ซัมโปะเป็นการ์ตูนแบบจบในตอนที่กินใจ เนื้อเรื่องแปลกใหม่ และดำเนินเรื่องอย่างมีจังหวะจะโคนสนุกสนาน อ่านแล้วได้อารมณ์เหมือนกำลังอ่านเรื่องสั้นชั้นดีและดูหนังสั้นรสอร่อยผสมๆ กัน เพราะเด่นทั้งเนื้อหาและเทคนิคการเล่าเรื่องด้วยภาพ ผู้เขียนบอกเล่าเรื่องราวที่ตนรู้จริงและรู้สึกจริง เนื่องจากตัวเองก็เป็นนักปีนเขาตัวยงด้วย จึงสามารถถ่ายทอดโลกแห่งขุนเขาเป็นนิยายภาพอย่างกลมกล่อม สร้างบรรยากาศได้สมจริง ทั้งยังสอดแทรกเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับการปีนเขาไว้อย่างลงตัว
บทความ
อ่าน เส้นทางพัฒนาเศรษฐกิจไทย … ผ่าน เสนาะ อูนากูล
หนังสือ อัตชีวประวัติและงานของเสนาะ อูนากูล มิได้บอกเล่าถึงชีวิตของ ดร.เสนาะ อูนากูล เพียงเท่านั้น แต่ยังบอกเล่าถึงชีวิตของเทคโนแครตไทย เศรษฐกิจไทย และเส้นทางการพัฒนาเศรษฐกิจไทย ในช่วงปี พ.ศ.2504-2535 จากรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ถึงรัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน ผ่านสายตาของตัวละครคนสำคัญในประวัติศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่าง ดร.เสนาะ อูนากูล เทคโนแครตคนสำคัญที่สุดคนหนึ่งใน ‘ยุคทอง’ ของเทคโนแครต ผู้เปี่ยมด้วยเกียรติภูมิและคุณธรรมในฐานะข้าราชการ
มุมมองต่อธุรกิจหนังสือไทย
หากพิจารณาเพียงผิวเผิน หนังสือก็เป็นสินค้าประเภทหนึ่ง แต่แท้ที่จริง หนังสือมีความแตกต่างจากสินค้าเพื่อการบริโภคทั่วไปตรงที่เป็นสินค้าที่เกี่ยวพันกับวัฒนธรรมและปัญญา หนังสือดีมีมูลค่าใช้สอยที่เป็นประโยชน์ ประโยชน์ที่ว่าไม่ได้ตกอยู่กับตัวคนอ่านเองเท่านั้น แต่สร้างประโยชน์ต่อสังคมอีกทอดหนึ่งด้วย
เมื่อผู้คนในสังคมอ่านหนังสือมาก ฉลาดรอบรู้ขึ้นมาก คน – ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะแรงงาน ผู้บริโภค ผู้ผลิต ผู้กำหนดนโยบาย หรือพลเมือง – ก็มีคุณภาพมากขึ้น สังคมย่อมมีคุณภาพมากขึ้นตามไปด้วย นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่าเป็นกิจกรรมที่สร้างผลกระทบภายนอกต่อสังคมในด้านบวก (Positive Externality) ซึ่งหมายถึง กิจกรรมที่การผลิตหรือการบริโภคไม่ได้ให้ประโยชน์เฉพาะต่อตัวผู้ผลิตหรือผู้บริโภคโดยตรงเท่านั้น แต่สังคมส่วนรวมได้ประโยชน์ด้วยพร้อมกัน
บางคนอาจจะไม่ได้มองหนังสือเป็นแค่สินค้าเพื่อการบริโภคด้วยซ้ำ แต่มองการซื้อหนังสือเหมือนเป็น “การลงทุน” เพราะการอ่านหนังสือช่วยให้เราเข้าใจโลกมากขึ้น เป็นคนที่สมบูรณ์ขึ้น เพิ่มศักยภาพในการทำงาน ทำให้เราเก่งขึ้น มีฝีมือขึ้น ซึ่งช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมให้ตัวคนอ่านในอนาคตได้ด้วย
เศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจใคร?
เรากำลังใช้ชีวิตอยู่ในเศรษฐกิจแบบไหน? เรายอมรับเศรษฐกิจดังที่แสดงข้อมูลข้างต้นได้หรือไม่? หากไม่ – เราจะเดินหน้าไปสู่เศรษฐกิจที่เป็นธรรม มีประสิทธิภาพ และมีความหมายต่อชีวิตของผู้คน โดยเฉพาะสามัญชนคนธรรมดาได้อย่างไร?
