ขอต้อนรับเข้าสู่ยุคการเมืองเชิงนโยบาย แบบไทยๆ
สวัสดีประเทศไทย … Good night and Good luck !
ขอต้อนรับเข้าสู่ยุคการเมืองเชิงนโยบาย แบบไทยๆ
สวัสดีประเทศไทย … Good night and Good luck !
สื่อทางเลือกควรถูกคาดหวังให้เป็น ‘ทางเลือก’ ที่ ‘แตกต่างหลากหลาย’ ของสังคม นั่นคือ เป็นสื่อที่มีอิสรเสรีภาพจนสามารถ ‘เลือก’ วางที่ทางของตัวเอง อย่าง ‘ไร้พันธนาการ’ ได้
‘ไร้พันธนาการ’ ที่ว่า หมายถึง ความสามารถที่จะเป็นตัวของตัวเองได้อย่างอิสระเต็มที่ โดยมิต้องตกอยู่ภายใต้พันธนาการของอำนาจ ผลประโยชน์ แม้กระทั่ง ทุน
พูดง่าย ๆ ว่า สามารถ ‘เลือกทาง’ ของตัวเองได้ ก่อนที่จะเป็น ‘ทางเลือก’ ให้สังคม
“อาชีพการเมืองเป็นอาชีพที่มีการประนีประนอมสูง จนตัวตนของคุณเหลือน้อยลงไปเรื่อย อยู่ในระบบที่คนต้องคิดเหมือนกับพรรค อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ทำให้มาตรฐานทางจริยธรรมของคุณตกต่ำลง
… การเป็นนักวิชาการสามารถเปลี่ยนโลกได้เหมือนกัน เป็นการเปลี่ยนในระดับฐานล่างผ่านการสอนของเรา ผมเชื่อว่าการศึกษาเปลี่ยนชีวิตคนได้ เป็นการเล่นการเมืองภาคประชาชน ถ่ายทอดความคิด ความรู้ให้กับประชาชน”
“ผมเป็นคนมีแพสชั่นสูง ถึงทุกวันนี้ระดับความอยากให้สังคมดีขึ้น ไม่เคยลดลง และการทำความเข้าใจกลไกที่เป็นอยู่ ไม่ใช่เพื่อยอมรับมัน แต่เพื่อเปลี่ยนแปลงมัน สำหรับผม หน้าที่ของนักวิชาการไม่ใช่แค่อธิบายสังคม เข้าใจมันแล้วจบ แต่ต้องมีส่วนในการเปลี่ยนแปลงสังคม บทบาทของนักวิชาการไม่ใช่อยู่บนหอคอยงาช้าง แล้วคอยผลิตคำอธิบาย แต่มันต้องมีระดับของความเป็นนักปฏิวัติซ่อนอยู่ด้วย เพียงแต่ว่าการเปลี่ยนแปลงสังคมทำได้หลายวิธี”
“ความตั้งใจวันนี้จึงอยู่บนพื้นฐานว่า การแก้ไขปัญหาของประเทศชาติไม่จำเป็นต้องเป็นนักการเมืองอย่างเดียว ต้องอยู่ที่ทุกคนด้วย และคิดว่าอาชีพอาจารย์ก็เป็นอาชีพที่มีอิสระสูงและได้เรียนรู้ตลอดเวลา ได้สังสรรค์ทางความคิดกับคนรุ่นใหม่ ทำยังไงจะให้นักศึกษาฉุกคิดได้ว่า ประเทศนี้มีปัญหาใหญ่กว่าที่คิด และเป็นปัญหาที่ซับซ้อนระดับหนึ่ง การกระตุ้นให้นักศึกษาคิดและให้เขาเติบโตด้วยตัวเองเป็นเรื่องสำคัญ อาชีพอาจารย์จึงมีประโยชน์มาก”
ถึงวันนี้ในวัย 25 ฝน ‘ปกป้อง’ เดินทางมาเกือบสุดปลายทางของความฝัน…ฝันที่เหลืออยู่ของเขานอกจากจะอยากมีพ็อกเกตบุ๊กรวมงานเขียนของตัวเองตามประสาคนชอบอ่านหนังสือแล้ว เขามีความใฝ่ฝันสูงสุดที่จะเป็น ‘อาจารย์’ ที่ดี
สำหรับวงการศึกษาและวงการวิชาการในประเทศไทย อยากเรียกร้องไปอีกระดับหนึ่ง เพราะวงวิชาการไทยถูกครอบครองโดยเศรษฐศาสตร์กระแสหลักเช่นเดียวกับในประเทศอื่นๆ โดยในอนาคตตนอยากเห็น หรือหวังว่าจะมีนักเศรษฐศาสตร์แปลกๆ สำนักต่างๆ เพิ่มมากขึ้น เพื่อความหลากหลาย เรารู้ว่าสังคมต้องมีความหลากหลาย ซึ่งสังคมเศรษฐศาสตร์ก็เหมือนกัน ถ้าหยุดนิ่งมีความคิดแบบเดียว สังคมนั้นก็ไร้ชีวิตชีวาและตายไปในที่สุด
