อ่าน แนวทางปฏิรูประบบการศึกษาไทย 5 ด้าน

รายงานวิจัยเรื่อง “การจัดทำยุทธศาสตร์การปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐานให้เกิดความรับผิดชอบ” ของ สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ และคณะ (2556) ชี้ว่า หัวใจสำคัญของการปฏิรูประบบการศึกษาอยู่ที่การสร้างระบบความรับผิดชอบ (accountability) เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาตามแนวคิดทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 โดยให้โรงเรียนมีความรับผิดชอบโดยตรงต่อผู้ปกครองและนักเรียนมากขึ้น โดยโรงเรียนควรเป็นหน่วยหลักในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา และมีอิสระในการบริหารจัดการ ทั้งนี้ ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการปฏิรูประบบการศึกษา 5 ด้านตามแนวทางดังกล่าว ได้แก่

(1) การปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอน    

รายงานวิจัยฉบับนี้เสนอว่า ให้ตั้งทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เป็นเป้าหมายหลัก แล้วออกแบบองค์ประกอบทั้งหมดของหลักสูตรแกนกลางให้ยึดโยงกับเป้าหมายในการพัฒนาทักษะ ความรู้ และคุณลักษณะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 โดยให้ความสำคัญกับความรู้เชิงบูรณาการ การฝึกฝนทักษะวิธีคิดวิเคราะห์ การไม่ยัดเยียดเนื้อหามากจนเกินไป แต่เน้นแนวคิดหลักและคำถามสำคัญของประเด็นศึกษา

นอกจากนั้น หลักสูตรควรมีความยืดหยุ่นโดยให้แต่ละโรงเรียนสามารถพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับบริบทของตนได้ ทั้งนี้ ควรมีการลดจำนวนชั่วโมงการเรียนในห้องเรียนตามแนวคิด “สอนให้น้อยลง เรียนรู้ให้มากขึ้น”  และเพิ่มการใช้วิธีการสอนที่หลากหลาย เหมาะกับการพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เช่น การเรียนรู้ผ่านโครงการและการแก้ปัญหา

(2) การปฏิรูประบบการวัดและประเมินผลการเรียน

ในระดับประเทศ ควรมีการปฏิรูประบบการทดสอบมาตรฐานในระดับประเทศ โดยปรับจากระบบ O-NET และอื่นๆ ในปัจจุบัน มาเป็นการทดสอบเพื่อวัดความรู้ความเข้าใจและทักษะ (literacy-based test) ซึ่งสามารถประยุกต์เนื้อหาเข้ากับโจทย์จริงในชีวิตประจำวันได้ นักเรียนต้องใช้ความเข้าใจและความสามารถในการประยุกต์เพื่อทำข้อสอบมากกว่าการใช้ความจำหรือการใช้เทคนิคการทำข้อสอบโดยปราศจากความเข้าใจที่แท้จริง และนำผลการทดสอบมาตรฐานระดับประเทศแบบใหม่นี้ไปสร้างความรับผิดชอบในระบบการศึกษา เช่น การประเมินผลงานของครู การประเมินสถานศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพและเข้าช่วยเหลือสถานศึกษาที่มีปัญหา และการประเมินผลและให้รางวัลแก่ผู้บริหารสถานศึกษา

นอกจากนั้น ควรจัดให้มีการปฏิรูประบบการจัดเก็บข้อมูลการสอบ การเปิดเผยและการรายงานผลการสอบและการวิเคราะห์ต่อสาธารณะ เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการกำหนดนโยบายของรัฐและการเลือกสถานศึกษาของผู้ปกครอง  เช่น การจัดเก็บข้อมูลตัวแปรด้านสภาพเศรษฐกิจและสังคมของนักเรียนและผู้ปกครอง รวมถึงข้อมูลของครูและโรงเรียนอย่างเป็นระบบ นอกเหนือไปจากคะแนนสอบของนักเรียนแต่ละคน

ส่วนในระดับโรงเรียน ควรมีวิธีการวัดและประเมินผลที่หลากหลาย ในทางที่ช่วยพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของนักเรียน เช่น การใช้ระบบแฟ้มงาน โครงงาน การสอบวัดความรู้ และการแก้ไขปัญหาชีวิตจริง เป็นต้น โดยการประเมินผลการเรียนในระดับโรงเรียนควรเป็นการประเมินผลเพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้และวิเคราะห์ผู้เรียน (formative assessment) ซึ่งเป็นการประเมินผลเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนตลอดเส้นทางการเรียนรู้