หากสังคมเศรษฐกิจไทยไม่ช่วยกันตอบโจทย์โหดหินนี้อย่างจริงจัง วิกฤตในช่วงครึ่งทศวรรษหลังที่ผ่านมาคงเป็นเพียงบทโหมโรงของวิกฤตอันหนักหนาสาหัสกว่า ซึ่งกำลังจะมาเยือนในไม่ช้า
การฟื้นตัวแบบไม่จ้างงาน
สรุปว่า กำไรที่เพิ่มมากขึ้นของบริษัทไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะนำไปสู่การจ้างงานมากขึ้นเสมอไป นับวันโลกของกำไรกับโลกของงานยิ่งแยกขาดจากกัน ความเชื่อที่ว่าช่วยให้ธุรกิจฟื้นตัวก่อนแล้วจะส่งผลต่อเนื่องให้เกิดการจ้างงานต่อไปดูจะเป็นความเชื่อที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นไปของเศรษฐกิจปัจจุบันเสียแล้ว
และหากสถานการณ์ในตลาดแรงงานยังคงดำเนินไปอย่างเลวร้ายเช่นนี้อยู่ ก็มีโอกาสสูงว่า สัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอเมริกาตั้งแต่สิ้นปีที่แล้วเป็นเพียงภาพลวงตาระยะสั้น ก่อนที่จะวนกลับสู่ความตกต่ำซ้ำสองอีกรอบในไม่ช้า เพราะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืนต้องมีฐานล่างที่เข้มแข็ง คนต้องมีงานทำและได้รับผลตอบแทนอย่างเหมาะสมจึงมีอำนาจซื้อสินค้าและบริการในระดับที่นำพาเศรษฐกิจออกจากหล่มแห่งความตกต่ำได้ ซึ่งเงื่อนไขดังกล่าวยังไม่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
ไปให้ไกลกว่า GDP
เศรษฐกิจที่มุ่งพัฒนาโดยมีระดับ GDP สูงๆ และอัตราการเติบโตของ GDP สูงๆ เป็นเป้าหมายหลัก จึงเป็นเศรษฐกิจที่มองแคบ ให้คุณค่าเฉพาะความเจริญทางวัตถุระยะสั้น ละเลยความยั่งยืนและความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ ทั้งยังไร้พื้นที่สำหรับความงามด้านอื่นของชีวิต
เช่นนี้แล้ว นักวิชาการและนักเคลื่อนไหวทางสังคมจำนวนหนึ่งจึงพยายามคิดค้นแสวงหาตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจทางเลือกที่เหนือกว่า GDP ซึ่งมีลักษณะมองกว้าง มองไกล และเข้าถึงแก่นของชีวิตทางเศรษฐกิจของผู้คนและสังคมอย่างรอบด้านหลากมิติ ภารกิจดังกล่าวดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง และยิ่งเข้มข้นขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเผชิญภาวะวิกฤตเศรษฐกิจพร้อมๆ กับวิกฤตสิ่งแวดล้อม
DIY: ประเทศเราสร้างเองได้
กล่าวอย่างเป็นรูปธรรม สถาบัน TSI พยายามผลักดันการสร้าง ‘เมืองลอยน้ำ’ ในพื้นที่มหาสมุทรซึ่งไม่อยู่ในเขตแดนของประเทศใด เป็นเมืองขนาดเล็กจิ๋วที่เป็นอิสระสำหรับเหล่าชนที่ไม่เอารัฐบาล ต่อต้านรัฐชาติสมัยใหม่ ไม่พึงพอใจในอารยธรรมร่วมสมัยของมนุษยชาติในยุคสมัยปัจจุบัน มาลงมือสร้างประเทศใหม่ กระทั่งอารยธรรมใหม่ ซึ่งมีตัวเองเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง!
