อ่าน ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ทัศนะว่าด้วยการศึกษา

“มนุษย์ทุกคนมีคุณค่าและศักดิ์ศรีอยู่ในตนเอง เรามักจะได้ฟังเสมอว่า ควรจะทำอย่างนั้นอย่างนี้เพื่อการศึกษา เพื่อชาติ ผมใคร่จะเน้นว่า การศึกษาต้องเริ่มต้นด้วยความสำคัญของนักเรียน และจบลงด้วยความสำคัญของนักเรียน นักเรียนไม่จำเป็นต้องเล่าเรียนเพื่อเห็นแก่ครูหรือแก่โรงเรียน ไม่ใช่หมั่นเรียนเพื่อชาติหรือแม้แต่ความรุ่งเรืองทางวิชาการ วิชาการนั้นปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมได้ ถ้านักเรียนสนใจในวิชาการเพื่อตนเองแล้ว วิชาการย่อมเจริญรุ่งเรืองได้เอง …

ในเมื่อประโยชน์ส่วนตัวของนักเรียนตรงกับประโยชน์ส่วนรวมเช่นในเรื่องการศึกษานี้ ถ้าเราเพ่งเล็งถึงตัวนักเรียน ประโยชน์แก่ประชาคมก็ไม่ถูกทอดทิ้ง แต่เมื่อใดเราหลงผิด เพ่งเล็งคิดถึงประโยชน์ของประชาคมเป็นจุดเริ่มแรก เราอาจจะดำเนินนโยบายผิดไปได้ และยิ่งนักการเมืองพยายามประกาศให้ดำเนินการศึกษาไปอย่างนั้นอย่างนี้ เพื่อประโยชน์แก่ชาติบ้านเมืองหรือแม้แต่เพื่อประโยชน์ของหมู่คณะในส่วนแคบ เช่น เจ้าหน้าที่การศึกษาหรือครู ผลก็อาจจะกลับกลายเป็นโทษไปได้

 ป๋วย อึ๊งภากรณ์

การบรรยายเรื่อง “การศึกษา” (2508)

จากหนังสือ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ทัศนะว่าด้วยการศึกษา (2545)

 ……..

อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มองว่าการศึกษาไม่ควรถูกมองเป็นแค่ ‘เครื่องมือ’ ของการพัฒนา ‘แรงงาน’ ในฐานะปัจจัยการผลิต เพื่อผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจเชิงปริมาณเท่านั้น แต่การศึกษานั้นมีคุณค่าความหมายในตัวเอง เป็นจุดหมายปลายทางในตัวเอง เป็นไปเพื่อพัฒนา ‘มนุษย์’ แต่ละคน ซึ่งต่างมีคุณค่าและศักดิ์ศรีในตัวเอง ทั้งยังต่างมีความปรารถนาในการเรียนรู้ที่แตกต่างหลากหลายกันไป

ส่วนตัวผมคิดเห็นเช่นเดียวกับ อ.ป๋วยว่าการศึกษาควรมีจุดหมายปลายทางเพื่อสร้างพลังความสามารถของนักเรียนให้บรรลุถึงศักยภาพสูงสุดตามเส้นทางที่แต่ละคนเลือก คล้ายกับที่อาจารย์ป๋วยเคยกล่าวไว้ว่า “การศึกษาต้องเริ่มต้นด้วยความสำคัญของนักเรียน และจบลงด้วยความสำคัญของนักเรียน … ทุกคนควรได้รับการศึกษาตามแต่ความถนัดของตนจน ‘สุดความสามารถ’ ของแต่ละคน” ทั้งนี้ เมื่อคนแต่ละคนได้รับการเติมเต็มศักยภาพของตนให้สุดทางที่ตนได้เลือกเองแล้ว คนคุณภาพเหล่านั้นย่อมเป็นกำลังสำคัญในการสร้างสังคมเศรษฐกิจที่มีคุณภาพในที่สุด

ด้าน อมาตยา เซน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล เป็นอีกผู้หนึ่งที่ให้ความสำคัญกับพลังความสามารถของมนุษย์ในการบรรลุศักยภาพของตน หรือ capability ในฐานะหัวใจของการพัฒนา เซนนิยามคำว่า ‘capability’ ไว้ว่า “พลังความสามารถของบุคคลในการลงมือกระทำสิ่งที่มีคุณค่าหรือบรรลุถึงสภาพการดำรงอยู่ที่มีคุณค่า (ซึ่ง) แสดงให้เห็นถึงส่วนผสมของทางเลือก (ที่แตกต่างหลากหลาย) ในสิ่งที่บุคคลสามารถที่จะทำหรือสามารถที่จะเป็นได้” (Sen, “Capability andWell Being,” 1993) ในแง่นี้ capability ก็คือโอกาส ทางเลือก หรือเสรีภาพในการบรรลุถึงสิ่งที่ปัจเจกบุคคลแต่ละคนให้คุณค่านั่นเอง