(3) การปฏิรูประบบการพัฒนาคุณภาพครู

ในส่วนของระบบการฝึกอบรมครู รัฐต้องปรับบทบาทจากผู้จัดหามาเป็นผู้กำกับดูแลคุณภาพและการจัดการความรู้ และปรับเปลี่ยนให้โรงเรียนเป็นหน่วยพัฒนาหลักแทนที่รัฐ โดยให้โรงเรียนได้รับการจัดสรรงบประมาณและมีอำนาจในการตัดสินใจเลือกหลักสูตรและผู้อบรมเองให้สอดคล้องต้องตามความต้องการและสภาพปัญหาที่ตนเผชิญ

นอกจากนั้น ระบบการฝึกอบรมครูต้องไม่ได้เป็นเพียงแค่การบรรยาย แต่ต้องให้ความสำคัญกับขั้นตอนการนำความรู้ไปสู่การปฏิบัติจริง การฝึกปฏิบัติ และการทบทวนและแลกเปลี่ยนเพื่อแก้ไขปัญหาจากการปฏิบัติ รวมถึงการสร้างระบบพัฒนาครูใหม่ โดยให้ครูวิทยฐานะสูงเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาครูใหม่ และการสนับสนุนให้เกิดระบบชุมชนเรียนรู้ทางวิชาการร่วมกัน (Professional Learning Community)

ในส่วนของการเลื่อนขั้นเงินเดือนและวิทยฐานะของครูนั้น ส่วนหนึ่งควรขึ้นอยู่กับพัฒนาการของผลการทดสอบมาตรฐานแบบใหม่ของนักเรียน เพื่อให้ครูมีความรับผิดชอบต่อการพัฒนาคุณภาพนักเรียนมากขึ้น เช่น ในการเลื่อนขั้นเงินเดือนครู อาจกำหนดให้พัฒนาการของผลการทดสอบมาตรฐานแบบใหม่ของนักเรียนมีสัดส่วนน้ำหนักประมาณร้อยละ 50 ควบคู่ไปกับการประเมินสมรรถนะการสอนของครูอีกร้อยละ 50 (ในปัจจุบัน การเลื่อนขั้นเงินเดือนครูไม่ปรากฏตัวชี้วัดด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนเลย ส่วนในการเลื่อนวิทยฐานะนั้น ผลการเรียนของนักเรียนมีน้ำหนักเพียงร้อยละ 10 ของคะแนนทั้งหมด โดยคะแนนผลสอบมาตรฐานของนักเรียนมีน้ำหนักเพียงร้อยละ 3.3 ของคะแนนทั้งหมดเท่านั้น)

(4) การประเมินคุณภาพสถานศึกษา

ระบบการประเมินคุณภาพสถานศึกษาควรได้รับการปฏิรูปโดยใช้การประเมินคุณภาพภายในของสถานศึกษาเป็นหน่วยหลักในการประเมินเพื่อพัฒนาคุณภาพ เพื่อสะท้อนให้เห็นจุดแข็งและจุดอ่อนของสถานศึกษาตามที่เป็นจริงแบบไม่มุ่งตัดสิน แต่เป็นการชี้ปัญหาเพื่อแก้ไขปรับปรุง ในการนี้ สถานศึกษาแต่ละแห่งควรให้น้ำหนักความสำคัญกับการประเมินคุณภาพภายในและการจัดทำรายงานประเมินคุณภาพตนเอง (Self-assessment report: SAR) และเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของโรงเรียนมีส่วนร่วม

นอกจากนี้ การประเมินคุณภาพภายในควรเน้นการประเมินกระบวนการเรียนการสอน คุณลักษณะของผู้เรียน เช่น ความเป็นพลเมือง รวมถึงการประเมินหน้าที่ด้านการสนับสนุนการศึกษาของโรงเรียน เช่น การพัฒนาชุมชน การสร้างระบบให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการโรงเรียน เป็นต้น

ส่วนระบบการประเมินคุณภาพสถานศึกษาภายนอกของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ที่เคยเป็น ‘พระเอก’ ควรถูกปรับให้เป็นเพียงหน่วยเสริม โดย สมศ.ควรปรับบทบาทมาเป็นหน่วยสนับสนุนด้านการจัดการและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการประเมินให้แก่โรงเรียน กำหนดกฎกติกาขั้นต่ำเท่าที่จำเป็นเพื่อกำกับคุณภาพของการประเมินคุณภาพภายในของโรงเรียน

