:: 2558 :: บุคคลแห่งปี ::

7river

ภาพนี้เป็นภาพแห่งปีของผมครับ

ถ้าผมจำไม่ผิด ภาพนี้ถ่ายโดยนักศึกษาฝึกงานของประชาไท ที่ออฟฟิศประชาไท ช่วงเดือนกันยายน 2558 ในภาพประกอบด้วย “คนทำงาน” สังกัดประชาไท, way, ป่าสาละ, iLaw, Thai Netizen Network, openworlds และ The 101%

มองดูภาพนี้ทีไร มันรู้สึกสัมผัสถึง “พลังงาน” บางอย่างอัดแน่นอยู่ในนั้น

ปีที่ผ่านมาเจ็ดองค์กรที่กล่าวถึงข้างต้นนัดรวมตัวสังสรรค์กัน 2 ครั้ง ต้นปีครั้งหนึ่ง ปลายปีครั้งหนึ่ง เราเรียกชื่อเล่นของงานสังสรรค์ว่า “แม่น้ำเจ็ดสาย” เลียนแบบแม่น้ำห้าสายของท่านผู้นำ ต่างกันตรงแม่น้ำเจ็ดสายเป็นการรวมกลุ่มของคนไร้อำนาจที่พยายามปฏิรูปสังคมไทยในแบบของเขาเอง จุดร่วมที่เหมือนกันน่าจะเป็นความเชื่อมั่นในพลังของสามัญชนคนธรรมดา พลังความรู้ ประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ การมีส่วนร่วมของประชาชน สื่อเสรี พื้นที่สาธารณะ ความยุติธรรม ความเท่าเทียม และความยั่งยืน

เป้าหมายของ “แม่น้ำเจ็ดสาย” มิใช่การรวมตัวกันเพื่อทำกิจกรรมเคลื่อนไหวทางสังคม เราเพียงแค่อยากให้ “คนทำงาน” ในองค์กรต่างๆ ได้มีโอกาสพบปะ-แลกเปลี่ยน-เรียนรู้-สังสรรค์กันอย่างสม่ำเสมอและไม่เป็นทางการ สร้างพื้นที่เรียนรู้ระหว่างกัน รู้ว่าใครกำลังลงแรงทำงานอะไรอยู่ ทำกันอย่างไร เหนื่อยยากขนาดไหน ได้บทเรียนอะไรบ้าง ช่วยเหลือหรือทำอะไรร่วมกันได้บ้าง เห็นวัฒนธรรมการทำงานใหม่ๆ และวิพากษ์วิจารณ์หรือให้คำแนะนำเกี่ยวกับผลงานของกันและกัน

แค่อยากให้ “คนทำงาน” เพื่อสังคมไม่รู้สึกเปลี่ยวเหงาจนเกินไป ได้มีโอกาสเจอผู้คนหลากหลาย (ผู้ล้วนแปลกประหลาด ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง – ฮา) ซึ่งก้าวเดินอยู่บนเส้นทางเดียวกันหรือบนเส้นทางที่ไม่ไกลกันมากนัก

งานเลี้ยงแต่ละครั้งคล้ายจะเป็นการ “บำบัดหมู่” วางโลกซึมเศร้าทิ้งลงชั่วขณะ มาทำกิจกรรมร่วมกัน ตั้งแต่กินดื่ม เล่นดนตรี เล่นตลก เล่นเกม (โดยเฉพาะเกมหมาป่า!) พูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลและความเห็นถึงหนทางข้างหน้ากันแบบคนเข้าใจกัน

เรียกว่ามาเติมพลังให้กันและกันก็คงไม่ผิดนัก

สำหรับผม องค์กรและเพื่อนฝูงเหล่านี้เป็นกลุ่มที่ผมนับถือ ชื่นชม และยกไว้เป็นแบบอย่างในการทำงานอยู่เสมอ ยิ่งในสภาพบ้านเมืองที่ไร้สันติประชาธรรมดังทุกวันนี้ หากจะเลือก “บุคคลแห่งปี” ในปี 2558 ที่ผ่านมา ผมไม่ลังเลเลยที่จะมอบรางวัลให้มิตรสหายในองค์กรเหล่านี้