ผมกับอาจารย์ภาวิน ศิริประภานุกูล เขียนคอลัมน์ “มองซ้ายมองขวา” ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจมาครบหนึ่งปีเต็ม ด้วยหวังให้คอลัมน์นี้เป็นช่องทางเล็กๆ ที่ช่วยส่งเสริมวัฒนธรรม “มองซ้ายมองขวา” ให้กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาในสังคมไทย
เราตั้งใจให้คอลัมน์นี้เป็นเวทีสะท้อนมุมมองเศรษฐศาสตร์สองด้านที่ “แตกต่าง” กัน โดยอาจารย์ภาวินทำหน้าที่ “มองขวา” ด้วยมุมมองเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ส่วนผมคอย “มองซ้าย” ด้วยมุมมองเศรษฐศาสตร์ทางเลือก
แม้มองคนละด้าน คิดต่างกัน ก็ไม่เห็นต้องแตกแยก หากเคารพนับถือซึ่งกันและกันได้ เรียนรู้ แลกเปลี่ยน และวิพากษ์กันได้ด้วยเหตุผล ดังความสัมพันธ์ของเราทั้งสอง
ตลอดเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีสัญญาณหลายอย่างที่ชี้ชัดว่า อาณาจักรทักษิณกำลังเดินเครื่องทำลายตัวเอง
ปัจจัยที่น่ากลัวที่สุดที่คุกคามการอยู่รอดของอาณาจักรใดก็ตาม คือการทำลายตัวเองจากภายใน (self-destruction) หาใช่ภัยคุกคามจากภายนอก แต่อย่างใดไม่
อาณาจักรทักษิณกำลังเดินเครื่องทำลายตัวเอง โดยมีคุณทักษิณรับบทเป็นผู้ทำลายล้างด้วยตัวเอง ทั้งที่อีกภาคหนึ่งเป็นผู้สร้างอาณาจักรนี้ขึ้นมาด้วยสองมือ กระบวนการก่อร่างสร้างอาณาจักรทักษิณด้วยวิถีทางแบบทักษิณ และควบคุมบริหารจัดการมันด้วยระบบคุณค่าและมาตรฐานทางจริยธรรมแบบทักษิณ เป็นเชื้อเพลิงในการทำลายล้างที่ทรงประสิทธิภาพยิ่ง
ประเด็นไม่ได้อยู่ตรงที่นายกรัฐมนตรีใช้เงินในงบประมาณหรือเงินนอกประมาณเข้าซื้อหุ้น เพราะไม่ว่าจะใช้เงินของรัฐส่วนใด ย่อมสูญเสียโอกาสในการใช้เงินก้อนนั้นในการทำกิจกรรมอื่นที่มีประโยชน์และจำเป็นมากกว่า ต้นทุนของการซื้อทีมฟุตบอลจึงมิใช่แค่รายจ่ายที่ใช้ซื้อหุ้น หากต้องคำนึงถึงต้นทุนค่าเสียโอกาสเหล่านี้ด้วย
นายกรัฐมนตรีอ้างว่า การเข้าถือหุ้นสโมสรลิเวอร์พูลจะช่วยพัฒนาวงการฟุตบอลไทย ผู้เขียนมองไม่เห็นความเป็นเหตุและผล และความเชื่อมโยงแม้แต่น้อยว่า การมีสโมสรฟุตบอลสัญชาติไทยอยู่ที่ต่างประเทศจะช่วยพัฒนาวงการฟุตบอลไทยได้อย่างไร
การลงทุนครั้งนี้ใช้จำนวนเงินสูงยิ่ง ขณะที่ไม่มีหลักประกันเลยว่า คุณภาพวงการฟุตบอลไทยจะสูงขึ้นจริง ความเชื่อมโยงระหว่างความเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลต่างประเทศกับการพัฒนาวงการฟุตบอลไทยเลือนรางแทบมองไม่เห็น
กกต. ทำตัวเป็นเทวดาที่มีนิ้วเพชร มีอำนาจชี้เป็นชี้ตายผู้สมัคร แทนที่จะให้นิ้วเพชรนี้อยู่กับประชาชน
การแข่งขันด้านนโยบายของแต่ละพรรคการเมือง จึงไม่มีความสำคัญเท่าการระมัดระวังตัว ไม่ให้ผิด “กฎศักดิ์สิทธิ์” ของกกต. การเลือกตั้งได้เพิ่มระดับของการแข่งขันกันทาง “เทคนิค” ผู้หาช่องว่างของกฎระเบียบได้เก่งกว่าคือผู้ชนะ การแข่งขันเชิงนโยบายระหว่างตัวผู้สมัครถูกลดทอนคุณค่าลง
คุณสมบัติของนักการเมืองที่ดีในปัจจุบัน จึงมิใช่เฉพาะการพูดจาปราศรัยเก่ง การขยันลงพื้นที่ หากต้องทำตัวเป็นนักสืบ เพื่อดูพฤติกรรมฝ่ายตรงข้ามว่าเพลี่ยงพล้ำต่อ “กฎศักดิ์สิทธิ์” ของกกต.ข้อใดบ้าง ที่สำคัญ ต้องมีนิสัยเป็น “เด็กขี้ฟ้อง”