เมื่อเซนกล่าวถึงการสร้างความเท่าเทียมในสังคม ก็มิได้มีความหมายในแง่ความเท่าเทียมของทรัพยากร เช่น สัดส่วนครูต่อนักเรียน หรือเงินอุดหนุนต่อหัว มากเท่ากับความพยายามสร้างความเท่าเทียมในพลังความสามารถของมนุษย์ในการบรรลุศักยภาพของตน ซึ่งการศึกษาเป็นแก่นแกนกลางที่สำคัญในกระบวนการดังกล่าว การศึกษาในตัวของมันเองคือพลังความสามารถขั้นพื้นฐาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการพัฒนาและเสริมสร้างพลังความสามารถด้านอื่นๆ ต่อไป

เช่นนี้แล้ว โจทย์หลักของการศึกษาจึงมิใช่การตอบสนองต่อตลาดแรงงาน ‘อย่าง’ ไร้คุณภาพ หรือตอบสนองต่อตลาดแรงงาน ‘ที่’ ไร้คุณภาพ เช่น การมุ่งเน้นผลิตคนเพื่อไปเป็นแรงงานราคาถูก ส่งคนเข้าสู่ตลาดแรงงานเพื่อถูกเอารัดเอาเปรียบจากโครงสร้างการกระจายผลตอบแทนที่ไม่เป็นธรรม และกลายเป็นเชื้อเพลิงในการพัฒนาเศรษฐกิจผ่านยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ไม่สมดุลด้วยเครื่องมืออย่างการกดค่าจ้างแรงงานให้ต่ำ เป็นต้น

ในทางตรงกันข้าม การศึกษาควรมีพันธกิจในการพัฒนา ‘ผลิตภาพ’ (productivity) ของมนุษย์ ด้วยการส่งเสริมให้มนุษย์แต่ละคนสามารถพัฒนาและบรรลุศักยภาพสูงสุดของตนในทางที่ตนเลือก

ทั้งนี้ ‘ผลิตภาพ’ ไม่ควรถูกมองเฉพาะในมิติเชิงปริมาณเท่านั้น เช่น ผลิตสินค้าได้มากชิ้นในเวลาที่จำกัด หรือใช้เวลาน้อยลงในการผลิตสินค้าจำนวนเท่าเดิม หากแต่ควรถูกมองในมิติเชิงคุณภาพด้วย ตัวอย่างเช่น ทำงานเก่งขึ้น ความรู้และทักษะดีขึ้น คิดวิเคราะห์คมขึ้น สนุกกับการทำงานมากขึ้น ซึ่งการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพอย่างมีคุณภาพจักเกิดขึ้นได้ผ่านเงื่อนไขแวดล้อมที่ได้ทำงานที่ตนชอบ ได้ทำงานที่ดีมีคุณค่า เท่าทันและเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ อยู่ในเนื้อนาดินที่ส่งเสริมพลังสร้างสรรค์ มีโอกาสในการพัฒนาตัวเองตลอดเวลา มีเวลาว่างในการพักผ่อนและดูแลร่างกายและจิตใจของตน รวมถึงการมีทางเลือกที่หลากหลายในการทำงาน มีอำนาจต่อรองที่สมดุลขึ้นในตลาดแรงงาน และได้รับผลตอบแทนที่เป็นธรรมสมกับผลิตภาพที่เพิ่มขึ้น หรือกระทั่งเปลี่ยนสถานะจากลูกจ้างมาเป็นผู้ประกอบการเสียเอง

ภายใต้กรอบแนวคิด ‘การศึกษาเพื่อเติมเต็มศักยภาพของนักเรียน’ ทิศทางของการปฏิรูปการศึกษาควรดำเนินไปตามแนวทาง ‘4 สร้าง’ เพื่อสร้างระบบการศึกษาที่สามารถเติมเต็มศักยภาพของนักเรียน ได้แก่

(1) การสร้างทักษะแห่งอนาคตใหม่  เพื่อให้นักเรียนมีความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะขั้นพื้นฐานที่สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ในสังคมเศรษฐกิจสมัยใหม่ และมีคุณภาพพร้อมที่จะเลือก ‘ทาง’ ของตนได้อย่างมีคุณภาพ เช่น อ่านเป็น คิดเป็น รู้จักโลก รู้จักตัวเองและมีเป้าหมายในการดำเนินชีวิต เป็นต้น

(2) การสร้างทางเลือกคุณภาพ ผ่านการปฏิรูปหลักสูตร การทดสอบ การพัฒนาครู การพัฒนาโรงเรียน เพื่อทำให้ระบบการศึกษามีความรับผิดชอบ (accountability) ต่อนักเรียน ทั้งในสายสามัญศึกษาและสายอาชีวะ ทั้งหมดนี้เพื่อสร้างทางเลือกที่ดีมีคุณภาพให้นักเรียนได้เลือกอย่างหลากหลายตามความถนัดของตน