ต้นปี 2558 ประชาไทจัดงานฉลองครบรอบ 10 ปี สิบปีของประชาไทเป็นสิบปีแห่งความเป็นสื่อเสรี ผู้บันทึกประวัติศาสตร์ของวิกฤตเปลี่ยนผ่านของสังคมไทยครั้งนี้ตั้งแต่ต้น เป็นโอเอซิสแห่งประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพ เป็นสื่อมวลชนมืออาชีพที่ยึดหลักวิชาชีพหนักแน่นมั่นคงและเปี่ยมด้วยความกล้าหาญทางจริยธรรม เป็นพื้นที่ทางปัญญาที่เปิดกว้างและสร้างนักคิดนักเขียนผู้สนใจการบ้านการเมืองรุ่นใหม่ๆ มากมาย ในช่วงปีที่ผ่านมา แม้สถานการณ์จะยากลำบากเพียงใด ประชาไทก็ยังคงปฏิบัติภารกิจสำคัญข้างต้นอย่างสมมาตรฐานและคงเส้นคงวามาโดยตลอด (ชมคลิปบางส่วนของงานเสวนา 10 ปี ประชาไทที่ผมไปร่วมดำเนินรายการได้ ที่นี่)

ปลายปี 2558 way จัดงานฉลองครบรอบ 9 ปี ก้าวสู่ปีที่ 10 ผมรักและเคารพ way และทีมงาน way ทุกคนมาก ทั้งในแง่ตัวตนและผลงาน ดังที่ได้พูดและเขียนสำหรับงานเสวนา WAY, WALK ON ไว้แล้ว ขอไม่กล่าวซ้ำในที่นี้ เพราะจะเป็นการฟุ่มเฟือยถ้อยคำเกินไป (ฮา) ชวนให้ไปอ่านกัน ที่นี่ 

นอกจากพี่ใหญ่อายุหนึ่งทศวรรษทั้งสองแล้ว สถานการณ์บ้านเมืองยังทำให้อีกสององค์กรใน “แม่น้ำเจ็ดสาย” โดดเด่นมากในปีที่ผ่านมา

การต่อสู้คัดค้านชุดกฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัลและการคุกคามสิทธิเสรีภาพในโลกออนไลน์ของเหล่าพลเมืองเน็ตอย่างเราๆ ท่านๆ ทำให้เครือข่ายพลเมืองเน็ตหรือ Thai Netizen Network (เน็ตติเซ่น) ต้องทำงานกันอย่างหนัก ผมคิดว่าเน็ตติเซ่นช่วยสังคมไทยไว้มากมายเหลือเกินในปีที่ผ่านมา แม้จะมีกำลังคนจำกัดมาก (คนทำงานประจำแค่ 3 คน) แต่การเคลื่อนไหวบนฐานของข้อมูลและความรู้ที่แม่นยำทั้งทางเทคโนโลยีและทางกฎหมาย ทำให้เสียงของเน็ตติเซ่นเป็นเสียงที่ประชาชน สื่อมวลชน และหน่วยงานรัฐต้องให้ความสนใจและรับฟังเสมอ จนผลสุดท้ายรัฐบาลทหารต้องถอนร่างชุดกฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัลไป

เน็ตติเซ่นยังทำงานด้านการให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโลกดิจิทัลซึ่งสังคมไทยขาดแคลนมาก, ช่วย shape ประเด็นถกเถียงเกี่ยวกับโลกอินเทอร์เน็ตในสังคมว่า อะไรคือคำถามที่ถูก หลักการของประเด็นปัญหาแต่ละเรื่องคืออะไร และทำให้เราเห็นความเชื่อมโยงระหว่างเทคโนโลยีสารสนเทศกับมิติการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม

