คนอย่างพวกผม

– 1 –

 

คนขับแท็กซี่บอกผมว่า เป็นครั้งแรกของเขาที่จะได้ล่วงล้ำสู่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

น้ำเสียงและสีหน้าระคนความสงสัยของผม ยังผลให้เขาเอ่ยปากในวินาทีต่อมา

“ผมเพิ่งมาขับได้อาทิตย์เดียวเองครับ” แท็กซี่หนุ่มอายุราวสามสิบแก้ข้อกังขา

“เมื่อก่อนผมทำงานในโรงงานของบริษัทนมแห่งหนึ่ง เป็นบริษัทใหญ่ ทำมานาน นึกว่ามั่นคง วันดีคืนดี เช้ามา ผมก็ไปทำงานตามปกติ ช่วงสาย ได้ยินเสียงออดเรียกชุมนุมหน้าโรงงาน ผู้จัดการกับลูกน้องจัดแยกพวกผมเป็นสามกลุ่ม เสร็จแล้วก็พูดผ่านไมค์ว่า ผมมีข่าวร้ายที่ไม่อยากบอกพวกคุณเลย … ทำใจ … และฟังให้ดี …”

เขาหยุดชั่วครู่ สีหน้าและน้ำเสียงฉาบเจือความเศร้าหมอง

“… ตอนนี้เศรษฐกิจดี บริษัทเราสั่งเครื่องจักรรุ่นใหม่เข้ามา พวกคุณกลุ่มแรกต้องย้ายไปทำงานที่โรงงานแถวพุทธมณฑล กลุ่มที่สอง ให้ทำงานที่นี่ไปพลางๆ สักเดือนสองเดือนก่อน รอจนกว่าเครื่องจักรใหม่จะมา แล้วค่อยจากกัน ส่วนกลุ่มสุดท้าย บริษัทจะจ่ายค่าชดเชยให้สองเดือน ไม่ต้องมาทำงานแล้ว”

แววตาที่สะท้อนผ่านกระจกหน้ารถมิอาจปิดบังความรู้สึกในหัวใจของเขาได้

“อาทิตย์นี้จะหยุดพักผ่อนและทำใจก็ไม่ว่ากันนะ ใครจะเก็บของ กระเป๋าอยู่ทางโน้น เสร็จแล้วมารับเงิน”

แล้วผมจะส่งเสียงอะไรได้อีกเล่า นอกจากนั่งนิ่งเงียบ

“… ใครว่าเศรษฐกิจดี แล้วจะสบายขึ้น เศรษฐกิจดี แต่ที่ซวยก็ … คนอย่างพวกผม … นี่แหละ”

 

-2 –

 

แม้จะไม่รู้คำนิยามในใจของแท็กซี่คนนั้น แต่ผมคิดว่า “คนอย่างพวกผม” มีจำนวนไม่น้อยในสังคมเศรษฐกิจไทย พบเจอได้ไม่ยากตามโรงงานหรือเขตงานก่อสร้าง

เป็น “คนอย่างพวกผม” ที่ถูกไล่ออกเป็นลำดับแรก ยามเศรษฐกิจตกต่ำ ธุรกิจล้มละลาย เพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่าย เพื่อความอยู่รอดของนายทุน

เป็น “คนอย่างพวกผม” ที่ถูกยื่นซองขาวให้ออกจากงาน ยามเศรษฐกิจฟื้นตัว เพื่อแลกกับประสิทธิภาพในการผลิตที่มาพร้อมกับเครื่องจักรนำเข้าที่ทันสมัย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการสะสมทุน

เป็น “คนอย่างพวกผม” ที่อุทิศตนอย่างไม่เต็มใจ เพื่อเป็นประจักษ์พยานให้นายกรัฐมนตรีสำเหนียกว่า ยังมีคนบางกลุ่มที่ไร้อำนาจต่อรองอย่างสิ้นเชิง จนต้องตกอยู่ในฐานะ “เหยื่อ” ของระบบเศรษฐกิจ ไม่ว่าสภาพเศรษฐกิจจะดีหรือเลว

