร์ ผู้ว่าการมลรัฐออกมาให้สัมภาษณ์ว่า

“มันเป็นเรื่องโชคร้าย พวกเขา (คนผิวดำ) ต้องเรียนรู้ที่จะมองเหรียญทั้งสองด้าน ผมต้องการปกป้องสิทธิทางกฎหมายของพวกเขา รวมทั้งปกป้องพวกเขาจากความรุนแรง … แต่พวกเขาก็ต้องตระหนักด้วยว่า เพื่อจะได้รับการปกป้องนั้น พวกเขาต้องแสดงให้เห็นความเต็มใจที่จะปกป้องชุมชนจากพวกคนผิวดำไร้กฎหมาย ซึ่งมีเชื้อชาติเดียวกับพวกเขา นิโกรที่ดีและเคารพกฎหมายต้องแยกตัวเองจากพวกอาชญากรไร้กฎหมาย … ด้วยวิธีนี้ พวกเขาจึงจะสามารถปกป้องตัวเองได้ดีขึ้นกว่าการพึ่งศาลและลูกขุน เพื่อให้คนผิวดำได้รับการปกป้องจากพวกคนผิวขาวไร้กฎหมาย คนผิวดำต้องแสดงให้เห็นว่าพวกเขาปกป้องคนผิวขาวจากพวกคนผิวดำไร้กฎหมายเช่นกัน”

 

– 4 –

 

หลังจากนั้นเหตุการณ์ประชาทัณฑ์สังหารโหดผ่านไปไม่นาน กลุ่มสื่อสารมวลชนและนักเคลื่อนไหวทางสังคมในชิคาโกจ้างนักสืบเพื่อสืบสวนหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีนี้

บันทึกของหลุยส์ พี เล วิน นักสืบที่ได้รับการว่าจ้าง ซึ่งถูกตีพิมพ์ในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน รายงานว่า โฮสไม่ได้กระทำผิดจริงตามข้อกล่าวหา เขาเพียงแต่ต่อสู้เพื่อป้องกันตัวเองจากเจ้านายผิวขาว นอกจากนั้น โฮสไม่ได้ข่มขืนนายหญิงแต่อย่างใด ข้อกล่าวหาดังกล่าวถูกใส่สีตีข่าวโดยหนังสือพิมพ์ เพื่อสร้างภาพปีศาจร้ายให้คู่ควรกับการถูกรุมประชาทัณฑ์เท่านั้น

บันทึกดังกล่าวสอดคล้องกับคำสารภาพของภรรยาของแครนฟอร์ด ซึ่งนักประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า โฮสพยายามต่อสู้เพื่อปกป้องตัวเองเท่านั้น และไม่ได้เหยียบเท้าเข้ามาในบ้านของเขาเลย

โฮสถูกตัดสินเผาทั้งเป็นอย่างเหี้ยมโหดในนามของความถูกต้องในสายตาของฝูงชนผิวขาว ทั้งที่ในคดีของโฮส ไม่มีการสืบสวนสอบสวนโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่มีการสำรวจพื้นที่เกิดเหตุ ไม่มีการรวบรวมพยานหลักฐาน และไม่มีการสอบปากคำและตรวจร่างกายของนายหญิงแต่อย่างใด ทั้งที่ในสายตาของผู้คนและนักประวัติศาสตร์จำนวนหนึ่ง โฮสไม่มีความผิดฐานเจตนาฆ่า และเขาไม่เคยได้รับสิทธิภายใต้หลักการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมและหลักการว่าด้วยกระบวนการทางกฎหมายที่ดี

งานศึกษาเชิงประวัติศาสตร์ชี้ว่า ในช่วงปี 1860 ถึง 1890 มีคนผิวดำเสียชีวิตจำนวนถึง 5,000 คน จากการถูกประชาทัณฑ์โดยการแขวนคอเผาไฟ โดยมีคนขาวเป็นอาชญากรที่รอดพ้นจากการถูกลงโทษตามกฎหมาย

ตอนจบของบันทึกของเล วิน เขียนทิ้งท้ายว่า “เขาออกจากจอร์เจียกลับบ้านโดยเชื่ออย่างฝังใจว่า ชีวิตของนิโกรในจอร์เจียช่างมีราคาถูกเสียจริง”

– 5 –

 

เรื่องราวของแซม โฮส เป็นหนึ่งในเรื่องราวทำนองเดียวกันมากมายในหน้าประวัติศาสตร์โลก ซึ่งผู้คนมักจะหลอกตัวเองว่าได้เรียนรู้จากมันแล้ว ทั้งที่จริง อาจไม่ และเอาเข้าจริง ก็ข่มชนะใจตัวเองไม่ได้

ในนามแห่งความโกรธ ความเกลียด ความคับแค้น ความรุนแรง ความลุ่มหลง ความหยามเหยียด ความยึดมั่นถือมั่น และอคติ เป็นการง่ายมากที่มนุษย์จะถูกชักจูงเข้าสู่ ‘โลกมืด’ และตกอยู่ในกับดักแห่งอวิชชา

ในกับดักนั้น ในเวลานั้น ในห้วงอารมณ์นั้น น้อยยิ่งกว่าน้อย ที่คนจะมองเห็นตัวเอง

แทบทุกคนต่างคิดว่ากำลังสู้รบอยู่ในสงครามศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งตนเป็นนักรบแห่งความถูกต้อง ความดี ความงาม ความจริง

ในห้วงยามแห่งวิกฤต สังคมต้องการ ‘สติ’ และ ‘ปัญญา’

เพื่อทลายโซ่ตรวนแห่งการผูกขาดความดี ความจริง และความจริง ไว้กับตนเพียงฝ่ายเดียว

เพื่อยุติการด่วนตัดสินพิพากษาผู้อื่นกลุ่มอื่นอย่างไม่เป็นธรรม ด้วยตาชั่งที่สร้างขึ้นจากอัตตาและอคติของตน ตรงกันข้าม ควรพยายามเข้าใจคนอื่น มีเมตตาต่อคนอื่น และเคารพในความแตกต่างหลากหลายหลากสีสัน

และเพื่อคิดหาทางออกจาก ‘กรรมรวมหมู่’ ของสังคมร่วมกัน ภายใต้หลัก ‘คนเราเท่ากัน’ ในกระบวนการที่มีความยุติธรรม เป็นประชาธิปไตย เชื่อในความเท่าเทียม และยึดมั่นในสันติประชาธรรม

กระนั้น ‘สติ’ และ ‘ปัญญา’ กลับกลายเป็นของหายากในห้วงยามแห่งวิกฤต แม้ว่าจะอยู่ใกล้ตัวใกล้ใจเรามากที่สุด

นั่นก็เพราะ กว่าจะได้มันมา ต้องผ่านสมรภูมิที่ยากลำบากที่สุด นั่นคือ สงครามศักดิ์สิทธิ์ในใจของตัวเอง … กับตัวเอง

 

ตีพิมพ์: October No.8 (openbooks, 2553)

 

Print Friendly