จุดใหญ่ใจความของเรื่องนี้อยู่ตรงบทบาทและท่าทีของรัฐบาลในการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมนี่เองว่า รัฐบาลควรจะเข้ามาจำกัดควบคุมการผลิตของภาคเอกชนเพียงใด หากปล่อยให้เอกชนตัดสินใจผลิตตามกลไกตลาดเพื่อกำไรสูงสุด ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมย่อมมีมากขึ้นเกินระดับที่เหมาะสม เพราะการผลิตสินค้าก่อให้เกิดต้นทุนต่อสังคม (Social Cost) เช่น ปัญหามลพิษ ปัญหาโลกร้อน ซึ่งผู้ผลิตในตลาดไม่คำนึงต้นทุนดังกล่าว เพราะสนใจเฉพาะต้นทุนที่ตกกับตัวเอง (Private Cost) เท่านั้น หากต้องการลดต้นทุนต่อสังคมลง รัฐบาลก็ต้องเข้ามาแทรกแซงความล้มเหลวของตลาดในส่วนนี้ โดยการจำกัดปริมาณการปล่อยคาร์บอน เป็นต้น แม้อาจจะทำให้ต้นทุนของภาคอุตสาหกรรมสูงขึ้น แต่ก็ช่วยลดต้นทุนต่อสังคมจากการผลิตลง
การเลือกตั้ง
การเมืองเรื่องเงิน
เห็นการเมืองสหรัฐอเมริกา หันมองการเมืองไทยแล้วอดคิดไม่ได้ว่า หากการเมืองไทยเข้าสู่ยุคที่ประชาชนช่วยกันบริจาคเงินให้แก่ผู้สมัครที่ตนชื่นชอบคนละเล็กละน้อย และมีกฎกติกาเกี่ยวกับการรับเงินและการใช้เงินในการหาเสียงที่เปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับสภาพความจริง คงมีส่วนสำคัญในการยกระดับการเมืองไทยให้พ้นไปจากการพึ่งพิงเงินตราจากมหาเศรษฐี กลุ่มทุนใหญ่ หัวหน้ามุ้ง และผู้นำพรรค อีกทั้งคงสามารถดึงดูดคนธรรมดาที่ไม่มีเงิน แต่มีพลัง ความรู้ และความสามารถ ให้เข้ามาเล่นการเมือง โดยยังคงรักษา ‘ตัวตน’ และความเป็นอิสระของตัวเองไว้ได้
แต่โปรดอย่าถามว่า การเมืองไทยจะเดินไปสู่วันนั้นได้เมื่อไหร่และอย่างไร
การเมืองเรื่องเศรษฐกิจ
อ่านการเมืองเรื่องเศรษฐกิจของประเทศอเมริกาแล้ว คงเห็นว่า ไม่ว่าประเทศใดในโลก นโยบาย ‘ลด-แลก-แจก-แถม’ ทางเศรษฐกิจยังขายได้เสมอ แต่ของเขา นโยบายฟากหนึ่ง รัฐใช้จ่าย ลดภาษีคนจน แต่เก็บภาษีคนรวยและบริษัทเพิ่มมากขึ้น นโยบายอีกฟากหนึ่ง ลดภาษีเอกชน ปล่อยให้เอกชนมีบทบาทนำทางเศรษฐกิจ แต่คุมการใช้จ่ายของรัฐ ส่วนประเทศไทย มีนโยบายฟากเดียว รัฐใช้จ่ายมากขึ้น แถมลดภาษีกันถ้วนทั่วทุกกลุ่มเสียอีก
แล้วมันจะไปรอดได้อย่างไร?
US Election 101
ผู้คนมักเข้าใจว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาเป็นการเลือกตั้งทางตรงโดยผู้ใช้สิทธิ์ออกเสียงเลือกผู้สมัครของแต่ละพรรคโดยตรง ผู้สมัครพรรคใดได้คะแนนเสียงทั่วประเทศสูงที่สุดคือผู้ชนะการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด เพราะระบบการเลือกตั้งประธานาธิบดีเป็นการเลือกตั้งทางอ้อม และเป็นระบบที่ค่อนข้างซับซ้อน
การเลือกตั้งทั่วประเทศในวันอังคารหลังวันจันทร์แรกของเดือนพฤศจิกายน ไม่ใช่การลงคะแนนเลือกผู้สมัครโดยตรง แต่เป็นการเลือกตั้ง ‘คณะผู้แทนเลือกตั้ง’ หรือ Electoral College (ต่อไปจะใช้ตัวย่อว่า EC) เพื่อเป็นตัวแทนของมลรัฐไปเลือกผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีอีกต่อหนึ่ง ตามเจตจำนงของประชาชนในมลรัฐนั้น
ข้อเสนอว่าด้วยการปฏิรูประบบเลือกตั้ง ส.ส.