เสาร์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีคุยกับประชาชนว่า เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันอยู่ในระดับ “ดีมาก” แต่นายกรัฐมนตรีกลับลืมไปว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง อาจไม่นำมาซึ่ง การจ้างงานมากขึ้น อันส่งประโยชน์ให้คนเล็กคนน้อยลืมตาอ้าปากได้

เศรษฐกิจที่ฟื้นตัว อาจมีปัญหาอัตราว่างงานเพิ่มขึ้น หรือมีตำแหน่งงานลดลง ดังที่เรียกว่า “Jobless Recovery” หรือภาวะฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ที่มาพร้อมกับตำแหน่งงานที่ลดลง

ปรากฏการณ์เช่นว่าเกิดขึ้นที่สหรัฐอเมริกา ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำครั้งล่าสุด ซึ่งเริ่มต้นในเดือนมีนาคม 2544 และกลับฟื้นตัวอีกครั้งตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2544

ข้อมูลการจ้างงานชี้ให้เห็นว่า แม้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงขึ้น แต่ปัจจุบัน อัตราว่างงานยังคงไม่ลดลงแม้แต่น้อย (ในเดือนมิถุนายน 2547 อัตราว่างงานยังคงสูงเท่ากับเดือนพฤศจิกายน 2544 นั่นคือ 5.6%) มิหนำซ้ำยังสูงขึ้นกว่าช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มตกต่ำเสียอีก (อัตราว่างงานเท่ากับ 4.2% ในเดือนมีนาคม 2544)

หากเป็นเช่นนั้น ใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์โภคผล จากภาวะ “เศรษฐกิจฟื้นตัว” ?

หรือเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้นเอื้อประโยชน์เฉพาะกลุ่มนายทุนระดับสูง โดยมิได้มีผลรินไหลสู่เบื้องล่าง ที่แออัดไปด้วย “คนอย่างพวกผม” ?

 

– 3 –

 

สัปดาห์ก่อน ผมมีโอกาสได้พูดคุยนักเขียนที่ชื่นชอบคนหนึ่งเป็นครั้งแรก ณ บ้านสีฟ้า

เขาคุยกับผมว่า เคยได้ยินนักเศรษฐศาสตร์บางคนแสดงทัศนะว่า เศรษฐกิจมีปัญหา เพราะอัตราว่างงานต่ำเกินไป (อ่านไม่ผิดครับ!) จึงสงสัยว่า เหตุใดการว่างงานต่ำ ซึ่งน่าจะดี กลับถือเป็นปัญหาไปเสียได้

น่าเศร้าที่ต้องยอมรับว่า นักเศรษฐศาสตร์บางคนคิดเช่นนั้นได้จริงๆ

ผมเองแม้ไม่เห็นด้วยกับ “มุมมองต่อโลก” และ “ข้อเสนอเชิงนโยบาย” ของนักเศรษฐศาสตร์เหล่านั้น แต่ก็ได้พยายามอธิบายว่า อะไรอยู่เบื้องหลังความคิดเช่นว่า

สำนักคิดบางสำนักใส่ใจเสถียรภาพของระดับราคามากกว่าระดับการมีงานทำใน เศรษฐกิจ นั่นคือ มุ่งมั่นให้อัตราเงินเฟ้อต่ำ โดยยอมแลกด้วยการว่างงานที่เพิ่มขึ้น (จากการลดการใช้จ่ายภาครัฐ ขึ้นภาษี จำกัดปริมาณเงิน ฯลฯ ซึ่งส่งผลลบต่อการผลิต รายได้ และการจ้างงาน)

คิดง่ายๆ หากมีคนว่างงานมาก แรงกดดันที่จะทำให้ค่าจ้างเพิ่มขึ้นจักน้อยลง เพราะแรงงานที่มีงานทำแล้วย่อมมีอำนาจต่อรองลดลง เนื่องจาก มีแรงงานจำนวนมากต่อแถวรอเข้าทำงานแทนที่ เมื่อค่าจ้างไม่เพิ่มขึ้นหรือเพิ่มขึ้นน้อยมาก แรงกดดันที่จะทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้นหรืออัตราเงินเฟ้อสูงก็ไม่มาก อีกทั้ง นายทุนจะมีศักยภาพที่จะเก็บเกี่ยว “ส่วนเกิน” ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตได้มากขึ้น