ในโลกอนาคต องค์กรอย่างเน็ตติเซ่นจะยิ่งมีบทบาทสำคัญมาก เพราะมีประเด็นใหม่ๆ ให้ต้องถกเถียงหาจุดลงตัวกันมากมาย เน็ตติเซ่นจะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการถกเถียงเหล่านั้น ขนาดทำงานกันภายใต้ความจำกัดสารพัดด้านยังสร้างผลกระทบทางสังคมได้ขนาดนี้ ถ้าออกแบบการทำงานกันดีๆ และมีทรัพยากรมากขึ้นทั้งคนและเงินทุน จะยิ่งสร้างประโยชน์ได้มากขึ้นอีกขนาดไหน เช่นนี้แล้ว จึงอยากชวนคิดระบบบริหารจัดการ การขยายเครือข่าย และชวนสนับสนุนเน็ตติเซ่นกันให้มากๆ ครับ

หันกลับมาอีกด้านหนึ่ง กระบวนการอยุติธรรมไทยทำให้บทบาทของ iLaw โดดเด่นอย่างยิ่งในปีที่ผ่านมา ผมนับถือทีม iLaw เป็นพิเศษเพราะทีมงานต่างอยู่ในวัยหนุ่มสาวห้าวเป้ง พลังเยอะจริงๆ และทำงานภายใต้โจทย์ที่ยากมากๆ แต่ทำออกมาได้น่าชื่นชม และพร้อมเรียนรู้ปรับตัวตลอดเวลา iLaw เปิดประเด็นคมๆ ไว้หลายประเด็นในปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เรื่องมาตรา 44, การพิจารณาคดีในศาลทหาร, สิทธิของประชาชนในกระบวนการยุติธรรม และสภาพชีวิตในคุก

ผมชอบชุดงานเกี่ยวกับนักโทษการเมืองที่ iLaw ทำมาตลอดตั้งแต่หลังรัฐประหารเรื่อยมา (งานของประชาไทในเรื่องนี้ก็ดีมากเช่นกัน) นอกจากตั้งคำถามจากมุมกฎหมายและประสบการณ์จากการสังเกตการณ์กระบวนการพิจารณาคดี (ซึ่งต้องใช้พลังและเวลามหาศาล) แล้ว งานของ iLaw ยังชี้ให้เห็นมิติของชีวิตของนักโทษการเมือง เห็นความเป็นมนุษย์ เห็นความทุกข์ยากของผู้คนในครอบครัว เห็นสารพัดความไม่มีเหตุมีผลที่แวดล้อมคดีการเมืองหลายคดี จนสร้างแรงสั่นสะเทือนในระดับสามัญสำนึก

งานอีกขาหนึ่งของ iLaw ก็เป็นประโยชน์มากเช่นกัน คือการติดตามกระบวนการออกกฎหมายของ สนช. (เช่น พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ) ข้อเสนอการปฏิรูปของ สปช. และการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ประชาชนทั่วไปมีส่วนร่วมอย่างจำกัด นอกจากนั้น iLaw ยังตามติดประเด็นเรื่องสิทธิเสรีภาพการแสดงออกและการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างสม่ำเสมอ เช่น การเปิดเว็บประชามติให้ประชาชนทั่วไปแสดงความเห็นเรื่องร่างรัฐธรรมนูญและประเด็นเชิงสังคมต่างๆ สกู๊ปและบทสัมภาษณ์เปิดตัวตนของกลุ่มดาวดิน ซึ่งทำให้เรารู้จักพวกเขามากขึ้น จนอดเอาใจช่วยพวกเขาและเพื่อนไม่ได้