‘ระบบเลือกตั้ง’ ถือเป็น ‘สถาบัน’ ที่สำคัญยิ่งของการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เพราะเป็นกติกาที่กำหนดกระบวนการเข้าสู่อำนาจของฝ่ายบริหาร ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความชอบธรรมและประสิทธิภาพในการบริหารงานของรัฐบาล โจทย์สำคัญเบื้องต้นของการออกแบบระบบเลือกตั้งคือ จะออกแบบกติกาการเลือกตั้งอย่างไร ให้ได้มาซึ่ง ‘ผู้แทน’ ที่เป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง โดยชอบธรรม และเป็นธรรม
ระบบการเลือกตั้งที่ดีต้องเป็นระบบที่ผลลัพธ์ของการเลือกตั้งเป็นตัวสะท้อนความพึงใจ (Preference) ของผู้คนส่วนรวมในสังคมได้อย่างถูกบิดเบือนน้อยที่สุด คะแนนเสียงทุกคะแนนของผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งต้องมีความหมาย ไม่ตกหล่นหรือสูญเปล่าไป
ระบบเลือกตั้งยังเป็นตัวกำหนดโครงสร้างสิ่งจูงใจ (incentive structure) ที่ส่งผลต่อพฤติกรรม บทบาท และหน้าที่ของผู้แทนราษฎรด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่ง ระบบเลือกตั้งมีส่วนสำคัญในการกำหนดว่า สังคมจะได้ผู้แทนแบบใด ใส่ใจทำหน้าที่ใดเป็นสำคัญ (หน้าที่ด้านนิติบัญญัติระดับชาติ หรือหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของประชาชนในเขตเลือกตั้ง) ผู้แทนเป็นตัวแทนของใคร ปกป้องกลุ่มผลประโยชน์ใด รับผิดต่อใคร เป็นต้น
มิพักต้องพูดถึงว่า ระบบเลือกตั้งยังเชื่อมโยงกับพัฒนาการของสถาบันทางการเมืองอื่นๆ ด้วย เช่น พรรคการเมือง การเมืองภาคประชาชน
ข้อเสนอว่าด้วยการปฏิรูประบบเลือกตั้ง ส.ว.
หากรัฐสภาไทยยังคงเป็นระบบสองสภา โดยให้วุฒิสภามีอำนาจหน้าที่คล้ายคลึงกับวุฒิสภาในรัฐธรรมนูญฉบับ ปี 2540 คือมีอำนาจหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมาย การสรรหา แต่งตั้ง หรือรับรองบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ การถอดถอน ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และการตรวจสอบการทำหน้าที่ของฝ่ายบริหารนั้น สมาชิกวุฒิสภาต้องมีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนเท่านั้น ทีมผู้วิจัยไม่เห็นด้วยกับการให้วุฒิสภามีที่มาจากการแต่งตั้ง หรือการเลือกตั้งทางอ้อม ในรูปแบบใดทั้งสิ้น
เมื่อประชาธิปไตยถูกลักเล็กขโมยน้อย
กกต. ทำตัวเป็นเทวดาที่มีนิ้วเพชร มีอำนาจชี้เป็นชี้ตายผู้สมัคร แทนที่จะให้นิ้วเพชรนี้อยู่กับประชาชน
การแข่งขันด้านนโยบายของแต่ละพรรคการเมือง จึงไม่มีความสำคัญเท่าการระมัดระวังตัว ไม่ให้ผิด “กฎศักดิ์สิทธิ์” ของกกต. การเลือกตั้งได้เพิ่มระดับของการแข่งขันกันทาง “เทคนิค” ผู้หาช่องว่างของกฎระเบียบได้เก่งกว่าคือผู้ชนะ การแข่งขันเชิงนโยบายระหว่างตัวผู้สมัครถูกลดทอนคุณค่าลง
คุณสมบัติของนักการเมืองที่ดีในปัจจุบัน จึงมิใช่เฉพาะการพูดจาปราศรัยเก่ง การขยันลงพื้นที่ หากต้องทำตัวเป็นนักสืบ เพื่อดูพฤติกรรมฝ่ายตรงข้ามว่าเพลี่ยงพล้ำต่อ “กฎศักดิ์สิทธิ์” ของกกต.ข้อใดบ้าง ที่สำคัญ ต้องมีนิสัยเป็น “เด็กขี้ฟ้อง”
- 1
- 2