โดยแนวทางการปฏิรูปควรดำเนินไปทั้ง (1) ในระดับประเทศ กล่าวคือ สร้างระบบที่มีคุณภาพและรับผิดชอบต่อนักเรียน มีมาตรฐานคุณภาพขั้นต่ำ และสร้างระบบที่คำนึงถึงผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียน และ (2) ระดับโรงเรียน กล่าวคือ เปิดพื้นที่ให้กับความหลากหลายในการทำหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียน และให้โรงเรียนมีอิสระในการบริหารจัดการ

(3) การสร้างระบบข้อมูลเพื่อการตัดสินใจอย่างมีคุณภาพ โดยมีการพัฒนาระบบข้อมูล ระบบสื่อสารข้อมูล และระบบแนะแนวที่ดี เพื่อเป็นพื้นฐานให้นักเรียนตัดสินใจเลือกได้อย่างมีคุณภาพ

(4) การสร้างการมีส่วนร่วม โดยเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแต่ละภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาศักยภาพนักเรียนตลอดกระบวนการเรียนรู้ โดยสร้างโอกาสและช่องทางเรียนรู้ที่หลากหลายสำหรับนักเรียน    

แนวทางการปฏิรูปการศึกษาเพื่อสร้างสังคมเศรษฐกิจใหม่ที่มีคุณภาพควรตั้งเป้าหมายเพื่อเติมเต็มศักยภาพของนักเรียน ให้มีพลังความสามารถสูงสุดตามเส้นทางที่เขาเลือก ดังที่มีผู้เคยกล่าวไว้ว่า ระบบการศึกษาที่ดีต้องมีลักษณะ high floor, no ceiling หมายถึง คุณภาพขั้นต่ำของนักเรียนต้องสูง แต่ไม่มีเพดานข้อจำกัดใดๆ ที่กั้นขวางไม่ให้นักเรียนบรรลุศักยภาพสูงสุดแห่งตน

ทั้งนี้ การปฏิรูปการศึกษาไม่ได้เป็นแค่หน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น แต่ทุกภาคส่วนในสังคม ทั้งพ่อแม่ นักเรียน ครู ภาคธุรกิจ บริษัทห้างร้าน สถาบันการศึกษา ต้องมีเจตจำนงร่วมอันแน่วแน่กันทุกฝ่ายในการร่วมพัฒนาคุณภาพของระบบการศึกษาให้มีพลังความสามารถในการเติมเต็มศักยภาพของนักเรียนได้อย่างเต็มที่ เมื่อนักเรียนมีคุณภาพ สังคมเศรษฐกิจก็จะมีคุณภาพตามไปด้วย

……..

“ในประชาคมที่วิเศษยอดเยี่ยม เป็นอุดมคติ การอำนวยการศึกษาจึงควรจะกระทำให้ทั่วถึงกัน คือควรจะให้นักเรียนแต่ละคนสามารถรับการฝึกฝนอบรมดังกล่าวข้างตนจนสุดความสามารถ คำว่า “สุดความสามารถ” ในที่นี้ ควรที่จะเป็นความสามารถที่มิใช่ความสามารถทางการเงินของแต่ละคน ผู้ที่เรียนได้เก่งแต่ยากจนก็ควรได้รับการค้ำจุนทางการเงิน ผู้ที่เรียนเก่งมีสติปัญญาหลักแหลมแต่อยู่ในท้องถิ่นชนบทกันดาร ก็ควรจะได้โอกาสให้ได้รับการศึกษาสูงที่สุดไม่ยิ่งหย่อนกว่าผู้ที่อยู่ในพระนคร เปรียบเสมือนเพชรที่อยู่ในตม ต้องงมขึ้นมาให้มีค่าให้ได้

ความสามารถที่กล่าวถึงนี้ หมายถึงความสามารถและความถนัดทางธรรมชาติ … บางคนถนัดทางคิด บางคนชอบศิลปะ บางคนชอบวิทยาศาสตร์ บางคนมีสติปัญญาในการใช้มือมากกว่าใช้สมอง เป็นต้น ล้วนแตกต่างกัน ความจริงที่ธรรมชาติสร้างสรรค์มาอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าจะไม่ดี เป็นของดี ถ้าหากว่าพวกเราเหมือนกันเสียหมด โลกเราย่อมดูพิลึก จะเงียบเหงาไม่สนุก …

ถ้าจะให้ถึงอุดมคติ ทุกคนควรจะได้รับการศึกษาตามแต่ความถนัดของตนจนสุดความสามารถของแต่ละคน

ป๋วย อึ๊งภากรณ์

การบรรยายเรื่อง “การศึกษา” (2508)

จากหนังสือ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ทัศนะว่าด้วยการศึกษา (2545)

……..

ตีพิมพ์ นิตยสาร way ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2557

Print Friendly