ฟรีดแมนบอกว่า ผืนดินส่วนใหญ่ในโลกล้วนมีเจ้าของแล้ว การ ‘ออกทะเล’ จึงเป็นทางเลือกใหม่ของการสร้าง ‘เมือง’ ใหม่ (หรือจะเรียกว่า ‘ชาติ’ หรือ ‘ประเทศ’ ก็ว่ากันไป) หากต่อสู้กับรัฐบาลบนผืนดินดั้งเดิม ก็ต้องหาทางเอาชนะสงคราม ชนะการเลือกตั้ง หรือไม่ก็ต้องปฏิวัติเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นเรื่องยากลำบากที่คนธรรมดาสามัญจะทำได้สำเร็จ สู้มาสร้างเมืองลอยน้ำขนาดเล็กจิ๋วในพื้นที่ซึ่งยังไม่มีคนจับจองและไม่ได้เป็นของชาติใดให้เป็นเขตปลอดอำนาจรัฐและการกำกับควบคุมทั้งปวงกันดีกว่า
Radiohead: “โลกนี้มีอะไรฟรี … แต่ไม่เอา!”
สมมติว่า วงดนตรีชื่อดังที่ท่านชื่นชอบนำอัลบั้มใหม่ที่ยังไม่ได้วางขายตามแผงมาให้ท่านดาวน์โหลดผ่านทางเว็บไซต์ ให้เก็บไว้ฟังได้ครบทุกเพลง มิหนำซ้ำยังบอกด้วยว่า ให้ท่านตั้งราคาซื้อขายได้เองตามใจชอบ รักมาก ก็ให้มาก รักพอเพียง ก็ให้แบบพอดีพองาม หรือใจร้ายอยากดาวน์โหลดไปฟังฟรี ไม่จ่ายสักแดง คนขายก็ไม่ว่ากัน
เรียกว่า ตั้งราคาแบบตามใจคนซื้อเต็มที่ คนฟังอยากจ่ายเท่าไหร่ก็ได้ ไม่จ่ายเลยก็ได้
ลองถามตัวเองว่า ถ้าเป็นท่าน จะยินดีจ่ายเงินไหมครับ และจะจ่ายเท่าไร
Post Washington Consensus
เมื่อเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะตกต่ำอย่างหนัก อันเป็นผลพวงจากความล้มเหลวของการทำงานของตลาดการเงิน ซึ่งทำงานอยู่บนฐานของความโลภส่วนตน แต่ไร้ซึ่งการกำกับดูแลอย่างมีประสิทธิภาพ เต็มไปด้วยโครงสร้างสิ่งจูงใจที่บิดเบือน (Moral Hazard) และผลประโยชน์ทับซ้อน ทำให้ตลาดไม่สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์และไม่มีประสิทธิภาพเหมือนดังคำทำนายของทฤษฎีเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมาตรฐาน
ผู้คนทั่วโลกตั้งคำถามท้าทาย “ฉันทมติแห่งวอชิงตัน” อย่างหนักหน่วง ในฐานะปัจจัยสำคัญที่นำพาเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะวิกฤตรุนแรง เกิดกระแสด้านกลับต่อฉันทมติแห่งวอชิงตัน เช่น การเรียกร้องระบบกำกับดูแลตลาด โดยเฉพาะตลาดการเงิน เพื่อจัดการกับปัญหาผลกระทบภายนอกด้านลบ (Negative Externalities) ที่เกิดจากตลาดการเงิน โดยไม่ให้การแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนขัดกับผลประโยชน์ส่วนรวมของสังคม รวมถึง การสนับสนุนบทบาทของรัฐบาลในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นเป้าหมายด้านการจ้างงานเป็นสำคัญ เป็นต้น
การปฏิรูประบบกำกับดูแลภาคการเงิน
วิกฤตการณ์การเงินรอบนี้เป็นประจักษ์พยานชี้ชัดว่า ตลาดการเงินเสรีในยุคโลกาภิวัตน์ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ได้ทำงานบนฐานของความมีเหตุมีผล ไม่สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่สามารถดูแลจัดการแก้ปัญหาด้วยตัวกลไกตลาดเองได้ และเต็มไปด้วยความไร้เสถียรภาพและความไม่แน่นอน เช่นนี้แล้ว จึงจำเป็นต้องมีกลไกเชิงสถาบันเข้ามาร่วมกำกับดูแล ตรวจสอบ และจัดการตลาดการเงิน เพื่อให้สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีเสถียรภาพ มีความรับผิดชอบ มีความยุติธรรมและลดความเสี่ยงในการเกิดวิกฤตการณ์การเงิน พูดง่ายๆ คือ ต้องมีการออกแบบระบบกำกับดูแลภาคการเงินที่ดีนั่นเอง