นอกจากนี้ สมศ. ควรมุ่งเน้นบทบาทในการประเมินเพื่อสร้างความรับผิดชอบ โดยใช้การประเมินตามระดับปัญหา (risk-based inspection) เพื่อแยกโรงเรียนที่มีปัญหามาให้ความช่วยเหลือเพื่อพัฒนาคุณภาพ รวมถึงมีบทบาทในการประเมินเฉพาะเรื่อง (thematic inspection) โดยเลือกบางประเด็น เช่น การใช้เทคโนโลยีประกอบการเรียนการสอน หรือสุ่มประเมินในระดับพื้นที่หรือประเทศ เช่น โรงเรียนที่อยู่ในเขตพื้นที่ห่างไกลและขาดแคลนทรัพยากรทางการศึกษา เป็นต้น

(5) การปฏิรูประบบการเงินเพื่อการศึกษา

รายงานวิจัยฉบับนี้พบว่า ปัญหาด้านการเงินในระบบการศึกษาในปัจจุบันคือ งบประมาณส่วนใหญ่จ่ายไปยังฝั่งอุปทาน (สถานศึกษา) มากกว่าด้านอุปสงค์ (งบอุดหนุนรายหัว) ซึ่งไม่เอื้อต่อการสร้างความรับผิดชอบ และโรงเรียนรัฐได้รับเงินอุดหนุนต่อหัวมากกว่าโรงเรียนเอกชนเป็นเท่าตัว อีกทั้งเงินอุดหนุนดังกล่าวก็ไม่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียนในเขตร่ำรวยและยากจนเท่าที่ควร

ข้อเสนอคือระบบการเงินเพื่อการศึกษาควรมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างความรับผิดชอบและลดความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่ควบคู่กันไป ผ่านสูตรการจัดสรรงบประมาณของรัฐที่คำนึงถึงสภาพเศรษฐกิจและสังคมในแต่ละพื้นที่ที่แตกต่างกัน และให้งบประมาณอย่างเพียงพอต่อการพัฒนานักเรียนให้ข้ามผ่านมาตรฐานขั้นต่ำตามที่กำหนดเป็นเป้าหมายไว้ได้

ตัวอย่างของวิธีการจัดสรรเงินอุดหนุนตามแนวทางสร้างความรับผิดชอบและลดความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่ เช่น ให้มีการกำหนดเป้าหมายคะแนนการทดสอบมาตรฐานขั้นต่ำของนักเรียนที่ต้องการ และจัดสรรเงินอุดหนุนจำนวนมากกว่าให้แก่โรงเรียนในเขตพื้นที่ด้อยโอกาส เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากร จากนั้น จึงมีการนำข้อมูลผลการทดสอบมาตรฐานระดับประเทศแบบใหม่ของนักเรียนที่เกิดขึ้นจริงมาเทียบกับคะแนนเป้าหมายที่กำหนดไว้ในตอนต้นเพื่อประเมินผลการทำงานของผู้บริหาร และให้รางวัลในกรณีที่ผู้บริหารสามารถดำเนินงานได้ตามเป้าหมาย

ควรกล่าวด้วยว่า รายงานวิจัยฉบับนี้ค้นพบข้อมูลเชิงประจักษ์ที่น่าสนใจว่า แม้ที่ผ่านมา งบการใช้จ่ายด้านการศึกษาต่อหัวของภาครัฐจะมีลักษณะก้าวหน้าอยู่แล้ว คือ เด็กฐานะไม่ดีได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐมากกว่าเด็กฐานะดีกว่า แต่หากต้องการให้นักเรียนบรรลุผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่ดีขึ้น รัฐจำเป็นต้องจัดสรรเงินรายจ่ายเพื่อการศึกษาให้มีลักษณะที่ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้นอีก

นอกจากนี้ ในระยะยาว รัฐควรปรับเปลี่ยนระบบการเงินเพื่อการศึกษาไปสู่ระบบการเงินด้านอุปสงค์ให้มากขึ้นผ่านสูตรจัดสรรเงินอุดหนุนรายหัวที่คำนึงถึงความเป็นธรรม สิทธิในการเลือกสถานศึกษาของผู้ปกครองและนักเรียน และแรงกดดันให้เกิดการแข่งขันเพื่อพัฒนาคุณภาพของผู้เรียน จะช่วยเพิ่มระดับความรับผิดชอบแก่ระบบการศึกษา ทั้งนี้ รัฐต้องเข้ามามีส่วนช่วยเหลือในการยกระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนที่มีปัญหาและขาดแคลนทรัพยากร เพื่อให้การแข่งขันเป็นไปอย่างเท่าเทียมกันมากขึ้น

ยิ่งสภาพการแข่งขันในการให้บริการการศึกษามีความเท่าเทียม ระบบความรับผิดชอบยิ่งทำงานได้ดีขึ้น

 

ตีพิมพ์: คอลัมน์ way to read! นิตยสาร way ฉบับเดือนพฤศจิกายน 255ุ6

Print Friendly