หากเราแยกคนในระบบเศรษฐกิจเป็นสองฝั่ง คือ ฝั่งสามัญชนคนทำงาน ที่มีค่าจ้างเป็นผลตอบแทน กับ ฝั่งนายทุน ที่มีกำไรเป็นผลตอบแทน แล้วนึกถึงสถานการณ์ที่ทั้งสองฝ่ายมีปฏิสัมพันธ์กัน เช่น การต่อรองอัตราค่าจ้างแรงงาน ย่อมพบว่า ผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายขัดแย้งกัน หากฝ่ายลูกจ้างได้ค่าแรงสูง กำไรของนายทุนก็มีแนวโน้มลดลง ใครจะได้มากได้น้อยขึ้นกับการเจรจาต่อรอง ซึ่งเป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ของแต่ละฝ่าย

อำนาจต่อรองของทั้งสองฝ่ายขึ้นอยู่กับปัจจัยใด?

ปัจจัยที่สำคัญอันหนึ่งก็คือ สภาพเศรษฐกิจมหภาค โดยเฉพาะ ระดับการจ้างงานรวมในเศรษฐกิจ

หากการว่างงานยิ่งมาก อำนาจต่อรองของแรงงานยิ่งน้อย ขณะที่อำนาจต่อรองของนายทุนยิ่งมาก เนื่องเพราะ มีแรงงานสำรองต่อแถวรอคิวเข้าทำงานเป็นจำนวนมาก “คำขู่” ของแรงงานที่มีงานทำในทางที่จะเพิ่มอำนาจต่อรองให้แก่ตัวเอง เช่น ขอขึ้นค่าจ้าง ย่อมหมดความหมาย นายทุนหาได้ต้องใส่ใจไม่ เพราะมีแรงงานสำรองรอทำงานแทนจำนวนมาก ณ อัตราค่าจ้างที่เป็นอยู่ ขณะที่ “คำขู่” ของนายจ้างมีความน่าเชื่อถือ เพราะสามารถให้แรงงานที่ “พูดไม่เข้าหู ดูไม่เข้าตา” ออกจากงานได้ โดยหาคนใหม่มาแทนอย่างไม่ยากลำบาก

นโยบายเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ ซึ่งส่งเสริมความเข้มแข็งของระบบทุนนิยม โดยมีอคติในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจให้เป็นไปในทางเข้มงวด (Deflationary-biased economic policy) เช่น พยายามธำรงอัตราเงินเฟ้อให้ต่ำ โดยไม่ให้ความสำคัญต่อปัญหาการว่างงานอย่างทัดเทียม จึงเข้ากันได้อย่างดียิ่งกับเรื่องเล่าข้างต้น เพราะส่งผลบั่นทอนอำนาจต่อรองของแรงงาน เพิ่มศักยภาพในการสะสมทุนแก่กลุ่มนายทุน ให้เก็บเกี่ยวส่วนเกินจากการผลิตได้มากขึ้น เพราะมีช่องทางที่จะกดค่าจ้างให้ต่ำ ใช้แรงงานหนักขึ้น และลดคุณภาพชีวิตของแรงงานในที่ทำงานได้ จากอำนาจต่อรองของแรงงานที่ลดลง

ทั้งนี้ ดุลอำนาจต่อรองระหว่างแรงงานและนายจ้าง มีระดับไม่เท่ากัน ตามแต่คุณภาพและลักษณะเฉพาะของแรงงานแต่ละคน

ลูกจ้างในระบบทุนนิยมที่จะได้รับผลกระทบจากการสูญเสียอำนาจต่อรองรุนแรงที่ สุด ก็คือ ลูกจ้างแบบ “คนอย่างพวกผม” ที่ไม่มีทักษะเฉพาะ ไม่มีการศึกษา ทำงานที่ใครๆ ก็ทำได้ ไม่ต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัว จึงถูกแทนที่โดยกำลังแรงงานสำรองได้ง่าย ถูกปลดไล่โดยที่นายจ้างไม่ต้องคิดหนัก