ผมอยากให้กำลังใจทีมงานหนุ่มสาวของ iLaw ให้มีเรี่ยวแรงทำงานเหนื่อยๆ ยากๆ นี้ต่อไปนะครับ ความท้าทายต่อไปน่าจะเป็นการลองคิดหาวิธีเผยแพร่องค์ความรู้หรือประสบการณ์ตรงที่ได้สัมผัสพบเห็นออกไปสู่สาธารณะในแบบปล่อยหมัดให้หนักและน็อคยิ่งขึ้น บางทีรู้สึกเสียดายของดีที่มีเก็บไว้มาก มันจมไปหน่อย ผมยังเชื่อมั่นว่าทีมงานจะสามารถปรับการสื่อสารออกมาให้มีพลังและกว้างขวางได้มากกว่าที่เป็นอยู่

ภายใต้ระบอบเผด็จการอำนาจนิยมที่กดทับสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก เรายังเห็นคนทำงาน “การเมืองภาคประชาชน” อีกหลายกลุ่มหลายองค์กรยังพยายามต่อสู้ในสิ่งที่ตนเชื่อและในประเด็นที่ตนสนใจ ท่ามกลางข้อจำกัดและความเสี่ยงนานัปประการ นอกจากมิตรสหายในกลุ่ม “แม่น้ำเจ็ดสาย” ที่กล่าวถึงไปแล้ว ยังมีอีกหลายกลุ่มที่คู่ควรกับตำแหน่ง “บุคคลแห่งปี” เช่นกันครับ

“บุคคลแห่งปี” อันหลากหลายเหล่านี้ เช่น กลุ่มประชาธิปไตยใหม่, กลุ่มดาวดิน, เครือข่ายคณาจารย์ผู้ห่วงใยศิษย์ที่ถูกคุมขัง ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง, กลุ่มพลเมืองโต้กลับ, กลุ่มพอกันที, มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน, กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท, กลุ่มภาคประชาชนที่เคลื่อนไหวเรื่องประเด็นฐานทรัพยากร เช่น เหมืองแร่ ที่ดิน เขื่อนปากมูล, เครือข่ายมักกะสัน, ทีม root garden ของ Oxfam, กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ, กลุ่มนักวิชาการและสถาปนิกในศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UDDC) ที่ครุ่นคิดและศึกษาเรื่องกรุงเทพ 250, ภาคีพัฒนาพื้นที่ริมน้ำเจ้าพระยา และกลุ่ม Friends of the River ที่ร่วมวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามต่อโครงการสร้างทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นต้น

คนทำงาน “การเมืองภาคประชาชน” ในภาวะบ้านเมืองไร้สันติประชาธรรมเหล่านี้ ช่วยย้ำเตือนพวกเราและเขย่ามโนสำนึก ด้วยการลงมือทำให้ดูเป็นตัวอย่างว่า ประเทศนี้ยังเป็นของเรา สิทธิ์และเสียงของสามัญชนคนธรรมดาอย่างพวกเราจำเป็นอย่างยิ่งต่อการปฏิรูปประเทศไทยบนวิถีประชาธิปไตย

แน่นอนว่ามันยาก มันไม่ใช่สงครามเบ็ดเสร็จเด็ดขาดม้วนเดียวจบ มันไม่ได้ชนะทุกครั้ง แต่ความหวังมันมีอยู่ ความสำเร็จมันก็มีให้ได้ชื่นชม ขยับเส้นได้ไม่น้อย ส่งผลยกระดับจิตสำนึกของผู้คนและสังคมได้เป็นระลอก แม้ว่าเส้นทางจะยังอีกยาวไกล แต่มันมีคนทำให้เราเห็น ออกเดินทางนำหน้าไปแล้ว กลุ่มคนเหล่านี้แหล่ะ คือ “บุคคลแห่งปี” คนที่พยายามดึงให้พวกเรากลับมาเชื่อมั่นอีกครั้ง ด้วยการเปลืองตัวลงแรงทำให้เห็นว่า ท้ายที่สุด อนาคตของสังคมไทยจะเป็นอย่างไร มันอยู่ในมือของพวกเรานี่แหล่ะ ไม่ใช่ใครอื่น

พร้อมกันหรือยัง?

Print Friendly