ไม่น่าแปลกใจที่ “คนอย่างพวกผม” ต้องตกเป็นเหยื่อแห่งความผันผวนไม่แน่นอนของระบบทุนนิยมก่อนใครเพื่อน

เป็นเรื่องน่าเศร้าที่นักเศรษฐศาสตร์มหภาคบางคน – โดยตั้งใจก็มี โดยไม่ตั้งใจก็มาก – มอง “คนตกงาน” เป็นเพียงแค่ “เครื่องมือ” ในการธำรงอำนาจต่อรองของกลุ่มทุนเพื่อการสะสมทุน … เป็นเพียงแค่ “หนทาง” ในการรักษาระดับอัตราเงินเฟ้อให้ต่ำ … เป็นเพียงแค่ “เบี้ยหมาก” เพื่อบีบให้คนงานที่อยู่ในระบบต้องขยันทำงานเต็มความสามารถ หาไม่แล้ว ย่อมสามารถถูกปลดถูกไล่ ให้คนว่างงานหรือแรงงานสำรองเข้าแทนที่ได้ทุกเมื่อ

น่าเศร้าตรงที่ เรากำลังพูดถึง “คน” … “คน” ที่มิใช่เครื่องมือ หนทาง หรือเบี้ยหมาก ที่ไร้ชีวิต ไร้จิตใจ และไร้ครอบครัว

 

– 4 –

 

ถึงตรงนี้ เรื่องจริงของแท็กซี่ที่เล่าสู่กันฟังตอนต้น จึงมิใช่ปัญหาส่วนตัวเฉพาะเขาคนนั้นกับบริษัทนมแห่งนั้น

หากปัญหาความไม่เท่าเทียมระหว่างแรงงานกับกลุ่มทุนเป็นปัญหาในระดับ “สถาบัน” อันเกิดจากธรรมชาติของระบบทุนนิยม ดังเช่นที่คาร์ล มาร์กซ์ ได้วิเคราะห์ไว้

แรงงานระดับล่างที่สุด จนที่สุด ห่างไกลจากการเข้าถึงทรัพยากรมากที่สุด และไม่มีทักษะเฉพาะทางใดเลย ดังเช่น “คนอย่างพวกผม” ย่อมไร้อำนาจต่อรองมากที่สุด และตกเป็นเบี้ยล่างของระบบทุนนิยม ที่มีความไม่เท่าเทียมเป็นแกนกลาง มากที่สุด

ทำอย่างไร “คนอย่างพวกผม” จึงจะสามารถลืมตาอ้าปากในสังคมได้?

นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักอาจบอกว่า ต้องให้เขาดิ้นรนขวนขวาย พัฒนาตัวเองกันไป ถ้ามีปัญญาและความสามารถ “แค่นี้” ก็ต้องยอมรับกรรมเช่นนี้ ใครแสดงให้เห็นว่าดีกว่าคนอื่นไม่ได้ก็ต้องหลุดวงโคจรไปตามธรรมชาติแห่งการ แข่งขันแบบทุนนิยม คนเก่ง คนขยัน ย่อมมีที่ยืนในระบบทุนนิยมเสมอ

วาทกรรมยาฝิ่นเช่นว่า ไม่ได้บอกเราอีกด้านหนึ่งว่า สติปัญญาและความสามารถที่ว่า “แค่นี้” นั้น มีได้มีที่มาแต่กำเนิดสถานเดียว หากส่วนหนึ่งเป็นผลพวงจาก “สถาบัน” แบบทุนนิยมเอง ที่คนด้อยโอกาสกว่าไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรและขาดโอกาสในการพัฒนาตัวเอง เพื่อเพิ่มพูนสติปัญญาและความสามารถ

คนเก่งที่ยากจนและขาดโอกาส จะพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นได้อย่างไร จะเข้าถึงทรัพยากร เพื่อพิสูจน์ความเก่งของตัวเองอย่างไร อย่างใสสะอาดตามวิถีของทุนนิยมเสรีที่แท้จริง มิใช่ทุนนิยมแบบไทยๆ

คนขยันที่ไร้อำนาจต่อรองจะอยู่รอดได้อย่างไร ในระบบที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนอย่างทุนนิยม ที่ผลสำเร็จจากการลงแรงของตัวเรา มิได้ขึ้นกับ “กรรม” ของตัวเราเองแต่เพียงถ่ายเดียว หากขึ้นอยู่กับ “กรรมที่เราไม่ได้ก่อ” ซึ่งไม่แน่นอนและควบคุมไม่ได้ด้วย เช่น คนขยันทำงานอาจตกงานได้ หากบริษัทล้มละลาย ทั้งที่บริษัทเจ๊งเพราะน้ำมือคนอื่น หรือหากเกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ ที่ไม่มีโจทก์เป็นตัวเป็นตน

วาทกรรมยาฝิ่นที่เชิดชูทุนนิยมมักเลือกหยิบ “ผู้ชนะ” ที่มีอยู่น้อยคน เป็นตัวอย่างในการสร้างความฝันแบบทุนนิยม โดยมิได้ตั้งคำถามกับชัยชนะของบางคนว่าเกิดขึ้นด้วยวิถีทุนนิยมเสรี หรือวิถีทุนนิยมผูกขาดอุปถัมภ์ เกิดขึ้นด้วยความสามารถหรือความฉ้อฉล

แม้แสงสว่างส่องไปถึงใครน้อยคน ที่เป็น “ผู้ชนะ” อย่างแท้จริง เรามักระเริงกับ “ผู้ชนะ” เสียจนลืมนึกไปว่า ยังมีตัวอย่างของใครอีกหลายคน ที่เป็น “ผู้แพ้” และเป็นเหยื่อของความฝันแบบทุนนิยม

 

– 5 –

 

แน่ใจหรือว่าระบบทุนนิยมมีคำตอบให้คนเก่งและคนขยันเสมอ ?

แม้เราต้องการระบบเศรษฐกิจที่คนเก่งกว่าขยันกว่าควรจะประสบความสำเร็จ มากกว่า แน่ใจหรือว่า ระบบทุนนิยมคือระบบที่สนองความฝันเช่นว่า ?

หากแม้นแท็กซี่รายนั้น จะ “เก่ง” และ “ขยัน” กว่าลูกนักการเมืองบางคน เขาจะขึ้นไปยืน ณ ระดับความสูงเดียวกับลูกนักการเมืองรายนั้นได้อย่างไร ในเมื่อทั้งคู่มิได้เริ่มกระโดดขึ้นจากฐานความสูงระดับเดียวกัน ในเมื่อ“ความมั่งคั่ง” ตั้งต้นชีวิตของทั้งคู่มันต่างกันมากมายขนาดนั้น?

ในอีกมุมหนึ่ง การเลือกให้คุณค่าเฉพาะกับคนที่เก่งกว่า และขยันกว่า จะมีคุณค่าเช่นไร หากละเลยคนที่เก่งน้อยกว่า คนที่โอกาสด้อยกว่า หรือคนที่ถูกทิ้งให้วิ่งตามหลัง

คนเหล่านั้นควรถูกปล่อยเลยตามเลย ให้สายธารการแข่งขันที่เชี่ยวกรากแห่งทุนนิยมพัดหายไป หรือพวกเราทั้งหมด – รวมถึงคนหน้าสุด – ควรต้องวิ่งช้าลงบ้าง ลดประสิทธิภาพลงบ้าง เพื่อรอให้คนข้างหลังสามารถร่วมวิ่งไปด้วยพร้อมๆ กัน

ก้าวข้างหน้าที่ทอดทิ้งคนที่ก้าวช้ากว่าให้รั้งท้าย อย่างไร้เหลียวแล จะยังความหมายใด?

มาช่วยกันตอบคำถามเหล่านี้อย่างจริงจังกันดีไหม?

จะเอาอย่างไรกับ “คนอย่างพวกผม”?

เราจะไปทางไหนดี?

 

ตีพิมพ์: นิตยสาร open ฉบับเดือนสิงหาคม 2547

Print Friendly